|
อยู่กับมาร อิสรภาพท่ามกลางความชั่วร้าย (Living with the Devil) สตีเฟน แบท์ชเลอร์ (Stephen Batchelor) เขียน สดใส ขันติวรพงศ์ แปล พิมพ์ครั้งที่ ๑ ขนาด ๑๖ หน้ายกพิเศษ ๒๕๒ หน้า ราคา ๒๑๐ ราคาพิเศษ ๑๘๙ บาท
คำนำหนังสือ โดย พระไพศาล วิสาโล มารนั้นมาในหลายรูปลักษณ์ ในพระไตรปิฎกมีเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับมารซึ่งแปลงกายมาเป็นพญาช้าง งูใหญ่ พราหมณ์ หญิงสาว หาไม่ก็ปรากฏตัวเป็นชาวนา คนแก่หลังโกง บางครั้งก็บันดาลให้เกิดแผ่นดินไหว ทั้งหมดนี้ก็เพื่อทำให้เกิดความกลัว ความไขว้เขว ความท้อแท้ และความขุ่นเคืองใจแก่ “เหยื่อ”ของตน ซึ่งได้แก่พระพุทธเจ้า ภิกษุ ภิกษุณี หรือผู้ใฝ่ธรรม ด้วยความมุ่งหวังให้ท่านเหล่านั้นเลิกบำเพ็ญเพียร หรือเผยแผ่ธรรมแก่มหาชนเพื่อการหลุดพ้นจากทุกข์ภัยในวัฏสงสาร ในหนังสือเล่มนี้ ที่ทางของมารมิได้อยู่ภายนอกตัวเราเท่านั้น แต่ยังแฝงอยู่ในใจของเรา อีกทั้งมีลักษณะอาการที่หลากหลาย อาทิ ความยึดมั่นในสิ่งต่างๆ ว่าเที่ยงแท้ การโหยหาโลกที่ปลอดภัยและแน่นอน ความหวาดกลัว ความลังเลสงสัย ความหลงตัวลืมตน ความชั่วร้าย แต่ทั้งหมดนี้มีลักษณะร่วมกันอย่างหนึ่งคือ เป็นสิ่งบีบคั้นหรือเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางการประจักษ์แจ้งในความจริงและอิสรภาพ แต่หากมารมีความหมายเพียงเท่านี้ เหตุใดพระพุทธองค์ผู้บรรลุถึงซึ่งอิสรภาพขั้นสูงสุดยังถูกมารตามรังควานได้ ก็พระองค์มิได้เป็นผู้หลุดพ้นจากบ่วงของมารแล้วหรือ คำอธิบายประการหนึ่งของสตีเฟน แบท์ชเลอร์ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ก็คือ พระพุทธองค์ยังทรงมีความเป็นมนุษย์ และมารก็มิใช่อะไรอื่น หากคือ “ความขัดแย้งของมนุษย์” ซึ่งมีอยู่ในพระองค์นั่นเอง สำหรับชาวพุทธผู้นับถือพระองค์เยี่ยงอภิมนุษย์ ย่อมยอมรับคำอธิบายเช่นนี้ได้ยาก แต่สิ่งหนึ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ก็คือ มีหลายครั้งที่ความลังเลสงสัยเกิดขึ้นแก่พระองค์ อาทิ เมื่อพระองค์ตรัสรู้ใหม่ ๆ ทรงลังเลว่าพระองค์ควรประกาศธรรมแก่ผู้อื่นดีหรือไม่ ในเมื่อธรรมที่พระองค์ทรงค้นพบนั้นเป็นเรื่องยาก บางครั้งพระองค์ก็ทรงสงสัยว่าพระองค์จะสามารถเสวยราชสมบัติโดยไม่เบียดเบียนเอง ไม่ใช้ให้ผู้อื่นเบียดเบียน และไม่ทำให้ผู้อื่นเศร้าโศกได้หรือไม่ (แน่นอนว่ามารย่อมมาทูลเชิญให้พระองค์กลับไปเสวยราชสมบัติ) เหตุการณ์ดังกล่าวย่อมแสดงว่าสัมมาสัมพุทธสภาวะมิได้หมายถึงการปลอดพ้นจากความลังเลสงสัยอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นพระองค์จึงย่อมไม่พ้นจากการรังควานของมาร มารไม่อาจขัดขวางพระองค์จากการบรรลุอิสรภาพก็จริง แต่ก็ยังพากเพียรไม่หยุดหย่อนเพื่อขัดขวางพระองค์มิให้นำพามหาชนเข้าถึงอิสรภาพจากความทุกข์ ถึงที่สุดแล้วมารก็ประสบความสำเร็จในการขัดขวางพระองค์ ความชราและโรคาพาธ ทำให้พระองค์ทรงปลงอายุสังขาร และในที่สุดความตายก็ยุติพุทธกิจอย่างสิ้นเชิง ใช่หรือไม่ว่าความแก่ ความเจ็บ และความตาย คือมารที่ชื่อว่า ขันธมาร และมัจจุมารนั่นเอง มารทั้งสองนี้เองที่คอยตามรังควานพระองค์ ไม่ว่าพระองค์จะทรงผัดผ่อนหรือต่อรองเพียงใด ก็ไม่สามารถยืดพระชนมายุไปได้ตลอด ดังนั้นเมื่อพระองค์ทรงมั่นพระทัยว่าธรรมวินัยที่ทรงประกาศนั้นตั้งมั่นดีแล้ว พุทธบริษัททั้งสี่มั่นคงเข้มแข็งแล้ว พระองค์จึงทรงยุติพุทธกิจและเสด็จปรินิพพาน หาก “ความขัดแย้งของมนุษย์” หมายรวมถึงความแก่ ความเจ็บ ความตาย อันเป็นภาวะบีบคั้นขัดแย้งอย่างหนึ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องประสบ ก็ไม่ผิดที่สตีเฟน แบทช์เลอร์จะกล่าวว่า ความขัดแย้งของมนุษย์นั้นมีอยู่ในพระพุทธองค์ และมารกับพระพุทธองค์ก็ “เกี่ยวก้อยไปด้วยกัน” อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดระหว่างมารกับพระพุทธองค์มีความหมายมากไปกว่านั้น หากมารหมายถึงความบีบคั้นในทางจิตใจ อาทิ ความอยาก ความกลัว ความทดท้อ สิ้นหวัง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ก็คือเหตุปัจจัยแห่งการอุบัติของพระพุทธองค์ ดังที่พระพุทธองค์เคยตรัสว่า หากไม่มีความทุกข์เกิดขึ้น พระพุทธเจ้าก็ไม่อุบัติขึ้นมาในโลกนี้ การที่พระองค์ทรงพิจารณาทุกข์ และสาวหาไปถึงสาเหตุแห่งทุกข์ ทำให้พระองค์ค้นพบหนทางแห่งการดับทุกข์ จนบรรลุอรหัตตผลด้วยพระองค์เองในที่สุด ความบีบคั้นทั้งกายและใจนั้น แม้จะทำให้เราทุกข์ แต่เมื่อประคองใจไม่ให้หวั่นไหวด้วยสติ และพิจารณาความบีบคั้นเหล่านั้นด้วยปัญญา ย่อมแลเห็นธรรมชาติของมันว่า ไม่มีตัวตนที่เที่ยงแท้ เกิดดับอยู่ตลอด แต่ที่เราเป็นทุกข์ก็เพราะไปยึดมันว่าเป็น “ตัวกู ของกู” เกิด “ตัวกู” ผู้ทุกข์ขึ้น เมื่อเห็นความจริงเช่นนี้อย่างแจ่มแจ้ง การปล่อยวางก็เกิดขึ้นได้ อิสรภาพและการหลุดพ้นจากความทุกข์จึงตามมา ในความทุกข์นั้น หนทางแห่งการการดับทุกข์ย่อมปรากฏอยู่ กล่าวอีกนัยหนึ่งมารกับพุทธะนั้นอยู่ด้วยกัน ใช่หรือไม่ว่ารูกุญแจที่ใช้ขัดประตูนั้น ก็เป็นอันเดียวกับที่ใช้เปิดประตู ปุ่มสวิตช์ที่ใช้เปิดไฟก็เป็นอันเดียวกับที่ดับไฟ พูดอย่างท่านอาจารย์พุทธทาสก็คือ ในวัฏสงสารมีนิพพาน ความทุกข์หรือภาวะบีบคั้นขัดแย้งนั้นจัดเป็นอริยสัจข้อแรก และ “หน้าที่”ต่ออริยสัจข้อแรกที่พระพุทธองค์ทรงแนะนำก็คือ การรู้ทุกข์ ทุกข์มิได้มีไว้เพื่อละ (สมุทัยหรือสาเหตุแห่งทุกข์ต่างหากเป็นสิ่งที่ต้องละ) แต่ทุกข์เป็นสิ่งที่ต้องรู้ การรู้จักทุกข์อย่างถึงที่สุดตามนัยที่กล่าวมาข้างต้นย่อมนำไปสู่การตรัสรู้ การอยู่กับทุกข์อย่างรู้เท่าทันย่อมทำให้เป็นอิสระจากทุกข์ฉันใด การอยู่กับมารโดยรู้เท่าทันมัน ย่อมทำให้มารครอบงำเราไม่ได้ฉันนั้น เมื่อพระพุทธองค์หรือภิกษุภิกษุณีถูกมารตามรังควาน ไม่มีวิธีการใดดีไปกว่าการรู้เท่าทันกลอุบายของมาร และบอกมารให้รู้ว่า “มารผู้ใจบาป เรารู้จักท่าน ท่านอย่าเข้าใจว่าเราไม่รู้จักท่าน” เพียงเท่านี้มารก็หายตัวไป ไม่มีอะไรที่จะทำให้มารกลัวมากเท่ากับการถูกรู้เท่าทัน ไม่จำต้องอาศัยอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ใดๆ เพียงแต่การรู้เท่าทันมันเท่านั้น มารก็มิอาจทนอยู่ได้ อย่างไรก็ตาม มารนั้นเฉลียวฉลาดอย่างยิ่งใช่ว่าจะรู้ทันกันได้ง่ายๆ มารที่เป็นความชั่วร้ายนั้นดูออกไม่ยาก แต่มารที่มาในรูปของความดีต่างหากที่น่ากลัวยิ่งกว่า ทันทีที่เราไปยึดติดกับความดีก็ตกอยู่ในอำนาจของมารทันที เพราะอาจทำให้เกิดความหลงตนหรือทำร้ายผู้อื่นในนามของความดี ดังสงครามเกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วนในนามพระเจ้า ศาสนา และอุดมการณ์อันสูงส่ง ใช่แต่เท่านั้นการติดยึดในความดียังทำให้เราตกอยู่ในวัฏสงสาร ไม่อาจบรรลุอิสรภาพได้เพราะไม่สามารถปล่อยวางจากความยึดถือในตัวตนได้ อย่าว่าแต่ความดีเลย แม้แต่นิพพานอันเป็นสิ่งประเสริฐสุดหากไปยึดติดเมื่อใด หนทางสู่นิพพานก็ถูกปิดทันที ความทุกข์และกิเลสนั้นสามารถนำไปสู่ความหลุดพ้น (ดังผู้บำเพ็ญเพียรใช้ตัณหาละตัณหา และมานะละมานะ) ขณะเดียวกันความสุขและความดีก็สามารถล่อหลอกให้หลงติดยึดหนักขึ้นก็ได้ ดังนั้นการอยู่กับมารอย่างรู้เท่าทันจึงมิใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่มีวิธีอื่นที่จะนำไปสู่การประจักษ์แจ้งในสัจธรรมและอิสรภาพได้ โดยเฉพาะมารที่อยู่ในกายและใจของเราเอง อย่างไรก็ตามมีมารอีกประเภทหนึ่งที่ผู้เขียนแนะนำให้เรารู้จัก เป็นมารอย่างใหม่ที่พระไตรปิฎกหรือพระพุทธองค์มิได้กล่าวถึง ได้แก่ “โครงสร้างที่จำกัดและกักขัง” ซึ่งรวมถึงโครงสร้างแห่งความรุนแรง ตลอดจน “กองกำลังของรัฐบาล ศาสนา มหาอำนาจและอำนาจการตลาด” รวมไปถึงโครงสร้างและสถาบันทางศาสนาที่กดขี่ รวมศูนย์ ตายตัว อันเป็นอุปสรรคต่อวัฒนธรรมแห่งการตื่นรู้ที่เอื้อต่อการเข้าถึงความจริงและอิสรภาพของมหาชน มารประเภทนี้ เราเห็นจะต้องอยู่ด้วยไปอีกนาน แต่การยอมจำนนปล่อยให้มันครอบงำกีดขวางศักยภาพของมนุษย์ ย่อมไม่ใช่วิถีทางของชาวพุทธ มารชนิดนี้ ลำพังการอยู่อย่างเท่าทันย่อมไม่เพียงพอ จำเป็นที่เราต้องเข้าไปเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เอื้อต่อการบรรลุอิสรภาพของมหาชนด้วย ผู้เขียนไม่ได้เสนอแนะว่าควรทำอย่างไร นั่นคือเสรีภาพและทางที่เปิดกว้างสำหรับผู้อ่านทุกคน หนังสือเล่มนี้พูดถึงมารในหลายความหมายและหลายระดับ ผู้อ่านควรจำแนกแยกแยะให้ออกว่าผู้เขียนกำลังกล่าวถึงมารในความหมายใด มิเช่นนั้นอาจเข้าใจผิด เกิดความสับสน หรือแม้แต่ขุ่นเคืองใจได้ที่ผู้เขียนเอามารไป “เกี่ยวก้อย”กับพระพุทธเจ้า อย่างไรก็ตามถึงที่สุดแล้วมารตัวสำคัญที่ผู้เขียนเน้นย้ำก็คือการมองเห็นสิ่งต่างๆ อย่างเป็นเอกเทศ แยกขาดจากกัน จนเห็นแต่ละสิ่งนั้นเป็นตัวตนที่เที่ยงแท้ อันเป็นการสวนกระแสแห่งเหตุปัจจัยอันไหลเลื่อน ไม่มีอะไรที่มีอยู่หรือเป็นอยู่โดยตัวมันเอง แม้แต่ความคิดว่า “ตัวฉัน” ก็อิงอาศัยสิ่งต่างๆ มากมาย ที่มีความสืบเนื่องย้อนหลังไปถึง ๑๕,๐๐๐ ล้านปีที่แล้ว ไม่ต้องดูอื่นไกล ถ้าไม่มี “คุณ” หรือ “คนอื่น” ก็ไม่มี “ฉัน” เงามืดเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีแสงแดด มีโคลนตมจึงมีดอกบัวอันงดงาม ความว่างเกิดขึ้นได้ก็เพราะมีสิ่งต่างๆ มากมายอยู่ล้อมรอบ ความดีกับความชั่ว มารกับพุทธะแม้จะอยู่ตรงข้ามกัน แต่ก็อิงอาศัยกัน มิอาจเป็นเอกเทศจากกันได้ การมองเห็นว่าไม่มีอะไรที่เป็นตัวตนเอกเทศ แม้แต่ “ตัวฉัน” ย่อมนำเราสู่อิสรภาพจากการติดยึด หน้าที่ของมารก็คือขัดขวางมิให้เราเห็นความจริงดังกล่าว เพราะเมื่อใดที่เราเห็นอย่างกระจ่างแจ้ง ก็จะเป็นอิสระจากอำนาจของมาร สตีเฟน แบท์ชเลอร์ เขียนหนังสือเล่มนี้ในท่วงทำนองปรัชญายิ่งกว่าการพรรณนาตามแนวทางศาสนา เพราะมุ่งไปที่ผู้อ่านชาวตะวันตกซึ่งหนักในทางการใช้ความคิดและโน้มเอียงไปทางโลกียวิสัย (secularism) ตลอดทั้งเล่มจึงเต็มไปด้วยข้อความที่ยั่วยุกระตุกใจ เพื่อท้าทายความคิดที่เคยยึดถือ บางครั้งลีลาการเขียนก็ชวนทะเลาะกับผู้อ่าน ทั้งนี้ก็เพื่อหวังให้เกิดความคิดงอกเงยหรือก้าวไปจากความเชื่อเดิมๆ ผู้อ่านชาวไทยอาจไม่คุ้นกับท่วงทำนองดังกล่าว และอาจไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าผู้เขียนต้องการอะไร และกำลังพาผู้อ่านไปไหน แม้สดใส ขันติวรพงศ์ แปลหนังสือเล่มนี้ได้อย่างงดงาม ใช้ภาษาที่กระชับ ยากที่ผู้ใดจะถ่ายทอดออกมาเช่นนี้ได้ แต่ อยู่กับมาร ก็ไม่ใช่หนังสือที่จะอ่านเที่ยวเดียวจบได้ง่ายๆ หากจำต้องอ่านซ้ำหรือย้อนไปมาหลายครั้งจึงจะเข้าใจได้ถ้วนทั่ว แต่ถึงจะไม่กระจ่างทั้งหมด ข้อความหลายข้อความก็สะดุดใจมากพอที่จะกระตุ้นให้เราใคร่ครวญอย่างลึกซึ้งจนเกิดปัญญาชนิดที่มารไม่ต้องการ เพราะจะทำให้เรารู้เท่าทันกลอุบายของมันได้อย่างทันท่วงที สนใจสั่งซื้อได้ที่ webmaster@semsikkha.org |