- 1 -
คุณคิดว่าหญิงสาวคนหนึ่งจะเป็นอย่างไร? หากเธอมีปู่เป็นมาร์กซิสที่ถูกไล่ออกจากบริษัทดิสนีย์ เพราะเคลื่อนไหวให้คนงานประท้วง มีพ่อเป็นหมอที่จงชังประเทศตัวเองซึ่งไปรุกรานเวียดนาม ทำให้ย้ายบ้านไปอยู่ในแคนาดาเพื่อเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มแพทย์เพื่อการรับผิดชอบสังคม มีแม่เป็นเฟมินิสต์ที่ทำหนังต่อต้านหนังและหนังสือโป๊ มีพี่ชายเป็นผู้อำนวยการศูนย์แคนาดาเพื่อวิถีทางเลือก มีสามีที่มาจากครอบครัวที่ทำกิจกรรมทางการเมืองและสังคมเช่นกัน
พอนึกภาพออกไหม ว่าเธอคนนี้จะเป็นอย่างไร ?
คุณกำลังนึกภาพเธอสวมเสื้อยืดเก่าๆ ใส่กางเกงยีนส์ขาดๆสุดเซอร์ เป็นพวกนิยมการประท้วงตั้งแต่ประถม เป็นเด็กสาวที่วิพากษ์ทุนนิยมศิวิไลน์ตั้งแต่มัธยมหรือเปล่า?
ลืมภาพนั้นไปได้เลย !
เพราะ นาโอมี ไคลน์ (Naomi Kline) นักข่าวสาวชาวแคนาดาวัย36 ปี คือเธอคนนั้นแหละ แต่ในวัยแรกรุ่น เธอไม่ได้มีพฤติการณ์เข้าข่ายอย่างที่คุณคิดเลยสักนิด เธอเหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไป ที่หากเป็นในไทยก็ถูกเรียกว่า‘เด็กสมัยนี้’ ซึ่งผู้ใหญ่รู้ดีทั้งหลายต่างตีตราให้ว่าเป็นพวกบ้าแบรนด์ บ้ายี่ห้อ ชอบเถียงพ่อเถียงแม่ ไม่มีความคิดทางสังคม
นาโอมีในวัยรุ่น เธอบ้าของทุกอย่างที่มียี่ห้อ ทั้งบาร์บี้ ดิสนีย์แลนด์ แมคโดนัลด์ เบอร์เกอร์คิงส์ ถึงขนาดพยายามเย็บป้ายจระเข้ปลอมไว้ที่อกเสื้อ เพื่อให้คนคิดว่าเธอใส่ลากอสต์ (Lacoste) แถมเธอยังเข้าทำงานพิเศษในร้านเสื้อผ้าเอสปรีย์(Esprit )อีกด้วย แน่นอนว่าเธอเถียงกับพ่อแม่เป็นประจำและต่อต้านความคิดของพวกเขา (อาจคล้ายลูกอีกหลายคนที่พยายามหนีเงาของพ่อแม่ที่มีประวัติยิ่งใหญ่)
พอบอกอย่างนี้แล้วคุณอาจกำลังเบ้ปาก รู้สึกผิดหวังในตัวเธอ พลางคิดในใจว่าเสียดายนะอีหนูที่ได้เกิดในตระกูล‘นักอุดมคติ’อย่างนั้นแต่ไม่ได้เชื้อมาเลย ไม่หรอก... เธอไม่ได้ทำให้คุณ(ที่เป็นใครไม่รู้)ผิดหวัง แต่ทุกวันนี้ที่เธอกลายเป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคมตัวยง ไม่ใช่เพราะบรรยากาศในครอบครัวเพียงอย่างเดียว
นาโอมีเริ่มหันเหความสนใจ เมื่อเธอถูกทำให้สะดุ้งด้วยเสียงปืนจากการสังหารหมู่นักศึกษาหญิงคณะวิศวกรรม มหาวิทยาลัยโตรอนโตจำนวน 14 คน ด้วยน้ำมือของเด็กหนุ่มที่ผิดหวังจากการสอบเข้าคณะนี้ เขาให้เหตุผลว่าเพราะพวกเธอเป็นเฟมินิสต์ โศกนาฏกรรมครั้งนั้น ทำให้เด็กสาวที่ยังมีชีวิตอยู่คนหนึ่งคิดถึงอะไรต่อมิอะไรมากขึ้น รวมทั้งเรื่องการเมือง
ไม่เพียงเหตุการณ์สังหารหมู่ แต่อคติอื่นๆ ที่ปรากฏในสังคมมหาวิทยาลัย เช่น อคติระหว่างปาเลสไตน์และชาวยิว รวมทั้งการได้พบเห็นท่วงทำนองต่อต้านขัดขืนที่ต่างไปจากคนรุ่นพ่อแม่ คนรุ่นใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัยหลายคนที่เธอพบเจอ ไม่ได้กำลังโต้ตอบกับรัฐแต่กลับเป็นพวกบรรษัทที่ดูจะมีอำนาจขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาตัดแปะตราสินค้า ดาวน์โหลด สร้างวัฒนธรรมของตัวเอง สิ่งเหล่านี้ทำให้เธอได้เรียนรู้ทั้งแนวคิดและวิถีแห่งการถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่เห็นว่าไม่เข้าท่า
คนรุ่นนาโอมีเติบโตมาพร้อมกับการก่อรูปของเครือข่ายอำนาจแบบใหม่ อย่างบรรษัทข้ามชาติและระบอบเสรีนิยมใหม่ ที่ทำให้โครงสร้างทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจของประเทศต่างๆทั่วโลกเปลี่ยนแปลง เธอได้เห็นและได้สัมผัสกับความเปลี่ยนแปลงนั้น และมันก็ส่งผลกับชีวิตของเธอ
หนทางสายน้ำหมึกของนาโอมีเริ่มตั้งแต่ตอนเรียนที่โตรอนโตนั่นเอง เธอค่อยๆลับปลายปากกาให้เฉียบคมขึ้นทีละน้อย จาก The Varsity หนังสือพิมพ์ในมหาวิทยาลัย ต่อเนื่องไปสู่การฝึกงานกับหนังสือพิมพ์ Toronto Globe and Mail และการเป็นบรรณาธิการวารสารการเมืองนอกกระแสชื่อ This Magazine กระทั่งกลายมาเป็นนักข่าวมือรางวัล และนักเขียนหนังสือต้านเสรีนิยมใหม่ชื่อก้องอย่าง ‘No Logo’ ในที่สุด
- 2 -
ความจริง ก็คือตัวดิฉันเองไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง และไม่ชอบการอยู่กับฝูงชนขนาดใหญ่ ครั้งแรกที่ต้องกล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ ดิฉันเอาแต่มองบันทึกในระหว่างอ่านตลอดเวลา ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาเลยตลอดเวลาหนึ่งชั่วโมง แต่นี่ไม่ใช่ช่วงเวลาที่เราควรรู้สึกกับอาย คนจำนวนนับหมื่นและเพิ่มเป็นแสนคนได้เข้าร่วมการเดินขบวนประท้วงสงครามครั้งแล้วครั้งเล่าในแต่ละเดือน พวกเขาส่วนมากก็คล้ายกับดิฉันตรงที่ไม่เคยเชื่อมาก่อน ว่าจะมีโอกาสในการเปลี่ยนแปลงการเมืองจนกระทั่งในตอนนั้น
หากถามว่า เธอรู้อะไรแค่ไหน? เธอมีข้อมูลมากมายเพียงพอแล้วหรือ? ที่จะประกาศตัวเป็นปฏิปักษ์กับโลกเสรีนิยมใหม่ นาโอมีบอกว่า ฉันไม่ใช่ไม่กลัวหรือรู้อะไรมากไปกว่าคนอื่น อย่างที่เธอเขียนไว้ในคำนำหนังสือ Fences and windows - รั้วแห่งการกักกั้น หน้าต่างแห่งโอกาส หนังสือเล่มที่สองของเธอว่า
“เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ที่พบว่าตัวเองตกเข้ามาอยู่ในข่ายใยระดับโลกเช่นนี้ ดิฉันเองก็เข้ามาข้องเกี่ยวในขณะที่มีความเข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจเสรินิยมใหม่อย่างจำกัด โดยมากเป็นความรู้เหมือนคนรุ่นหนุ่มสาวที่เติบโตขึ้นมาในสังคมอเมริกาเหนือและยุโรปที่ระบบตลาดเข้ามาครอบงำมากเกินไป และคนจำนวนมากตกงาน แต่เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ดิฉันเอง ได้สัมผัสกระบวนการโลกาภิวัตน์โดยผ่านขบวนการเหล่านี้ รับรู้ถึงผลกระทบจากการลุ่มหลงในระบบตลาดที่มีต่อชาวนาในบราซิล ต่อครูในอาร์เจนตินา ต่อคนงานในร้านอาหารฟาสต์ฟูดในอิตาลีในอิตาลี ต่อกสิกรผู้ปลูกกาแฟในเม็กซิโก.... ”
ขณะที่เธอย่างก้าวด้วยขา ด้วยฝีปาก และด้วยปากกาไปกับผู้ถูกกดขี่ทั้งหลาย เธอก็ได้สั่งสมองค์ความรู้ที่กลายเป็นเนื้อนาให้ได้นำไปถ่ายทอดผ่านปลายปากกาอย่างต่อเนื่องด้วย บางที นี่อาจเป็นคำอธิบายต่อคนยุคสมัยปัจจุบันได้ไม่มากก็น้อยว่า การรอดูทีท่า รอรู้ข้อมูลอย่างสมบูรณ์แบบเสียก่อนถึงค่อยเริ่มลงมือทำ ไม่ใช่เรื่องจำเป็นเสมอไป บางที การจะได้รู้ว่าอะไรเลวร้ายหรือดีงาม อะไรถูกหรือผิด อะไรโสมมหรือใสสะอาด อาจเป็นไปได้ด้วยการลงไปอีรุงตุงนังกับมัน สัมผัสจับต้องมัน มากกว่าจะยืนดูอยู่ห่างๆด้วยสมองที่กลวงว่างกับแววตากังขา
“......เพียงชั่วข้ามคืน ดิฉันพบว่าตัวเองพลอยติดร่างแห เป็นส่วนหนึ่งของการอภิปรายระดับโลกที่ตั้งคำถามที่สำคัญที่สุดในยุคของเรา คือ อะไรเป็นคุณค่าที่กำหนดกฎเกณฑ์ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ ”
‘ชั่วข้ามคืน’ที่เธอพูดถึง คือการเข้าร่วมประท้วงองค์การการค้าโลก(WTO)ที่ซีแอตเติล เมื่อเดือนพฤศจิกายน2542 (ค.ศ1999) นาโอมีเข้าไปอีรุงตุงนังกับขบวนต้านเสรีนิยมใหม่ จนมีคนขนานฉายาให้เป็นโฆษกอย่างไม่เป็นทางการของขบวน แต่เธอพอใจที่จะนิยามตนเองว่าเป็นสื่อมวลชนนักเคลื่อนไหว(activist journalist) เธอไปกับขบวนทุกหนแห่ง แต่ก็รักษาระยะห่างไว้ก้าวหนึ่ง เธอจึงอยู่ในพื้นที่ก้ำกึ่งระหว่างความเป็นคนในกับคนนอก
ระยะห่างระหว่างเธอกับขบวนที่ดำรงอยู่ ไม่ใช่ในนามของความเป็นกลางและไม่ได้เป็นช่องว่างที่มีปัญหา ตรงข้าม กลับทำให้นาโอมีสามารถมองเห็นสิ่งที่คนในขบวนมองไม่เห็น กระบอกเสียงอย่างเธอจึงไม่ได้เปล่งแต่คำยกยอ แต่ยังตั้งคำถามและสะท้อนให้เห็นความสับสนอลหม่านในขบวนได้ด้วย ขณะเดียวกันก็ชี้ให้เห็นทางออกบางอย่าง และยังคงวิพากษ์เสรีนิยมใหม่อย่างถึงแก่น ด้วยลักษณะนี้ ระยะเวลาเพียงหกปีชื่อของนาโอมี ไคลน์ ก็เป็นที่รู้จักทั้งในแวดวงของนักเคลื่อนไหวและแวดวงของผู้เทิดทูนตลาดเสรี ทั้งสองขั้วรู้จักเธอเหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่ฝ่ายแรกบอกว่าเธอน่า‘จับตา’ แต่ฝ่ายหลังบอกว่าเธอน่า‘จับผิด’
หกปีที่ผ่านมา(ค.ศ.2000 – 2006) เริ่มจากการเดินสายแนะนำหนังสือ ต่อเนื่องไปสู่การเข้าร่วมขบวนผู้ปฏิเสธเสรีนิยมใหม่ นาโอมีได้เดินทางไปยัง22ประเทศในหลายทวีป ทั้งอเมริกาเหนือ เอเชีย ลาตินอเมริกา ยุโรป เธอทำงานบนหนทางที่เลือกแล้วอย่างต่อเนื่อง
นับจากการเคลื่อนไหวเข้มข้นที่ซีแอตเติลในปี1999 หนึ่งปีต่อมาหนังสือเล่มแรกของเธอ ‘No Logo’ ก็ตีพิมพ์ออกมาสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อวงการสร้างแบรนด์และธุรกิจโฆษณา ตามติดมาด้วยหนังสือเล่มที่สอง ‘Fences and windows’ ที่พิมพ์เผยแพร่ในปี 2002 ซึ่งเป็นรวบรวมบทความบางส่วนของเธอที่เขียนระหว่างการเดินทาง พอมาปี2003เธอก็ไปปรากฏใน ‘The Corpolation’ คลิปรณรงค์สามตอบจบที่พูดถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐปี2004และนโยบายบริหารประเทศ แล้วไปๆมาๆในปี2004 เธอกับสามีคือAvi Lewis ก็กลายเป็นคนทำหนังคือหนังสารคดีที่ชื่อ‘The Take’ ซึ่งกล่าวถึงกลุ่มแรงงานในอาร์เจนติน่าที่ถูกเลิกจ้างเพราะบริษัทล้มละลาย ภายหลังได้เข้ายึดโรงงงานร้างแล้วดำเนินงานใหม่แบบเป็นเจ้าของร่วมกัน
ระหว่างงานชิ้นใหญ่ๆ นาโอมีก็ขึ้นพูดตามที่สาธารณะต่างๆ ทั้งในมหาวิทยาลัย งานประจำปี การชุมนุม งานสมัชชาทางสังคม คู่ขนานไปกับการเขียนบทความชิ้นย่อยออกมานับไม่ถ้วน โดยเผยแพร่ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ชั้นนำมากมาย เช่น The Nation, The New Statesman, Newsweek International, the New York Times, the Village Voice, Ms. Magazine, The Guardian. และผ่านทางเว็บไซด์ โดยเว็บที่เป็นพื้นที่ของเธอทางตรงคือ www.nologo.org เว็บที่มีชื่อและเนื้อหาเดียวกับหนังสือของเธอนั่นเอง
ประเด็นและเนื้อหาที่นาโอมีเลือกนำเสนอ ก็เพื่อต้องการเปิดเปลือยข้อมูลอีกด้านให้ประชาชนได้รับรู้ อย่างน้อยก็ในฐานะพลเมืองของรัฐและฐานะผู้บริโภคผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มีส่วนรับผิดชอบ เธอต้องการบอกให้พวกเขารู้อะไรมากกว่าที่ผู้นำประเทศกำลังบอก มากกว่าที่กลไกเสรีนิยมใหม่กำลังชวนเชื่อ เธอต้องการสะกิดเพื่อนมนุษย์ให้รู้ว่า พวกเขากำลังมีชีวิตอยู่ใต้อะไร กำลังมีส่วนในโศกนาฏกรรมยิ่งใหญ่ กำลังกลายเป็นเหยื่อของสงครามการตลาด งานเขียนของเธอจึงเต็มไปด้วยเรื่องราวอย่าง การกดขี่ค่าแรงของบรรษัทข้ามชาติชื่อดัง , นโยบายที่บิดเบี้ยวขององค์กรโลกบาล , ผู้ที่ถูกทำให้ไร้งานจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป , ความเลวร้ายของพรมแดนหรือรั้ว , ความเลวร้ายของรัฐบาลสหรัฐที่กระทำต่อประเทศอิรัก , การสบคบกันระหว่างนางอโรโย่กับจอร์จ บุช เพื่อสร้างกระแสก่อการร้ายในฟิลิปปินส์ ฯลฯ
ในขณะที่เสรีนิยมใหม่กำลังขับเคลื่อนไป องค์กรทางการเงิน องค์กรโลกบาลยังคงวางนโยบายเพื่อกำหนดชะตากรรมโลก บรรษัทข้ามชาติยังคงขยายตัวเติบโต ชุมชนท้องถิ่นกำลังถูกรุกรานวิถี แต่ไม่ได้ทำให้เธอหยุด เธอยังคงทำงาน ยังคงเปล่งเสียงเพื่อขับขานท่วงทำนองใหม่ ยังคงเขียนเพื่อสะกิดสะเกาพวกเราให้ได้ตระหนักในความจริงอีกหลายชุด และอีกไม่นาน หนังสือเล่มที่สามของเธอจะปรากฏให้เราเห็น
หากมองในแง่ปัจเจกชนคนหนึ่ง นับว่านาโอมีเป็นผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จทีเดียว น้ำเนื้อแห่งการลงแรงของเธอ ทำให้ผู้คนมากมายอยากพบเธอ อยากได้ยินถ้อยวลีจากปากเธอ นาโอมีได้รับรางวัลในวิชาชีพนักข่าว ได้รางวัลMiliband Fellow จาก London School of Economics ได้รับการจัดอันดับให้เป็นปัญญาชนสาธารณะอันดับที่ 11 จากจำนวน 100 คน โดยอยู่ในลิสต์สูงสุดจากจำนวนผู้หญิงทั้งหมด งานเขียนของเธออย่างNo Logo ก็ได้รับความนิยมจนแปลเป็นภาษาอื่นกว่า 25 ภาษา ทั้งยังได้รับรางวัล Canadian National Business Book Award ได้รับการเรียกขานจากนิวยอร์คไทม์ว่าเป็น‘ไบเบิลแห่งการเคลื่อนไหว’(a movement bible) และหนังสือพิมพ์the Guardian ก็จัดให้ No Logoอยู่อันดับหนึ่งของหนังสือรางวัล
เหล่านี้ทำให้เธอยิ้มหน้าบานได้ แต่มากกว่านั้น ผลทางสังคมที่เกิดขึ้นคือการขยับเขยื้อนแนวคิดบางอย่าง การปลดปล่อยบางความจริงออกไปสู่สังคม จนกลายเป็นแรงบันดาลใจ กระทั่งอาจเปลี่ยนแปลงวิถีของอีกหลายชีวิต ปรากฏการณ์รูปธรรมที่เราพอจะรับรู้ได้คือ การที่วง Radiohead ห้ามไม่ให้มีป้ายโฆษณาของบรรษัทไหนระหว่างออกทัวร์คอนเสริ์ตในอังกฤษ รวมทั้งแนวคิดในNo Logoยังนำไปสู่เนื้อหาของเพลงและชื่ออัลบั้ม‘Kid A’ของเขา เช่นเดียวกับที่วง Inner Surg ก็นำแนวคิดในหนังสือเล่มนี้ไปเป็นส่วนหนึ่งของอัลบั้ม‘Signal Screaming’
สิ่งที่นาโอมีพยายามทำไม่ได้สร้างผลพวงตระการตาอย่างพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปราศจากแรงสะเทือน หาไม่อย่างนั้นอีก‘แวดวง’ คงไม่พยายามจับผิดและตอบโต้ความเห็นของเธออย่างเอาจริงเอาจังหรอก
- 3 -
สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับในตัว นาโอมี ไคลน์ คือความสามารถทางด้านการเขียนของเธอ เนื่องจากการเขียนพร่ำพรรณนาถึงสิ่งที่ไม่มีแก่นสาระเลยแม้แต่น้อยได้ยาวเป็นร้อยหน้านั้น จะต้องใช้ทักษะเฉพาะตัวมากอยู่ไม่น้อย และที่น่าเสียดายเหลือที่สุดคือ พรสวรรค์ในฐานะนักเขียนของเธอสุดท้ายไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นนอกเสียจากยิ่งเป็นการทำร้ายคนจนที่เธออ้างว่าเป็นห่วงเป็นใยมากที่สุด
ข้อมูลและความเห็นที่นาโอมีนำเสนอถูกตอบโตไม่น้อย จากบรรดาเหล่าบรรษัทและสื่อมวลชนที่สนับสนุนแนวทางเสรีนิยมใหม่ สิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามหยิบยกมาวิพากษ์เธอ ก็เหมือนกับที่พูดถึงขบวนการเคลื่อนไหวทั้งหมด คือข้อโจมตีสุดคลาสสิกที่ว่า พวกนี้เป็นพวกถ่วงความเจริญ เป็นพวกคัดค้านไม่ลืมหูลืมตาแถมไม่มีข้อเสนอที่สร้างสรรค์
คำวิจารณ์หนังสือเล่มที่สองของนาโอมีข้างต้นปรากฏอยู่ในนิตยสาร The Economist โดยบอกว่าสิ่งที่เธอเขียนนั้นไร้สาระทั้งเพ เป็นคำเพ้อเจ้อเรื่อยเปื่อยที่ว่าบรรษัทมีอำนาจมากกว่ารัฐ หรือรั้วเป็นสิ่งที่เลวร้ายและหน้าต่างคือสิ่งที่ดี แล้วนิตยสารหัวเดียวกันนี้ก็ยังสนับสนุนคำพูดของไม มัวร์(ผู้อำนวยการการค้าโลกเวลานั้น)อย่างแข็งขัน ด้วยการตีพิมพ์รูปภาพเด็กชาวอินเดียที่กำลังหิวโหยบนหน้าปก เมื่อเขาออกมากล่าวถึงผู้ประท้วงที่ซิแอตเติลว่าพวกนี้คือผู้ที่ทำให้คนจนทั่วโลกไม่ได้รับการช่วยเหลือ รูปนั้นแสดงนัยยะว่าเด็กคนนี้เป็นเหยื่อที่ถูกทำร้ายโดยกลุ่มผู้ประท้วง ซึ่งนาโอมีเห็นว่ามันเป็นการโจมตีครั้งที่‘น่าจดจำ’ทีเดียวล่ะ
ไม่เพียงเท่านี้ ในหนังสือของ Johan Norberg ที่ชื่อ In Defense of Globalisation ได้บอกว่าการที่นาโอมี วิจารณ์นโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ ว่าเป็นการหาประโยชน์ของเฉพาะกลุ่ม และเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวต่ออาชีพในท้องถิ่นนั้น เป็นข้อเสนอที่ไม่มีหลักฐานน่าเชื่อเพียงพอมารองรับ
เสียงเหล่านี้เป็นเพียงส่วนเสี้ยวเล็กน้อยของความศรัทธาที่ต่างกัน เมื่อใครคนหนึ่งเลือกยืนอยู่บนหนทางสายใดสายหนึ่ง ก็ย่อมต้องเจอเบียดกระแทกจากคนที่ยืนอยู่อีกสายบ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งต้องอาศัยความแน่วแน่พอตัวหาไม่อาจล้มครืนไม่เป็นท่าหรือก้าวขาไปยืนอยู่อีกสายได้ง่ายๆ อย่างที่เคยเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าในประวัติศาสตร์การต่อสู้ ระหว่างคนธรรมดากับอำนาจที่กดทับ ไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือทุน
แต่นาโอมีไม่ได้ลังเลที่จะทำสิ่งที่เคยทำ เธอตอบโต้กลับอย่างเผ็ดร้อนเสมอต่อเสียงเหล่านั้น งานเขียนหรือการผลิตสื่อของเธอไม่เพียงเป็นการเสนอข้อมูล ทว่าในอีกด้าน มันยังเป็นการย้อนแย้งกับวีธีคิดของอีกฝ่ายอย่างตรงประเด็นและเต็มไปด้วยการนิยามความหมายใหม่
“น่าหัวเราะกับการที่สื่อมวลชนตราหน้าพวกเราว่าเป็นพวกต้านโลกาภิวัตน์ ก็คือ อันที่จริงพวกเราในขบวนการเคลื่อนไหวเหล่านี้ต่างหาก ที่ลงมือเปลี่ยนแปลงโลกาภิวัตน์ให้กลายเป็นความจริงที่มีชีวิตชีวา มากเสียยิ่งกว่าสิ่งที่ผู้บริหารบรรษัทข้ามชาติ หรือนักบริหารที่เดินทางระหว่างประเทศอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยพยายามทำ”
คุณเองก็อาจจะถามเหมือนอย่างนักนิยมเสรีนิยมใหม่ถามเธอว่า แล้วเธอเสนออะไรล่ะ ? หากปฏิเสธแนวทางที่‘ดีที่สุด’ไปแล้ว ไม่ยอมรับสิ่งนี้แล้วมีสิ่งไหนอีก ?
นาโอมีบอกว่านั่นไม่ใช่หน้าที่ของฉันที่ต้องตอบ (อ้าว!) จากจุดที่เธอยืนอยู่ คือการพยายามตรวจสอบและแสดงให้คนส่วนใหญ่เห็นถึงข้อเท็จจริง เธอรณรงค์เพื่อให้เกิดประชาธิปไตยที่กระจายอำนาจ เพื่อให้พื้นที่อิสระได้ปรากฏ เพื่อให้เกิดการยอมรับความแตกต่างหลากหลายในทุกรูปแบบ เพื่อให้เกิดนโยบายปกป้องสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง ฯลฯ แล้วผู้มีอำนาจที่แท้จริงนั่นเอง ที่จะเป็นคนตอบ
ประชาชนคือผู้มีอำนาจที่แท้จริง ซึ่งจะตอบคำถามนั้นด้วยการลงมือทำ (อย่างที่เธอทำในบทบาทตัวเอง)
ทีนี้ คุณจะทำอะไรดีล่ะ ? เพื่อตอบคำถามนั้น
ข้อมูลอ้างอิง หนังสือ รั้วแห่งการกักกัน หน้าต่างแห่งโอกาส เขียนโดย Naomi Klein แปลโดย พิภพ อุดมอิทธิพงศ์ สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง
เว็บไซด์ www.big-picture.tv www.wikipedia.org/wiki/Naomi_Klein www.guardian.co.uk/Columnists/Archive/ www.thenation.com/directory/bios/naomi_klein www.nologo.org www.economist.com/printedition/displayStory ( 7 / 11 / 2002)
----- ----- ----- ----- ----- ----- ----- ----- ----- -----
บทความนี้อยู่ในนิตยสารปาจารยสาร (ฉบับที่ ๓ ปีที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๙ - มกราคม ๒๕๕๐) หากสนใจ สมัครสมาชิกได้ที่นี่ หรือ ติดต่อได้ที่ กองบรรณาธิการ
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน
เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่แสดงความคิดเห็นได้ กรุณาเข้าสู่ระบบหรือสมัครสมาชิก
Powered by AkoComment 2.0 !