+ + + + + ยินดีต้อนรับสู่ www.semsikkha.org + + + + + + + + + + ยินดีต้อนรับสู่ www.semsikkha.org + + + + +
ปฏิทินกิจกรรม
พฤศจิกายน 2008 ธันวาคม 2008
สัปดาห์ที่ 44 1
สัปดาห์ที่ 45 2 3 4 5 6 7 8
สัปดาห์ที่ 46 9 10 11 12 13 14 15
สัปดาห์ที่ 47 16 17 18 19 20 21 22
สัปดาห์ที่ 48 23 24 25 26 27 28 29
สัปดาห์ที่ 49 30
Login Form
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
เครือข่ายของเรา
Baandin.org
Sulak-sivaraksa.org
suan-spirit.com
siambaandin
semsikkhalai
สำนักพิมพ์เสมสิกขาลัย
สถาบันต้นกล้า
เสขิยธรรม
มันตรานิวาส
ป๋วยเสวนาคาร
ตัวกูของกู มิวสิค
wechange555.com
INEB
เคล็ดไทย

สนใจแลกลิงค์




สรรสาระ : ชีวิตที่เป็นสุขในสังคมบริโภค PDF พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย ปรีดา เรืองวิชาธร   

ในระหว่างการอบรมสู่ชีวิตที่ดีงามและเป็นสุข (๒๑-๒๓ ต.ค. ๔๙) พระไพศาล วิสาโล ได้ให้ผู้เข้าร่วมอบรมไปเดินภาวนาในห้างสรรพสินค้า ประมาณ ๒ ชั่วโมง โดยให้ทุกคนเฝ้ามองดูจิตของตนเอง เริ่มตั้งแต่มาถึง หน้าห้างเมื่อพบกับป้ายโฆษณาต่างๆ ให้เฝ้ามองภายในว่าจิตกำลังรู้สึก และคิดนึกปรุงแต่งไปอย่างไร และเมื่อเดินสำรวจไปทุกชั้นทุกแผนก โดย เฉพาะแผนกสินค้าที่ตนเองชื่นชอบ ก็ให้รับรู้ภายในว่าจิตกำลังทำงาน อย่างไร พร้อมกับเฝ้าสังเกตด้วยว่า มีอะไรในห้างที่ทำให้จิตใจเราหวั่นไหว ตื่นตาตื่นใจและรู้สึก อยากได้อยากซื้อ ภายหลังการเดินภาวนาในห้างเสร็จสิ้น หลายคนได้แบ่งปันประสบการณ์ และการเรียนรู้อันน่าสนใจซึ่งพอสรุปได้ดังนี้

ก่อนออกเดินทางไปห้างทุกคนต่างตั้งใจว่าจะไม่ซื้ออะไรทั้งสิ้นเพียงขอเฝ้าดูจิตดูใจที่ เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงเท่านั้น บางคนเล่าว่าเพียงแค่เห็นป้ายโฆษณาหน้าห้างที่มักจะมีรูป ดาราแฟชั่นคนดัง และคำโฆษณาที่โดนใจเท่านั้น ก็รู้สึกได้ว่ามันมีพลังโน้มน้าวให้เราอยากเข้าไปจับจ่ายซื้อหา รวมถึงอยากเข้าไปท่องเที่ยวค้นหาอะไรบางอย่างที่เราก็ยังไม่รู้ชัดว่าคืออะไร แต่ที่แน่ๆ มันสร้างความตื่นตาตื่นใจชั้นแรกแล้ว

หลายคนจับอารมณ์ความรู้สึกได้ชัดเจนว่า ความอยากได้อยาก ซื้อของเริ่มเพิ่มดีกรีร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากปัจจัยต่างๆ ได้แก่ กลยุทธ์การลดแลกแจกแถมในช่วงโปรโมชั่น ศิลปะการจัดวางสินค้าที่ เย้ายวนใจให้ต้องรี่เข้าไปจับต้องใกล้ๆ การนำสินค้าแบรนด์เนม สินค้า ล้ำยุคหรือไฮเทคขึ้นมาประชันเพื่ออวดโฉม รวมถึงการสร้างหรือจัด บรรยากาศของแต่ละแผนกให้ตื่นตาตื่นใจ และสอดรับกับลักษณะ ของสินค้า เช่น เสียงเพลง การสาธิตคุณภาพของสินค้าและเสียงที่นุ่มนวลของพนักงาน เป็นต้น ปัจจัยเหล่านี้มีพลังมหาศาลที่เหนี่ยวนำให้ผู้เข้าร่วมอบรมหวั่นไหวอยากจะเป็นเจ้าของขึ้นมา ทันที และยิ่งเดินวนเวียนในห้างนานร่วม ๒ ชั่วโมง ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ตอกย้ำให้รู้สึกอยากซื้อ อยากหา บางคนเล่าว่า การเดินวนเวียนหรืออยู่แช่นานๆ ในแผนกที่ตนชื่นชอบทำให้ใจที่เดิม ไม่ได้อยากได้ก็ถูกกระตุ้นให้อยากได้ ยิ่งเห็นคนอื่นซื้อในราคาที่ถูกลงมากใจยิ่งทนได้ยาก เพราะ ถ้าไม่ซื้อก็เท่ากับเราพลาดโอกาสสำคัญนี้ไป หลายคนถึงกับรู้สึกว่าพ่ายแพ้อะไรบางอย่างไป

บางคนแบ่งปันว่า ที่ผ่านมาไม่เคยพินิจพิเคราะห์ดูว่าองค์ประกอบต่างๆ ของห้างสรรพสินค้าทำไมจึงมีพลังกระตุ้นให้คนรู้สึกอยากเป็นเจ้าของ และกระตุ้นให้คนตัดสินใจจับจ่ายได้รวด เร็วทั้งที่บางคนรู้อยู่แก่ใจว่า ตนเองก็ไม่มีกำลังซื้อหามากพอ หรืออาจต้องเป็นหนี้ เขาพบว่า ทุกอย่างในห้างมันลดทอนหรือถึงกับทำลายความสามารถในการยับยั้งชั่งใจเพื่อคิดใคร่ครวญ ว่า สินค้าและบริการนั้นควรซื้อหรือไม่ มีประโยชน์หรือโทษอะไรแฝงอยู่ เราอยากได้อยากซื้อ เพราะเพียงได้ครอบครองของใหม่ทั้งๆ ที่พอไปถึงบ้านแล้วมันก็หมดเสน่ห์และแทบไม่เคยใช้ มันอีกเลย กลายเป็นกรุสมบัติรกบ้านไปในที่สุด

เมื่อถามลงลึกต่อไปอีกว่า มีปัจจัยอื่นอีกไหมที่เป็นแรง กระตุ้นหนุนเสริมให้เราอยากซื้ออยากได้ หลายคนแบ่งปันว่า โฆษณาที่ผ่านหูผ่านตาจากสื่อทุกชนิดโดยเฉพาะจากทีวีและ เว็บไซด์ต่างๆ เพราะสื่อโฆษณาเหล่านี้กระตุ้นการรับรู้อย่างมี พลังให้เราเกิดความรู้สึกอยากได้อยากเป็นและสร้างความเชื่อที่ว่า หากได้ครอบครองสินค้า นั้นเราจะมีความสุขขึ้นมาทันทีตามที่โฆษณาบอกเราไว้ หากได้ ใช้สินค้าแบรนด์เนมเหล่านั้น แล้วมันช่วยตอกย้ำตัวตนของเราให้มีเสน่ห์ ล้ำหน้า หรือสูงส่ง เหมือนพรีเซ็นเตอร์ และยังทำให้เราไม่ตกกระแสของสังคมที่นิยมยกย่อง พูดง่ายๆ ก็คือ ใช้   แล้วดูดีในสังคมและคนอื่นไม่ดูถูกดูแคลน

โฆษณาชวนเชื่อตามสื่อต่างๆ กระตุ้นอย่างได้ผล ก็เพราะมีปัจจัยอีกอย่างน้อย ๒ เรื่องก็คือ ค่านิยมของสังคมหรือวัฒนธรรมที่ส่งเสริมให้คนอยากขึ้นมาเป็นคนร่ำรวย อวดมั่งอวดมี และ ประชันแข่งขันกัน ภายใต้วัฒนธรรมแบบนี้หากใครเห็นคนอื่นมีอะไรที่ล้ำหน้าตัวเอง ก็ต้องเที่ยว ไปซื้อหาเพื่อให้ล้ำหน้าคนอื่น หรือหากเห็นคนอื่นไม่มีเหมือนตนก็ดูถูกดูแคลน คนที่ยากจน ขาดแคลนก็เลยรู้สึกต่ำต้อยด้อยค่า ดูถูกตนเอง อีกด้านหนึ่งทั้งคนรวยและจนก็ถูกตอกย้ำว่า ชีวิตตนเองรู้สึกขาดหรือพร่องอยู่ตลอดเวลา ต้องเที่ยวแสวงหามาเติมเต็มอยู่ทุกขณะของชีวิต ซึ่งไม่เคยสัมผัสถึงความรู้สึกพอหรือเต็มอิ่มเลย ดังนั้นความสุขที่แท้จริงจะหาได้จากตรงไหน ในสังคมที่ทุกคนต่างมุ่งแสวงหาอย่างไม่รู้จักพอ

อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญก็คือ เพราะเราทุกคนมีความอยากได้อยากเป็น(ตัณหา)เป็นพื้นอยู่แล้ว เมื่อถูกกระตุ้นเร้าก็เกิดความยึดมั่นถือมั่นอย่างแน่นหนา(อุปาทาน) เช่นยึดมั่นถือมั่นว่ามีตัวเราผู้สูงส่ง ยิ่งใหญ่ หรือร่ำรวย ยึดมั่นว่าเราต้องเป็นเจ้าของในทุกๆ สิ่งที่อยากได้ ความ อยากและความยึดมั่นเหล่านี้ล้วนมาจากความไม่ตระหนักรู้อย่างแท้จริงว่า ไม่มีสิ่งใดที่เราจะ เป็นเจ้าของได้แท้จริง ไม่ช้าไม่นานเราและสิ่งอื่นๆ ก็ต้องแปรเปลี่ยนแตกสลายไป

ชีวิตและสังคมภายใต้สังคมบริโภคนิยมไม่ได้ก่อให้เกิดทุกข์ภายในจิตใจที่ต้องดิ้นรน แสวงหาหรือรู้สึกพร่องเท่านั้น มันยังส่งผลไปถึงปัญหาเศรษฐกิจของครอบครัวและของประเทศ ปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัว ปัญหาการทำลายล้างธรรมชาติแวดล้อมและปัญหาสังคม อื่นๆ ด้วยเหตุนี้เราจะพอทำอะไรได้บ้างเพื่อให้มีชีวิตที่เป็นสุขในสังคมบริโภค

สิ่งแรกที่ทำได้ทันทีก็คือ การฝึกเฝ้าดูจิตใจไม่ให้เป็นเหยื่อของการกระตุ้นความอยาก หมั่นยับยั้งชั่งใจหรือใช้เวลาใคร่ครวญอย่างเพียงพอเมื่อจะต้องซื้อหาสิ่งใด โดยพิจารณาถึง คุณ โทษ ของสินค้านั้นๆ รวมถึงผลกระทบอันเนื่องจากการผลิตและการทิ้งเป็นขยะ หมั่น พินิจพิเคราะห์เพื่อให้รู้เท่าทันเครื่องมือของบริโภคนิยม โดยเฉพาะสื่อโฆษณาต่างๆ ว่ามีความ จริงปนความเท็จมากน้อยเพียงใด หลายคราวอาจจำเป็นต้องหลีกห่างหรือไม่เข้าไปเสพสัมผัสสื่อโฆษณาชวนเชื่อบ้าง

ถ้าหากเราเสพติดการซื้ออย่างหนักควรกำหนดแผนการใช้เงิน หรือวางมาตรการเพื่อจำกัดการไปเที่ยวห้างจะได้ไม่ซื้ออย่างไม่ลืมหู ลืมตา สิ่งสำคัญอย่างยิ่งก็คือ เปลี่ยนความเชื่อว่า ความสุขจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีวัตถุสิ่งเสพเท่านั้น มาเป็นความสุขที่แท้เกิดขึ้นได้จากการฝึก ฝนจิตใจให้สงบนิ่ง ไม่แส่ส่ายดิ้นรน และฝึกปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในตัวกูของกูลงทีละเล็กละน้อย ส่วนวัตถุสิ่งเสพเป็นเพียงตัวหนุน เสริมความสุขระดับต้นๆ เท่านั้น อีกแง่หนึ่งความสุขใจภายในอาจมา จากการเป็นผู้ให้ ผู้แบ่งปัน แทนการเป็นผู้รับ ผู้ได้ ซึ่งรวมถึงการทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ ต่อส่วนรวมโดยไม่มีค่าตอบแทนใดๆ

ส่วนระดับสังคมควรร่วมกันปลูกฝังวัฒนธรรมค่านิยมที่ยกย่องความดีงามแทนความร่ำ รวย และการอวดมั่งอวดมี รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนให้สังคมไทยมาสมาทาน แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงแทนเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีในปัจจุบัน 

---------------------
Image นำมาจากสารเพื่อนเสม ฉบับประจำเดือน มกราคม - กุมภาพันธ์ 2550

 

 

 

 



 

ความคิดเห็น

เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่แสดงความคิดเห็นได้
กรุณาเข้าสู่ระบบหรือสมัครสมาชิก

Powered by AkoComment 2.0!

ลงนามกำลังใจ
สมัครสมาชิกเว็บไซต์
ติดต่อเรา
เพื่อนบ้าน
กระดานสนทนา
ข่าวฝากประชาสัมพันธ์
Email 4 Staff
หนังสือแนะนำ
สินค้าน่าสนับสนุน
ช่วยคนชราธิเบตพลัดถิ่น
ภาพความหมาย
orangepep.jpg
ปักหมุดประกาศ

Image สารเพื่อนเสม  ข่าวสารองค์กรเครือข่าย มูลนิธิเสฐียรโกเศศ - นาคะประทีป จดหมายข่าวราย 2 เดือน ปีที่ 4 ฉบับที่ 32 พฤศจิกายน-ธันวาคม 2551
+ จุดเปลี่ยน / กฤตยา ศรีสรรพกิจ
+ ช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิต / วารุณี ไม้ตราวัฒนา
+ ในอ้อมกอดของขุนเขาและเหล่ากระบวนกร / พูลศรี ไชยประสิทธิ์
+ วัยเด็ก ..ต้นไม้แห่งความทรงจำ : นาทีชีวิต ตอน 2
+ Tokyo Tower : แม่ครับ...ผมรักแม่/ จากบทภาพยนตร์
+ สุนทรียสนทนา / วิทยากร โสวัตร  
 อ่านสารเพื่อนเสม
 

Image ร่วมทำบุญเพื่อช่วยเหลือคนชราธิเบตพลัดถิ่นในอินเดีย ที่อาศัยอยู่ในบ้านพักคนชรา อายุตั้งแต่ ๗๐ ปีขึ้นไปได้มีโอกาสเข้าฟังธรรมจากองค์ทะไลลามะและแสวงบุญ ณ เมืองพุทธคยาในบั้นปลายของชีวิต รายละเอียดเพิ่มเติม

Image ปาจารยสาร ฉบับ "การศึกษาทางเลือก การเดินทางเพื่อกลับไปจุดเดิม? 
||
สมัครสมาชิก || บอร์ดชาวปาจารยสาร || 
ปีที่ 32 ฉบับที่ 6 กรกฎาคม-สิงหาคม 2551
- การศึกษาเพื่อการครอบงำ
- บทเรียนแห่งการปฏิรูปการศึกษา
- สู่การศึกษาทางเลือก
- ทางเลือกของทางเลือก
- แพทย์แผนทิเบตศาสตร์แห่งอดีต เพื่อรักษาปัจจุบัน
- ศานตินิเกตัน สถาบันชีวิต
- เวียตนามในความทรงจำนักปั่น
  

 อยากอ่านติดต่อไปที่ โทรศัพท์ 02- 8603527 หรืออีเมล์

สถิติ
ผู้เยี่ยมชม: 3158336
   หน้าแรก arrow สิกขาปริทัศน์ (บทความ) arrow สรรสาระ arrow สรรสาระ : ชีวิตที่เป็นสุขในสังคมบริโภค