|
สงครามน้ำ (Water Wars) วันทนา ศิวะ : เขียน / ศิริลักษณ์ มานะวงศ์เจริญ : แปล
พิมพ์ครั้งที่ ๑ ขนาด ๑๖ หน้ายกพิเศษ ๑๙๒ หน้า
ราคาปกติ : ๑๔๐ บาท ราคาพิเศษลด ๒๐% : ๑๑๒ บาท เป็นเรื่องราวการแย่งชิงน้ำที่อาจแปรเปลี่ยนเป็นสงครามน้ำในอนาคตอันใกล้ วัฏจักรน้ำเชื่อมโยงพวกเรา ทุกคน และจากน้ำเราได้เรียนรู้เส้นทางสันติภาพและอิสรภาพ เรียนรู้วิธีการมีชัยเหนือสงครามน้ำที่กำลังมุ่ง เปลี่ยนถ่ายอำนาจจากชุมชนไปสู่เอกชน เนื้อหา สาระสำคัญของหนังสือ สงครามน้ำ น้ำเป็นต้นกำเนิดของ วัฒนธรรม เป็นพื้นฐานของชีวิต น้ำเป็นศูนย์กลางของความอยู่ดีกินดีของทุกสังคมทั่วโลก แต่โชคร้ายที่ทรัพยากรล้ำค่านี้กำลังถูกคุกคาม เรากำลัง ประสบภาวะขาดแคลนน้ำถึงแม้สองในสามของโลกจะประกอบด้วยน้ำก็ตาม วิกฤตน้ำเป็นสิ่งที่แพร่ขยายมากที่สุด รุนแรงที่สุด และเป็นมิติของการ ทำลายล้างทางนิเวศวิทยาบนโลกที่มองไม่ออกที่สุด กล่าวได้ว่าประเทศหนึ่งจะประสบวิกฤตน้ำอย่างสาหัสเมื่อมีจำนวนน้ำต่ำกว่า ๑,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อคนต่อปี ต่ำกว่าจุดนี้ ถือว่าการพัฒนาด้านสาธารณสุขและเศรษฐกิจของชาติเป็น อุปสรรคอย่างมาก เมื่อปริมาณน้ำต่อคนต่อปีลดลงต่ำกว่า ๕๐๐ ลูกบาศก์เมตร ความอยู่รอดของผู้คนกำลัง อยู่ในภาวะเสี่ยงอย่างน่าเศร้า ปริมาณน้ำลดลงไม่ได้ เกิดจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรแต่เพียงอย่างเดียว การใช้น้ำอย่างฟุ่มเฟือยก็เป็นตัวทำให้ สถานการณ์เลวร้ายลงเช่นกัน ช่วงศตวรรษหลัง อัตราการใช้น้ำเพิ่มขึ้นเกินอัตราเพิ่มของประชากรถึงสอง เท่าครึ่ง สงคราม กระบวนทัศน์ในเรื่องน้ำกำลังเกิดขึ้นในทุกสังคม ทั้งตะวันตกและตะวันออก ทางเหนือและทางใต้ ในลักษณะนี้ สงครามน้ำคือสงครามระดับโลกที่เกิดขึ้น ระหว่างวัฒนธรรมและระบบนิเวศที่หลากหลาย ซึ่งยึดหลักจริยธรรมสากลว่าน้ำเป็นสิ่งจำเป็นทางนิเวศวิทยา กับวัฒนธรรมบรรษัทวัฒน-ธรรมแห่งการแปลง ทุกอย่างเป็นของเอกชน ความโลภ และการล้อมกรอบความเป็นสาธารณะของน้ำ ขณะที่ด้านหนึ่งของการ ชิงดีทางนิเวศและสงครามกระบวนทัศน์นี้ ประกอบด้วยชีวิตนับล้านเผ่าพันธุ์และประชาชนนับพันล้านกำลัง ดิ้นรนหาน้ำเพื่อให้เพียงพอสำหรับการยังชีพ แต่กับอีกด้านหนึ่งก็ประกอบด้วยบรรษัทระดับโลกต่าง ๆ ซึ่งมี องค์กรระดับโลกสนับสนุนอย่างเช่น ธนาคารโลก องค์การการค้าโลก (WTO) และ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มจี-๗ เป็นต้น ควบคู่ไป กับสงครามกระบวนทัศน์ก็ได้เกิดสงครามน้ำขึ้นระหว่างภูมิภาค ภายในประเทศ และในชุมชนต่าง ๆ บ่อย ครั้งที่ความรุนแรงทางการเมืองเกิดจากความขัดแย้งเรื่องแหล่งน้ำซึ่งเป็นสิ่งสำคัญแต่ขาดแคลน พื้นที่ที่ครั้งหนึ่งเคยอุดมสมบูรณ์ไปด้วยน้ำกลับกลายเป็นพื้นที่ ขาดแคลน พื้นที่ขาดแคลนน้ำกลายเป็นพื้นที่แห้งแล้ง อย่างไรก็ตามมีอยู่สองกระบวนทัศน์ที่ขัดแย้งซึ่ง อธิบายถึงวิกฤตการณ์น้ำเอาไว้ ได้แก่ กระบวนทัศน์เชิงการตลาด และกระบวนทัศน์เชิงนิเวศ กระบวนทัศน์ เชิงการตลาดมองว่าการขาดแคลนน้ำเป็นวิกฤตการณ์ที่เกิดจากการขาดการค้าน้ำ กระบวนทัศน์นี้กล่าวไว้ ว่าถ้าหากน้ำสามารถมีการเคลื่อนย้ายและจัดจำหน่ายได้อย่างอิสระในตลาดเสรี จะสามารถโอนถ่ายน้ำไป ยังดินแดนที่ขาดแคลนได้ และราคาน้ำที่สูงจะนำไปสู่การอนุรักษ์น้ำ การอ้างเหตุผลในเชิงนามธรรมดังกล่าวลืมจุดสำคัญที่สุดไปอย่างหนึ่งคือ เมื่อน้ำหมดไป ก็จะไม่มีอะไรมาทดแทน สำหรับหญิงในโลกที่สาม การขาดแคลนน้ำหมายถึงการต้องเดินทางไกลขึ้นเพื่อ หาน้ำมาใช้ สำหรับชาวนา มันหมายถึงความอดอยากและความยากจนเมื่อความแห้งแล้งได้ทำลายพืชผล ของพวกเขา สำหรับเด็ก ๆ มันหมายถึงภาวะขาดน้ำและความตาย ไม่มีอะไรมาทดแทนของเหลวล้ำค่าที่จำ เป็นต่อความอยู่รอดทางชีวะของสัตว์และพืชได้เลยจริง ๆ ปัจจุบันเราจึงกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์น้ำระดับโลก ซึ่งมีทีท่าว่าจะ แย่ลงในช่วงอีกสองสามทศวรรษนี้ และในขณะที่วิกฤตการณ์รุนแรงขึ้น ความพยายามใหม่ ๆ ที่จะให้คำ นิยามใหม่กับสิทธิในเรื่องน้ำก็กำลังเกิดขึ้น เศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ได้เปลี่ยนคำจำกัดความของน้ำจากสมบัติ สาธารณะเป็นสินค้าเอกชน ซึ่งสามารถจัดหาและซื้อขายได้อย่างเสรี คำสั่งทางเศรษฐกิจของโลกเรียกร้อง ให้มีการยกเลิกข้อจำกัดและกฎระเบียบทั้งหมดเกี่ยวกับการใช้น้ำและการก่อตั้งตลาดค้าน้ำ ผู้สนับสนุนการ ค้าน้ำเสรีมองสิทธิในสินทรัพย์ของเอกชนเป็นทางเลือกเดียวที่จะแทนที่การเป็นเจ้าของโดยรัฐ และมอง ตลาดเสรีเป็นทางเลือกเดียวที่จะทดแทนกฎระเบียบของเจ้าหน้าที่รัฐในเรื่องทรัพยากรน้ำ น้ำจำเป็นที่จะต้องยังดำรงความเป็นสมบัติ สาธารณะมากกว่าทรัพยากรใดทั้งสิ้น ทั้งยังต้องการการจัดการโดยชุมชน แท้ที่จริงแล้ว ในเกือบทุกสังคม การเป็นเจ้าของน้ำโดยเอกชนถือเป็นสิ่งต้องห้าม และในฐานะสิทธิในธรรมชาติ สิทธิในน้ำเป็นสิทธิในการ เก็บกิน สามารถใช้น้ำได้แต่ไม่สามารถเป็นเจ้าของ ผู้คนมีสิทธิในชีวิตและทรัพยากรที่ทำให้ชีวิตยั่งยืน เช่นน้ำ ความจำเป็นของน้ำต่อชีวิตคือเหตุผลว่าสิทธิการใช้น้ำได้ถูกยอมรับในฐานะสิทธิในธรรมชาติภาย ใต้กฎหมายซึ่งยึดตามธรรมเนียมปฏิบัติ นี่คือความเป็นจริงทางสังคม ในชุมชนแบบดั้งเดิม สิทธิร่วมกันในการใช้และการจัดการทรัพยากรน้ำเป็นกุญแจ สำคัญของการอนุรักษ์และการนำน้ำมาใช้ การ จัดการน้ำร่วมกันสร้างความมั่นใจได้ว่ามีความยั่งยืนและเสมอภาคด้วยการสร้างกฎและข้อจำกัดในการใช้น้ำ แต่ด้วยการเกิดขึ้นของโลกาภิวัตน์ อำนาจของชาวบ้านในการจัดการน้ำลดลงในขณะที่การใช้น้ำแบบ เอกชนเข้ามาแทนที่ ระบบการฟื้นฟูน้ำแบบดั้งเดิมจึงเสื่อมสลายลง ดังนั้นจะเห็นได้ว่า วิกฤตการณ์น้ำเป็นวิกฤตการณ์ทางนิเวศที่มีต้นเหตุ จากการพาณิชย์แต่ไม่มีหนทางทางการตลาดมาแก้ไข ทางแก้ไขทางการตลาดได้ทำลายโลกและกระตุ้นให้เกิดความไม่ชอบธรรม ทางแก้ไข วิกฤตการณ์นิเวศวิทยาคือ หนทางแห่งนิเวศและทางแก้ไขความไม่ยุติธรรมคือประชาธิปไตย การหยุด วิกฤตการณ์น้ำจะต้องอาศัยการฟื้นฟูประชาธิปไตยในนิเวศวิทยา การขาดแคลนน้ำที่เกิดจากฝีมือมนุษย์และความขัดแย้งเรื่องน้ำที่มีอยู่ทั่วไป สามารถลดลงได้ หากตระหนักว่าน้ำเป็นทรัพยากรสาธารณะ ความเคลื่อนไหวเพื่ออนุรักษ์น้ำแสดงให้เห็นด้วยว่า แนวทาง แก้ไขวิกฤตการณ์น้ำที่จริงอยู่ที่พลังของคน แรงงาน เวลา ความเอาใจใส่ และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ทางออกที่ดีและมีประสิทธิภาพกว่าการผูกขาดน้ำคือประชาธิปไตยน้ำ สงครามน้ำที่ก่อขึ้นโดยบรรษัทข้ามชาติสามารถเอาชนะได้ด้วยความเคลื่อนไหวเพื่อ ประชาธิปไตยของมหาชนเท่านั้น แผนงานที่สร้างโดยกลุ่มเคลื่อนไหวแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของ การสร้างความอุดมสมบูรณ์ในภาวะที่ขาดแคลน
|