การกระทำและการเลือกเล็กๆ สามารถจะส่งผลสำคัญต่อการกำหนดสิ่งที่จะตามมาได้ แม้จะไม่อาจคาดการณ์ได้ล่วงหน้า ว่าสิ่งนั้นคืออะไร ในท่ามกลางความเป็นไปได้เหล่านั้น การทดลองนับพันๆครั้ง และการเลือกนับล้านๆครั้งที่จะอยู่อย่างมีจิตสำนึกมากขึ้น จะเชื่อมผนึกเข้าเป็นอารยะธรรมใหม่ ซึ่งหล่อเลี้ยงชุมชน สร้างความเป็นไปได้ต่างๆ สำหรับการให้ความหมายและทำให้ชีวิตยั่งยืนสำหรับโลก ซาราห์ แวน เก็ลเดอร์ ¹(David C. Korten .ผู้เล่าเรื่องราวแบบใหม่ . ชีวิตหลังทุนนิยม โลกยุคหลังบรรษัท .หน้า 271)
ในช่วงเกือบสามสิบปีที่ผ่านมา หลังการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลินและสหภาพโซเวียตเมื่อพ.ศ.2530 วลีที่ว่าเราไม่มีทางเลือกอื่น ได้กลายเป็นประหนึ่งคำขวัญของโลกใหม่ ‘โลกเสรีนิยมใหม่’ (neo-liberalism)² ที่ขับเคลื่อนไปด้วยกลไกตลาดเสรี ซึ่งให้คำมั่นกับชาวโลกโดยเฉพาะกลุ่มชนที่ถูกทำให้ตกขอบทั้งหลายถึงความอยู่ดีกินดี การพัฒนาที่เท่าเทียม เป็นธรรม ผู้คนต่างรอคอยจะเฉลิมฉลองชีวิตใหม่ จากความหวังที่เปล่งประกายเจิดจรัสอยู่ในห้วงยามนั้น ทว่าในช่วงสิบปีหลัง เสียงสรรเสริญแซ่ซ้องได้แปรเปลี่ยนเป็นเสียงประณามหยามเหยียด องค์กรที่เคยเป็นเหมือนพ่อพระของคนยากอย่าง WTO(องค์การการค้าโลก) IMF(กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ) World Bank (ธนาคารโลก)³ ได้ถูกตราหน้าว่าเป็น‘ร่างทรง’ของเหล่าบรรษัทข้ามชาติซึ่งมีประเทศมหาอำนาจโยงใยอยู่ องค์กรเหล่านี้ตลอดจนข้อตกลงเขตการค้าต่างๆ เช่น NAFTA(ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ) FTAA (เขตการค้าเสรีแห่งทวีปอเมริกา) FTA (ข้อตกลงเขตการค้าเสรี) ฯลฯ ได้ถูกต่อต้านคัดค้านอย่างหนักหน่วงต่อเนื่อง ขบวนการคัดค้านได้ขยายกันเป็นเครือข่ายกระจายอยู่ทั่วโลก ต้นธารแห่งการฟื้นตื่นจากมนตร์สะกดแห่งทุนนี้ ดำเนินมาอย่างไร ? สายธารนี้หลั่งไหลไปไหน ? เราจะมาเดินเล่นย้อนรอยตามเส้นทางสายนี้กัน เส้นทางสายที่หลายคนบอกว่ามันคือทางเลือกใหม่ เส้นทางที่ผู้คนในนั้นจะบอกกับคุณว่า อีกโลกหนึ่งเป็นไปได้ สายธารแห่งการฟื้นตื่น Ya ! Basta พอกันที ! วลีนี้ประกาศก้องขึ้นในวันที่ 1 มกราคม 1994 (2536) โดย ‘กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติซาปาติสต้า’ ซึ่งเป็นชาวอินเดียแดงพื้นเมืองเผ่ามายา ในรัฐเชียปาส ประเทศเม็กซิโก ที่ลุกขึ้นทำการปฏิวัติหลังรัฐบาลเม็กซิโกได้เข้าร่วมลงนาม ในข้อตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ(NAFTA) กับอเมริกาและแคนาดา ซึ่งเป็นเหมือนการฉีกทึ้งฟางเส้นสุดท้ายแห่งความอดทนให้ขาดสะบั้น เพราะนับตั้งแต่ชนผิวขาวผู้เป็นอื่นได้เหยียบย่างฝ่าตีนบอบบางลงบนผืนดินเม็กซิโกเมื่อ500ปีก่อน หายนะของชนพื้นเมืองผู้เป็นเจ้าของผืนดินก็เริ่มขึ้น พวกเขาถูกผลักไสให้ไปอยู่ในที่ๆไม่เอื้อให้ชีวิตใดอยู่รอด ไม่มีน้ำ อาหาร ยารักษาโรค ที่อยู่คุ้มหัว กระทั่งพื้นดินให้เหยียบยืน ทรัพยากรถูกชุดกระชากไปเป็นของนายทุนและผู้ร่ำรวยกลุ่มน้อย วิถีความเป็นอยู่ของชนพื้นเมืองได้เลวร้ายอย่างที่สุด ถูกกดขี่หยามเหยียดและลิดรอนสิทธิทางวัฒนธรรม การเมือง สังคม สิ้นไร้ซึ่งศักดิ์ศรีใดๆ การลุกฮือของชนพื้นเมืองเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ครั้งใหญ่ที่สุดได้เกิดขึ้นในปี 1911 โดยการนำของปานโช วีญาและเอมีเลียโน ซาปาตา ซึ่ง ‘ขบวนการซาปาติสต้า’ คือขบวนการต่อเนื่องที่ตามมาจากครั้งนั้นเอง รองผู้บัญชาการมาร์กอสผู้เป็นโฆษกทรงเสน่ห์ของขบวนการ ได้กล่าวว่านาฟตาคือคำสั่งประหารชีวิตพวกเขา การเปิดเสรีที่ตามมาจะยิ่งซ้ำเติมชนพื้นเมืองให้จมเลนลงไปอีก สินค้าเกษตรจากอเมริกา แคนาดาจะเข้ามาแย่งตลาดในเม็กซิโก ซึ่งเกษตรกรรมพื้นเมืองเล็กๆน้อยๆไม่สามารถสู้ได้แน่นอน ระบบกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนรวมแบบ‘เอฮิโด’จะต้องถูกล้มเลิก แล้วเมื่อนั้นหนทางอยู่รอดอันน้อยนิดด้วยระบบชุมชนของพวกเขาจะถูกทำลายย่อยยับ ซาปาติสต้าไม่ได้ปฏิวัติเพื่อล้มล้างหรือยึดอำนาจรัฐ อย่างเคยเป็นมาในสายธารแห่งการปฏิวัติทั้งมวล หากเป็นไปเพื่อความอยู่รอด เป็นไปเพื่อที่จะบอกว่าพวกเขาเพียงพอแล้วต่อการกดขี่ เพื่อสรรสร้างโลกที่ทุกคนจะกำหนดชะตากรรมของตัวเองได้ เพื่อความเป็นมนุษย์ที่สดใหม่และมีความหมาย ซึ่งนั่นยังความตื่นตะลึงให้กับผู้รับรู้การปรากฏตัวของพวกเขา ซาปาติสต้าไม่ได้อ้างการเป็นผู้นำของประชาชน หรือบอกว่าสิ่งที่พวกเขาทำคือสิ่งที่ดีที่สุดของทุกคน ทั้งยังบอกให้ทุกคนกระทำการขัดขืนตามวิถีทางและอุดมการณ์ของตัวเอง แล้วแสดงมันออกมา พวกเขาเป็นนักรบไร้หน้า หน้ากากสกีที่พวกเขาสวมมันตลอดเวลานั้นก็เพื่อจะบอกว่า ‘ทุกคนเป็นซาปาติสต้าได้’ และนั่นเอง ! ซาปาติสต้าได้สร้างกระแสแห่ง Ya!Basta ให้เริงระบำขึ้นในโลกของผู้ถูกกดขี่และผู้เบื่อหน่ายสิ่งที่เป็นอยู่ ผู้คนมากมายลุกขึ้นมาปกป้องขบวนการนี้เมื่อรัฐบาลพยายามโต้ตอบอย่างรุนแรง มีการเดินขบวนประท้วงร่วมด้วยนับแสนคน เกิดการสนับสนุนขบวนการเรื่อยมา กระทั่งช่วงเดือนกรกฎาถึงสิงหาคม พ.ศ. 2546 การประชุมนานาชาติก็ได้เกิดขึ้นในชื่อ ‘การประชุมสังสรรค์ข้ามทวีปเพื่อมนุษยชาติและต่อต้านลัทธิเสรีนิยมใหม่’ นักเคลื่อนไหว นักสิทธิมนุษยชน นักวิชาการ เอ็นจีโอ สื่อมวลชน นักกิจกรรมทางสังคม ฯลฯ จากทั่วสารทิศ เดินทางมายังดินแดนกันดารของซาปาติสต้าเพื่อเข้าร่วมงาน นับจากนั้น ผู้เข้าร่วมต่างเดินทางกลับไปยังโลกแห่งเสรีจอมปลอมที่ตนอาศัยอยู่ แล้วก่อเริ่มการเปลี่ยนแปลงของตัวเอง การต่อสู้แบบใหม่ที่ไร้การนำเบ็ดเสร็จและมุ่งเน้นปฏิบัติการซึ่งหน้าได้เริ่มระบัดใบ เมื่อสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงพัดผ่าน ผีเสื้อปีกบางก็เริ่มเขยื้อนเคลื่อนไหว เมื่อผีเสื้อกระพือปีก ทฤษฎีไร้ระเบียบหรือchaos theory มีแนวคิดว่า เมื่อผีเสื้อหนึ่งตัวกระพือปีกจะส่งผลให้เกิดพายุใหญ่ได้ เราอาจตระหนักถึงความเป็นไปได้นี้ จากปรากฏการณ์ที่ต่อเนื่องมาจากการปฏิวัติของซาปาติสต้า ซึ่งเป็นดั่งผีเสื้อหนึ่งตัวที่ขยับปีกในท่ามกลางพันธนาการของโลกเสรีนิยมใหม่ ปรากฏการณ์ปลุกเร้าแบบนักรบไร้หน้า กอปรกับการที่ผู้คนในหลายประเทศทั่วโลกได้รับผลกระทบจากแนวทางเสรีนิยมใหม่ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ซึ่งทวีความรุนแรงซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดเป็นกระแสตื่นตัวของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบใหม่(new social movement) ที่ต่อมาได้แตกตัวราวไวรัสออกไปเป็นการปฏิเสธในหลายรูปลักษณ์ แต่สามารถแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะใหญ่4 คือ ลักษณะบุคคลหรือกลุ่มอิสระที่รวมกันเป็นครั้งคราว การคัดค้านได้ปรากฏขึ้นในทุกหนแห่งที่เสรีนิยมใหม่รุกคืบเข้าไป การขัดขืนได้ก่อรูปขึ้นนับไม่ถ้วน ทั้งการเดินขบวนประท้วง การชุมนุม เดินรณรงค์ การปฏิเสธ การใช้สัญลักษณ์ การดื้อแพ่งซึ่งหน้า ฯลฯ ขบวนการลักษณะนี้ปรากฏเป็น กลุ่มเดินขบวนประท้วงสงคราม การรณรงค์ต่อต้านบรรษัทข้ามชาติ การชุมนุมคัดค้านการประชุมขององค์กรโลกบาลและกลุ่มเจรจาทางการค้า กิจกรรมแบบวัฒนธรรมDIY5 ยุทธวิธีแบบ Black Block ยุทธวิธีแบบ Tute Bianche กลุ่มDirect Action Network กลุ่ม Ya!Basta กลุ่มPink bloc (กลุ่มย่อยเหล่านี้บางครั้งรวมเรียกว่า Affinity Group ) การไม่ให้มีโฆษณาสินค้าในสถานศึกษา การปฏิเสธสินค้าที่มีความเป็นมามืดดำอย่างการกดขี่ค่าแรงหรือละเมิดสิทธิมนุษยชน การใส่เสื้อหรือติดเข็มกลัดที่มีข้อความเรียกร้องสันติภาพ การรณรงค์ในวันต่อต้านระบบทุนนิยม (18 มิ.ย. 2542 - J18) หรือวันต่อต้าน WTO6 (30พ.ย. 2542 - N30) ซึ่งเป็นเหมือนหัวเชื้อให้เกิดเป็นขบวนการที่ซีแอตเติลต่อมา ฯลฯ ปรากฏการณ์บนท้องถนนครั้งสำคัญ คือ การประท้วงเวทีประชุมWTO ครั้งที่ 3 เมื่อพ.ศ.2542 ณ เมืองซีแอตเติล ประเทศสหรัฐอเมริกา การรวมตัวกว่า 50,000 คนครั้งนั้น ได้รับการขนานนามว่าเป็นจุดเปลี่ยนการต่อสู้ทางสังคม เป็นจุดเริ่มของเสียงกู่ตะโกนถึงความเป็นไปได้ของโลกใบอื่น เป็นจุดเริ่มของการเคลื่อนไหวที่เรียกกันว่าขบวนการต้านโลกาภิวัตน์ (ที่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน) เมืองซีแอตเติลในห้วงยามนั้นเป็นดั่งสนามแห่งการประกาศตัวของคนธรรมดา ผู้ไม่เห็นด้วยกับคณะทรงเกียรติ์แสนร่ำรวยในห้องประชุมโอ่อ่า ที่กำลังพูดคุยกันถึงการครอบโลกผ่านกลไกทางเศรษฐกิจแบบตลาดเสรีที่ไม่เสรีจริง หลังจาก พ.ศ. 2542 การต่อต้านแนวทางเสรีนิยมใหม่กลายเป็นปรากฏการณ์ดาษดื่น คำขวัญอย่าง โลกของเราไม่ได้มีไว้ขาย , ไม่ใช่ในนามของเรา(ที่นำไปอ้างเพื่อรุกรานประเทศอื่น ), ประชาชนต้องมาก่อนกำไร ต่างดังกังวานขึ้น ประเด็นในการขับเคลื่อนก็แยกย่อยเป็นหลายเรื่อง ทั้งพรมแดนเสรี ผู้ลี้ภัย สิทธิมนุษยชน การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การเข้าถึงปัจจัยในการดำรงชีวิตพื้นฐาน สงคราม7 เพศสภาพ การตัดต่อพันธุกรรม (GMO) ธุรกิจเพื่อสังคม สิทธิบัตร การแปรรูปสาธารณูปโภคหรือบริการพื้นฐานของรัฐ พลังงาน สิ่งแวดล้อม การค้าอาวุธ ฯลฯ ลักษณะสมัชชาหรือองค์กรที่มีวาระต่อเนื่อง หากการการเริงระบำบนท้องถนนคือเคลื่อนไหว สมัชชาทางสังคมหรือองค์กรที่มีวาระต่อเนื่องก็เป็นการนิ่งชะลอเพื่อครุ่นคิดลงลึกในรายละเอียดของการเคลื่อนไหวเหล่านั้น เป็นแสวงหารูปธรรมของโลกใบอื่นที่เป็นไปได้ ท่ามกลางการขบวนเคลื่อนไหวมหาศาล สมัชชาทางสังคมและองค์กรที่มีประเด็นการทำงานต่อเนื่องได้ก่อตัวขึ้น เช่น ขบวนการแรงงานไร้ที่ดินในบราซิล (MST) ศูนย์สังคมในอิตาลี การจัดสมัชชาสังคมโลก (World Social Forum :WSF) สมัชชาสังคมยุโรป (Europe Social Forum) สมัชชาสังคมเอเชีย (Asian Social Forum )8 สมัชชาสังคมอัฟริกาและลาตินอเมริกา สมัชชาระดับประเทศ ระดับท้องถิ่น ( Social Forum ) ในที่นี้จะลงรายเอียดเฉพาะสมัชชาสังคมโลกและสมัชชาสังคมไทย ดังนี้คือ - สมัชชาสังคมโลก (World Social Forum :WSF) มีวาระการประชุมทุกปี เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 ที่เมืองปอร์โต อัลเลเกร ประเทศบราซิล 9 โดยWSF ได้ชูคำขวัญหลักคือ Another world is possible เพื่อจะบอกแกชาวโลกว่า ‘อีกโลกหนึ่งเป็นไปได้’ WSF นอกจากความมุ่งหมายให้เป็นเวทีคู่ขนานไปกับการเวทีเศรษฐกิจโลก (world economic forum: WEF) 10 แล้ว ยังต้องการให้เป็นพื้นที่พบปะของบุคคล กลุ่ม หรือขบวนการเคลื่อนไหวต่างๆที่ต่อต้านแนวทางเสรีนิยมใหม่ เพื่อปะทะสังสรรค์ทางปัญญา แลกเปลี่ยนความเห็น ประสบการณ์ แนวทางการทำงาน วิพากษ์โลกาภิวัตน์ของนายทุน เพื่อร่วมกันแสวงหาวิถีทางเลือกใหม่ๆ โดยมี ‘กฎบัตรเวทีสังคมโลก’ เป็นแนวทางให้ผู้เข้าร่วมตระหนักร่วมกัน เช่น WSF เป็นพื้นที่ของทุกคน ควรเคารพความแตกต่างทางความคิด ,ไม่มีใครสามารถอ้างว่าเป็นตัวแทนของสมัชชาได้ , องค์กรทางการเมืองหรือทหารไม่สามารถเข้าร่วมได้ แต่อาจมีกรณีที่ได้รับเชิญเป็นการส่วนตัว ฯลฯ - สมัชชาระดับประเทศ (Social Forum) จากเวที WSF ได้ขยายไปสู่การจัดประชุมตามภูมิภาคต่างๆ ซึ่งจัดไปแล้วในหลายประเทศ กระทั่งมาถึงเวลาของประเทศไทยเองบ้าง ที่กำลังจะเกิดเวทีสมัชชาสังคมไทย หรือ Thai Social Forum : TSF ในเดือนตุลาคม 2549 นี้ สมัชชาสังคมไทย11 :โลกที่เป็นธรรม ประชาชนสร้างได้ เริ่มมาจากการประชุมปรึกษาเรื่องสมัชชาสังคมโลกที่ศรีลังกา มีการตกลงกันว่า จะจัดงานสมัชชาสังคมโลกสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกในปีเดียวกันคือพ.ศ.2549 โดยองค์กรพัฒนาเอกชนและองค์กรที่สนใจในไทย ได้เสนอให้ไทยเป็นเจ้าภาพจัด WSF สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ภายหลังด้วยความไม่สะดวกของหลายองค์กร ทำให้เปลี่ยนเป็นการจัด TSF แทน โดยจะมีขึ้นในวันที่ 21 – 23 ตุลาคม 2549 ซึ่งกิจกรรมในงานจะคล้ายคลึงกับ WSF คือ การประชุม เสวนา วงใหญ่และวงเล็กควบคู่กันไป ซุ้มแสดงนิทรรศการและเผยแพร่ข้อมูล กิจกรรมบันเทิงทางศิลปวัฒนธรรมต่างๆ ขบวนการทางสังคมแบบใหม่นี้ มีท่วงทำนองเฉพาะที่ต่างไปจากการต่อสู้ทางสังคมในอดีตหลายประการ เช่น ไม่มีอุดมการณ์สูงสุดร่วมกัน , มีประเด็นหลากหลาย ผู้เข้าร่วมหลายกลุ่ม ทั้งกรรมาชีพไปจนถึงชนชั้นกลาง , แต่ละกลุ่มมารวมกันอย่างหลวมๆ ไม่มีโครงสร้างตายตัว เพียงแต่ยึดหลักการบางอย่างร่วมกันเป็นครั้งๆไป , มุ่งโจมตีระบบเสรีนิยมใหม่ (ทั้งแนวคิด ระบบ เนื้อหา สัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ) ใช้วิธีการติดต่อสื่อสารกันผ่านเทคโนโลยีโดยเฉพาะอินเตอร์เน็ต , พยามยามให้มีรูปแบบเหมือนงานสังสรรค์ เราจึงได้เห็นการเต้นรำร้องเพลงระหว่างเดินขบวน การแต่งตัวตลกๆ เป็นการ์ตูน เป็นนางฟ้า การแต่งกายล้อเลียนมหาเศรษฐีในห้องประชุมหรูหรา กีดขวางการจราจรด้วยวิธีประหลาด การใช้พื้นที่รกร้างของรัฐจัดกิจกรรมแสดงดนตรี พูดคุยเรื่องสังคม การเมือง สังสรรค์ทางศิลปะ ฯลฯ การขับเคลื่อนครั้งใหม่นี้ แลดูเข้มข้นจัดจ้าน มีสีสัน และมีความหวัง ทว่าในทางเลือกสายใหม่ก็มีข้อท้าทายและคำถามใหม่ๆไล่ตามมาเช่นกัน ไม่เพียงการพูดคุยถกเถียงกันในขบวนการเท่านั้นที่ไม่ง่ายดาย แต่ยังรวมไปถึงสังคมโลกทั้งหมดด้วยที่ขบวนการต้องสื่อสารเพื่ออธิบายถึง‘ตัวตน’ ทั้งสิ่งที่ทำ ความมุ่งหวัง แนวคิด กระทั่งรูปร่างหน้าตาของ‘ศัตรู’ ท้าทายทางเลือก เหตุการณ์ถล่มตึกแฝดเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ อาจเรียกได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์อีกทีก็ได้ หากมองว่า ปรากฏการณ์อย่างนักรบไร้หน้าและการชุมนุมที่ซีแอตเติล คือการเริ่มต้นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการต่อสู้โดยสามัญชนธรรมดา หลังจากวันนั้น ประวัติศาสตร์โลกย่อมไม่เหมือนเดิม ไม่เพียงความตายและผู้สูญเสียมหาศาล รัฐมนตรีการค้าของสหรัฐออกมาประกาศว่า‘การค้าเสรีคือหนทางต่อสู้กับผู้ก่อการร้าย’ สหรัฐกำลังแปรเปลี่ยนเสรีนิยมใหม่ให้เป็นฮีโร่ของยุคสมัย หลายเสียงกังวลถึงท่าทีที่รวมเอาขบวนการเคลื่อนไหว เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระแสผู้ก่อการร้ายด้วย ซึ่งอาจตามมาด้วยการปราบปรามรุนแรงอย่าง‘ชอบธรรม’ เพราะเป็นในนามของการปราบปรามผู้เป็นภัยต่อโลก และด้วยลักษณะของขบวนการที่ไร้การจัดตั้ง มีโครงสร้างยืดหยุ่นตามสถานการณ์ ไม่มีแกนนำเบ็ดเสร็จ มันเป็นพื้นที่รองรับความแตกต่างแต่ก็ควบคุมความรุนแรงได้ยาก นาโอมิ ไคลน์ หญิงสาวชาวแคนาดา ผู้เป็นเหมือนโฆษกอย่างไม่เป็นทางการของขบวนการเคลื่อนไหว ได้แสดงความเห็นไว้ใน รั้วแห่งการกักกัน หน้าต่างแห่งโอกาส หนังสือชื่อก้องของเธอว่า ความรุนแรงหลายครั้งที่เกิดในการชุมนุม ส่วนหนึ่งเพราะเราเองไม่ได้ยับยั้ง ไม่พยายามหลีกเลี่ยง และหลายครั้งที่การชุมนุมไปไม่พ้นจากขบวนการแบบ‘แมคโดนัล’ คือ เหมือนกันไปหมดทุกหนแห่ง เพียงแต่เคลื่อนจากที่หนึ่งไปที่หนึ่ง มีแต่การเดินขบวนประจำวัน การโจมตีสัญลักษณ์ของทุนนิยมเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า โดยไม่สะท้อนความเป็นขบวนการทั้งหมด เหล่านี้เพิ่มโอกาสให้เกิดความรุนแรงได้มากขึ้น รวมทั้งภาพลักษณ์ของการต่อต้าน ที่จะถูกลากดึงให้ซ้อนทับกับการก่อการร้ายได้ง่ายขึ้น ข้อท้าทายอื่นนอกจากนี้ คือการปรับกลยุทธ์ทางเวทีเจรจา หลายครั้งในการประชุมWTOไม่สามารถตกลงกันได้ ตั้งแต่เวทีที่เมืองซีแอตเติล(ครั้งที่3) เมืองโดฮา(ครั้งที่4) มาจนถึงเมืองแคนคูน(ครั้งที่5) เรียกได้เต็มปากว่าเป็นครั้งที่การเจรจาล้มเหลว เหตุมาจากทั้งตกลงผลประโยชน์กันไม่ได้ด้วยจำนวนสมาชิกร้อยกว่าประเทศ และจากฝูงชนที่รายล้อมการประชุมอยู่ภายนอก หลายปีหลัง สหรัฐจึงให้ความสำคัญกับการเจรจาพหุพาคีน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด แล้วหันไปใส่ใจเวทีทวิภาคีอย่างFTAที่มีเพียงสองประเทศแทน เพราะ‘ง่าย’และ‘รวดเร็ว’กว่า โดยเฉพาะกับประเทศที่มีอำนาจต่อรองต่างกันมากๆ นักวิชาการบางคนพูดถึงการฝากความหวังไว้กับWTO ว่าถึงอย่างไรก็‘ร้าย’น้อยกว่า FTA แต่หลายเสียงเห็นว่าเลวร้ายไม่ต่างกัน WTOยังไม่สามารถเป็นเวทีที่คนหาเช้ากินค่ำจะฝากความหวังด้วยได้ ถึงอย่างไรก็เป็นพื้นที่ของบรรษัทข้ามชาติ ศัตรูที่อ่อนล้าไม่ได้หมายความว่าจะกลับมาเป็นมิตร มาถึงนาทีนี้ ขบวนการต้านเสรีนิยมใหม่จำต้องเลือกระหว่าง WTO กับ FTA ระหว่าง โลกแห่งทุน กับ โลกแห่งนักรบในนามพระเจ้า แค่นี้หรือ ? หรือจะเลือกทำงานหนักขึ้น อดทนมากขึ้นเพื่อสร้างสรรค์ทางเลือกอื่น สมัชชาสังคมโลกเป็นพื้นที่หนึ่งของการถกเถียงพูดคุยถึงเรื่องนี้ ทว่านั่นก็ด้วย ที่เป็นอีกข้อท้าทายซึ่งขบวนการต้องครุ่นคิดทบทวน นอกจากนาโอมิ ไคลน์ มีนักเคลื่อนไหวหลายคนออกมาสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้น ในพื้นที่ของสมัชชาสังคมโลก โดยเฉพาะครั้งหลังๆว่า มักมีการผลักดันให้คิดเหมือนๆกันในที่ประชุม มีหลายกลุ่มพยายามช่วงชิงการนำ พยายามสร้างภาพตัวแทนของสมัชชา การสนับสนุนและการตัดสินใจยังไม่ใสกระจ่าง มีการประชุมและเสวนาหลายวงพร้อมกันมากเกินไป คนเข้าร่วมยังมีสัดส่วนของคนรากหญ้า ผู้หญิง องค์กรพัฒนาเอกชนท้องถิ่นน้อย นักวิชาการและองค์กรจากตะวันตกได้รับความสนใจจากสื่อมากกว่า ยังคงมีกลุ่มอภิสิทธิ์ที่ได้นั่งในห้องV.I.P ในพื้นที่นี้ หลายกลุ่มสะท้อนถึงกระแสชาตินิยมรุนแรง ที่มุ่งต่อต้านบรรษัทข้ามชาติ มากกว่าจะพัฒนาทางเลือกที่สร้างสรรค์ให้เกิดขึ้น ฯลฯ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ทุกคนในการเคลื่อนไหวไม่อาจละเลยไปได้ หากคิดสร้างโลกใหม่เพื่อทุกคน บางเรื่องดูเล็กน้อย แต่ได้สะท้อนวิธีคิดอย่างที่ตัวเองกำลังต่อต้านออกมา จากYa!Basta กว่าจะถึง Another world is possible ได้ผ่านการถักทอร่วมกันจากมือของคนที่ถูกกดขี่ ของผู้เบื่อหน่ายชีวิตไร้ทางเลือก ของผู้แสวงหาโลกใบที่รองรับทุกคน ผ่านกาลเวลาที่เคลื่อนไปดั่งเม็ดทรายในนาฬิกาแก้ว มาถึงวันนี้แม้ยังไร้ความสมบูรณ์แบบแต่หาได้หมายถึงความสิ้นหวัง เราไม่สามารถตัดสินความสำเร็จและพ่ายแพ้ได้ง่ายๆ จากการต่อสู้เพียงครั้งสองครั้ง เช่นเดียวกับที่เราไม่สามารถไปถึงปลายทางที่งดงามได้ด้วยหนทางมักง่าย สำคัญกว่านั้นคือความอดทน อดทนทั้งกับข้อท้าทาย กับน้ำแรงที่ยังไม่ปรากฏเป็นรูปธรรม กับที่ต้องลงลึกในรายละเอียดที่มากกว่าการต่อต้านชั่วครั้งชั่วคราว เพื่อสรรสร้างทางเลือกใหม่ๆ อดทนกับความแตกต่างหลากหลายที่มาเชื่อมร้อยเข้าด้วยกัน ผู้คนบนทางสายใหม่อาจเคลื่อนไปสู่ปลายทางได้ด้วยคำถาม มากกว่าจะเป็นคำตอบที่ชัดเจนเบ็ดเสร็จอย่างที่คุ้นเคยกันมาก็เป็นได้ ข้อมูลประกอบการเขียน
เอกสาร - ชีวิตหลังทุนนิยม โลกยุคหลังบรรษัท เขียนโดยDavid C. Korten แปลโดย จิรัตติกาล สำนักพิมพ์สวนเงินมีมา - รั้วแห่งการกักกัน หน้าต่างแห่งโอกาส เขียนโดย Naomi Klein แปลโดย พิภพ อุดมอิทธิพงศ์ สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง - นิตยสาร a day weekly ปีที่1 ฉบับที่8 9-15 กรกฎาคม 2547 - นิตยสารราย 3 เดือน ฟ้าเดียวกัน ปีที่1 2546 ฉบับที่1 มกราคม – เมษายน ฉบับที่3 กรกฎาคม – กันยายน ฉบับที่4 ตุลาคม – ธันวาคม ปีที่2 2547 ฉบับที่2 เมษายน – มิถุนายน ฉบับที่3 กรกฎาคม – กันยายน ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม ปีที่ 4 2549 ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน ฉบับที่ 3 - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2,033 วันที่ 7-10 สิงหาคม 2548 เว็บไซด์ - www.focusweb.org - www.prachatai.com - http://www.prachatai.com/wsf/ - http://www.tompaine.com/articles/2006/08/08/wto_best_left_for_dead.p - http://www.trf.or.th/News/Content.asp?Art_ID=159 - http://www.fridaycollege.org/index.php?file=forum&obj=forum.forprint - http://www.thaico.net/b_thaiact/tsc_26nov44.htm
หมายเหตุ
2. เสรีนิยมใหม่ คือระบบที่เชื่อในกลไกตลาดเสรี ซึ่งสินค้า บริการ ทุนควรเคลื่อนย้ายได้อย่างอิสระรวดเร็ว รัฐควรเข้ามาควบคุมให้น้อยที่สุดหรือไม่ควบคุมเลย จึงมีองค์กรอย่างธนาคารโลก องค์การการค้าโลก เข้ามามีบทบาทแทน 3. องค์กรเหล่านี้ถูกเรียกว่าองค์กรโลกบาลหรือองค์กรเหนือรัฐ ซึ่งถูกวิจารณ์ถึงปัญหาในการทำงานว่า ไม่ได้เป็นพื้นที่ของการเจรจาที่เป็นธรรม ไม่ได้ช่วยเหลือประเทศด้อยพัฒนาจริงๆ แต่กลับเป็นช่องทางให้บรรษัทข้ามชาติและประเทศมหาอำนาจเข้ามาแสวงประโยชน์ได้อย่างถูกกฎหมาย 4. แบ่งลักษณะโดยผู้เรียบเรียง 5. วัฒนธรรม DIY (Do it yourself) คือการปฏิเสธสิ่งที่เสรีนิยมใหม่หยิบยื่นให้ หรือทำในสิ่งที่โลกใบนั้นบอกว่าทำไม่ได้ ปฏิบัติการจึงแสดงออกมาเป็นการยึดพื้นที่รกร้างของรัฐเพื่อจัดกิจกรรมนอกกระแส การตัดแปะตราสินค้าให้เป็นยี่ห้อใหม่ การดาวน์โหลดอย่างไม่สนใจลิขสิทธิ์ 6. WTO จัดประชุมเจรจาทุก 2 ปี โดยหลังเกิดการประท้วงที่ซีแอตเติลในปี พ.ศ. 2542 การประชุมในอีก 3 ครั้งต่อมาก็มี การเคลื่อนไหวคัดค้านเกิดขึ้นทุกครั้ง ครั้งล่าสุดคือที่ฮ่องกง เมื่อ เดือนธันวาคม พ.ศ. 2548 7. โดยเฉพาะพ.ศ.2546 เมื่ออเมริกาเข้ารุกรานอิรักหลังเหตุการณ์ 9 / 11 ได้มีการเดินขบวนคัดค้านสงครามและประณามประธานาธิบดีจอร์จ บุช อย่างมหาศาล ตลอดทั้งปีมีผู้เข้าร่วมกว่าสิบล้านคนทั่วโลก เฉพาะกรุงโรม ประเทศอิตาลีที่เดียวมีถึง 2,500,000 คน 8. เวทีสังคมเอเชีย จัดขึ้นครั้งแรก พ.ศ. 2546 ที่เมืองไอเดอร์ ราบัด ประเทศอินเดีย โดยประกาศถึงโลกอีกใบที่เป็นไปได้เช่นเดียวกับ WSF แต่พยายามหาแนวทางที่เป็นรูปธรรมเพื่อต่อต้านการครอบงำจากเสรีนิยมใหม่ด้วย นอกจากกิจกรรมทางปัญญาอย่างการแลกเปลี่ยน วิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่เป็นอยู่ 9. การประชุม WSF ตั้งแต่ครั้งที่ 1 – 3 (2544 – 2546 ) จัดต่อเนื่องทุกปีที่บราซิล ยกเว้นครั้งที่ 4 ปี พ.ศ.2547 เปลี่ยนไปจัดที่เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย และกลับมาจัดที่บราซิลในครั้งที่ 5 พ.ศ. 2548 โดยหลังจากครั้งนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงคือ การประชุมจะจัดทุก 2 ปี ซึ่งครั้งที่ 6 จะมีขึ้นในปี พ.ศ. 2550 ที่แอฟริกา 10. จัดประจำทุกปีที่เมืองดาวอส ประเทศสวิสเซอแลนด์ ซึ่งเป็นสถานที่ตากอากาศหรูหรา เพื่อรองรับผู้เข้าร่วมที่ร่ำรวย 11. ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.prachatai.com/wsf/
เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่แสดงความคิดเห็นได้ กรุณาเข้าสู่ระบบหรือสมัครสมาชิก Powered by AkoComment 2.0! |