+ + + + + ยินดีต้อนรับสู่ www.semsikkha.org + + + + + + + + + + ยินดีต้อนรับสู่ www.semsikkha.org + + + + +
ปฏิทินกิจกรรม
พฤศจิกายน 2008 ธันวาคม 2008
สัปดาห์ที่ 44 1
สัปดาห์ที่ 45 2 3 4 5 6 7 8
สัปดาห์ที่ 46 9 10 11 12 13 14 15
สัปดาห์ที่ 47 16 17 18 19 20 21 22
สัปดาห์ที่ 48 23 24 25 26 27 28 29
สัปดาห์ที่ 49 30
Login Form
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
เครือข่ายของเรา
Baandin.org
Sulak-sivaraksa.org
suan-spirit.com
siambaandin
semsikkhalai
สำนักพิมพ์เสมสิกขาลัย
สถาบันต้นกล้า
เสขิยธรรม
มันตรานิวาส
ป๋วยเสวนาคาร
ตัวกูของกู มิวสิค
wechange555.com
INEB
เคล็ดไทย

สนใจแลกลิงค์




สรรสาระ:วิเคราะห์สังคมไทยเพื่อสังคมทางเลือกในอนาคต จากสายคิดวัฒนธรรมชุมชน และแนวคิดธัมมิกสังคมนิยม-1 PDF พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย รายงานโดย ทีมงานอาศรมวงศ์สนิท   

วิเคราะห์... สังคมไทยเพื่อสังคมทางเลือกในอนาคต
จากสายคิดวัฒนธรรมชุมชน และแนวคิดธัมมิกสังคมนิยม
๑๔-๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๙ อาศรมวงศ์สนิท นครนายก

* วันพฤหัสบดีที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๔๙ *
กล่าวเปิดการเสวนาโดย สุลักษณ์ ศิวรักษ์

                วันที่ ๑๔ ธันวาคมเป็นวันเกิดพระยาอนุมานราชธน ซึ่งเป็นต้นตอที่มาของมูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป มูลนิธิได้ก่อตั้งเมื่อท่านอายุ ๘๐ ปีบริบูรณ์ และเวลานี้ก็ร่วม ๔๐ ปีแล้ว เพราะก่อตั้งในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ และอีกสองปีเมื่อผมอายุครบ ๗๕ ผมจะลาออก ผมพูดเอาไว้ชัดเจน ผมเป็นคนตั้งมูลนิธินี้มา ซึ่งผมเคยลาออกจากมูลนิธิโกมลคีมทองมาแล้ว เพราะถ้าคนถือพุทธจะต้องเตรียมตัวเอาไว้ ชีวิตเราควรจะว่าง เมื่อคนเราแก่ตัวต้องว่าง ไม่ต้องรับภาระอะไรต่างๆ

 

                ที่มาวันนี้จะมาพูดเรื่องสังคมไทยในอนาคต ที่จริงแล้วเป็นเรื่องน่าสนใจ เพราะสำหรับคนทั่วไปอาจเห็นว่าการปฏิวัติรัฐประหารครั้งที่แล้วเป็นทางเลือกสังคมไทยในอนาคต แต่พูดกันอย่างไม่เกรงใจว่าทางเลือกของชนชั้นปกครองไม่มีทางเดินไปสู่อนาคตอันสดใสได้ เพราะชนชั้นปกครองมองไม่เห็นเลยว่าสิ่งซึ่งเป็นทางเลือกที่สำคัญที่สุดเป็นทางเลือกที่เกิดจากชนชั้นรากหญ้า การเจริญของชั้นชั้นรากหญ้าในรอบ ๓๐ ปีที่ผ่านมานี้ มีความเจริญงอกงามมาก และการเจริญของชนชั้นรากหญ้านั้นมีศาสนธรรมเป็นตัวกำกับ ไม่เฉพาะพุทธศาสนิกเท่านั้น เฉพาะส่วนพุทธศาสนิกนั้นมีตัวอหิงสธรรมเป็นตัวกำกับ มีภูมิธรรมดั้งเดิมเป็นตัวกำกับเกือบจะทุกแห่งหน แม้เพื่อนเราที่เป็นมุสลิมเค้าก็มีอิสลามิกธรรมเป็นตัวกำหนดสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ชนชั้นนำไม่เข้าใจ และชนชั้นนำที่ปกครองบ้านปกครองเมืองมาเมื่อ ๕ ปีที่แล้วนั้นเป็นชนชั้นนำที่เลวที่สุดที่เราเคยมี ทักษิณ ชินวัตรเป็นนักการเมืองน้ำเลวที่เลวที่สุด ตามวิถีทางของพุทธนั้น มรรค กับ ผล ต้องไปด้วยกัน ถ้าคุณเอาชนะคนเลว ด้วยวิธีการที่เลว ไม่มีทางไปสู่ผลที่ดีได้ ดังนั้นการปฏิวัติรัฐประหารครั้งที่แล้วจะอ้างว่าไม่มีความรุนแรงต่างๆ แต่นั่นเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญ บ้านเมืองจะอยู่ได้นั้นต้องมีรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด

 

                และแม้ในรัฐธรรมนูญฉบับนั้นเอง ซึ่งอ้างว่าเป็นการปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ในฐานะประมุขนั้นสามารถจะทรงปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ ให้ทักษิณออกก็ได้ตามรัฐธรรมนูญ แต่ที่ไม่ทำนั้นก็เพราะชนชั้นบนปราศจาก อุปายโกศล ไม่มีความแยบคาย ไม่มีความละเมียด ไม่มีความเข้าใจรัฐธรรมนูญที่แท้จริง ติดอยู่แต่เพียงรูปแบบพิธีกรรม องค์พระมหากษัตริย์นั้นจะประเสริฐอย่างไรก็ตามแต่หากปราศจากกัลยาณมิตร ไม่มีใครกล้าทักท้วงตักเตือน ถือว่าทรงทราบอยู่องค์เดียวอันนี้ถือเป็นความผิดพลาดสำคัญมาก สถาบันกษัตริย์โดยเฉพาะที่อังกฤษนั้น ราชเลขาสำคัญมาก ต้องขัดต้องกล้าทักท้วง และจะต้องมีคณะที่ปรึกษา แต่องคมนตรีของไทยเป็นเพียงสัญลักษณ์ในทางพิธีกรรมเท่านั้นเอง และแม้นายกรัฐมนตรีคนนี้จะเป็นคนดี เป็นคนน่ารัก แต่เป็นคนน่ารักแบบพุทธศาสนิกฝ่ายเถรวาท ซึ่งไม่เข้าใจเนื้อหาสาระของสังคม นึกว่าการถือพุทธคือการภาวนาและเพียงเข้าวัด นี้ไม่ใช่ เพราะพุทธศาสนิกที่ดีต้องเข้าใจเรื่องศีล ไม่ใช่ศีลที่อาบน้ำวันละ ๕ ขัน กินข้าวมื้อเดียว ไม่ตบยุง ศีลคือความเป็นปกติในฝ่ายตนและสังคม ถ้าสังคมมีช่องว่าง มีการเอารัดเอาเปรียบ นั่นขาดจากศีล และศีลที่มีได้จะต้องประกอบด้วยสมาธิที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพื่อความสงบเท่านั้นเองแต่ต้องเกิดขึ้นจากการพิจารณาโยนิโสมณสิการ เห็นว่าสิ่งที่เราทำไปนั้นไม่ได้ทำไปด้วยความเห็นแก่ตัว แต่ทำเพื่อสรรพสัตว์ และเมื่อรู้จักตัวเองมาเท่าไร วิเคราะห์ตัวเองมาเท่าไร จึงจะสามารถแสวงหากัลยาณมิตรมาร่วมงานได้ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันเห็นได้ชัดเลยว่าไมมีกัลยาณมิตร ครม. ชุดนี้เต็มไปด้วยคนกึ่งดิบกึ่งดีทั้งนั้น บ้านเมืองปกครองด้วยคนกึ่งดิบกึ่งดีไม่ได้ บ้านเมืองจะต้องปกครองด้วยคนที่มีความกล้าหาญทางจริยธรรม เข้าใจศีลที่เนื้อหาสาระ และสมาธิไม่ใช่การหลบลี้หนีไปจากโลกจึงจะเกิดปัญญา

                เหล่านี้เพียงเพื่อจะเตือนให้ทราบว่าสังคมทางเลือกในชนชั้นปกครองไม่มี  แต่สังคมทางเลือกในหมู่ชนชั้นรากหญ้านั้นมี และดีใจที่ผู้ที่มาในวันนี้เป็นตัวแทนชนชั้นรากหญ้า และไม่ใช่ชนชั้นรากหญ้าอย่างเดียวเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลง แม้ชนชั้นกลางก็เริ่มเปลี่ยนแปลง จากกลุ่มอนุรักษ์กาญจน์ ได้ขยายไปบ่อนอก-หินกรูด ขยายไปเชียงใหม่ เชียงราย เป็นที่น่าสนใจมาก แต่สิ่งเหล่านี้ชนชั้นปกครองไม่สนใจเลย ได้แต่เบียดเบียนบีฑาและรังแกไปทุกแห่งหน

                ในวันนี้ชนชั้นกลางมีความเข้าใจชนชั้นรากหญ้ามากขึ้น แม้กลุ่มธุรกิจการค้าอย่างกลุ่ม Social Venture Network ก็เห็นเลยว่ากลุ่มธุรกิจการค้าต้องเข้าใจปัญหาความยากไร้ ต้องเข้าใจทุกขสัตว์ในสังคม และแสวงหาต้นตอแห่งทุกข์ให้ได้ ต้นตอแห่งทุกข์นั้น คือ โลภ โกรธ หลง มันมาในรูปของทุนนิยม บริโภคนิยม และจะแก้ต้องใช้วิธีของ ปริยมรรค คือ สันติวิธี ซึ่งรัฐบาลนี้ไม่มีใครเลยที่เข้าใจประเด็นนี้

                และนอกจากนี้ที่มา เพราะตั้งใจมาฟัง บำรุง บุญปัญญา และประชา หุตานุวัตร ซึ่งในขณะนี้ประชา หุตานุวัตรก็ได้อยู่ในสังคมทางเลือกที่สก็อตแลนด์ด้วย น่าสนใจมาก เพราะอังกฤษเองเวลานี้ ชนชั้นปกครองอังกฤษก็เลวพอๆ กับชนชั้นปกครองในสังคมไทย ที่ชอบเดิมตามชนชั้นปกครองอเมริกัน ชุมชนทางเลือกอย่างฟินฮอนด์มีการแสวงหาออกไปนอกกระแสหลัก  และเอามิติในทางสติปัญญา มิติในทางวัฒนธรรมพื้นบ้าน กระทั่งบางอย่างที่ชนชั้นบนเคยรังเกียจ เช่น พ่อมด หมอผี การทรงเจ้า ซึ่งถ้ารู้จักใช้อย่างถูกต้องก็จะเป็นประโยชน์ ไสยเวทยวิทยา ไม่ได้มีแต่ความเลวร้ายอย่างเดียว มีคุณด้วย แต่ถ้าหลงก็ไม่ถูกอย่างที่เมืองไทยหลงพระเครื่องและวัตถุมงคลเหล่านี้อันตรายมาก แต่ถ้าเข้าใจให้ถูกต้องเหล่านี้ก็มีคุณ เช่น ถ้าเราไหว้พระพุทธรูปแล้วไปติดว่าสิ่งเหล่านี้ให้หวยได้ ให้เครื่องลางของขลังได้ เหล่านี้อันตรายมากอย่างที่ท่านอาจารย์พุทธทาสเคยพูดไว้ว่า พระพุทธรูปนั้นเป็นวิถีกั้นหนทางเข้าสู่พุทธธรรม เพราะฉะนั้นทุกอย่างในชีวิตนั้นเราต้องวางท่าทีให้ถูกต้อง

                และที่ตั้งใจมาฟังบำรุง บุญปัญญา เพระบำรุง บุญปัญญาเป็นผู้แสวงหาทางเลือกที่เคยแสวงหาทางเลือกในมิติของสังคมนิยมแบบจีน แบบโซเวียตและก็อกหักไปเพราะสังคมนิยมแบบจีนและโซเวียตนั้นพัง นอกจากนี้บำรุง บุญปัญญานั้นยังเป็นผู้ที่มีมิติทางด้านวัฒนธรรมพื้นบ้าน มีมิติของสังคมทางอีสาน และเข้าใจว่าตอนหลังมาได้อิทธิพลของพุทธศาสนา และพุทธศาสนาโดยเนื้อหาสาระนั้นไม่แตกต่างจากสังคมนิยมและคอมมูนนิสต์ ต่างกันเพียงว่าพุทธศาสนาไม่ใช้ความรุนแรงทุกอย่างต้องเป็นไปด้วยสันติวิธี ซึ่งบำรุง บุญปัญญาคงเข้าใจในมิตินี้แล้ว ซึ่งเป็นนิมิตหมายที่ดี

                ซึ่งในโอกาสที่มูลนิธิใกล้จะครบ ๔๐ ปี เป็นมูลนิธิที่มีการก่อตั้งมานาน และมีเครือข่ายต่างๆ ตามมา มีเสขิยธรรม มีเสมสิกขาลัย อาศรมวงศ์สนิทก็เป็นส่วนหนึ่ง และถ้าเราไม่ระวังต่อไปเราจะเข้าไปสู่กระแสหลักได้ง่าย การระวังคือการถามว่าเรามีโยนิโสมนสิการหรือไม่ ถามว่าสิ่งที่เราทำนั้นเราเน้นไปทางวัตถุมากไปหรือไม่ เราเน้นในทางอัตตาของตัวเรามากไปหรือไม่ เรามีความเคารพจริงจังในเพื่อนร่วมงานมากน้อยเท่าใด และที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือ งานทั้งหมดไม่ใช่เฉพาะงานในแวดวงของเราเพื่อพวกเรา งานทั้งหมดต้องเป็นไปเพื่อสรรพสัตว์ เป็นไปเพื่อเพื่อนมนุษย์ โดยเฉพาะที่เค้ายากไร้กว่าเรา

                จึงอยากให้สองวันนี้ได้มาเรียนจากกันและกัน หาข้อบกพร่อง และหาทางที่จะถางทางไปสู่อนาคตอย่างสันติวิธีร่วมกัน และในมิตินี้จึงขอเปิดงานสัมมนา

นำเสนอความเป็นมาของโครงการโดย ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ

                การเสวนาในวันนี้ริเริ่มมาแบบอยากให้เป็นบรรยากาศกันเองๆ  แม้ว่าการเสวนาในวันนี้เป็นเรื่องใหญ่ อย่างที่อาจารย์สุลักษณ์ได้กล่าวไว้ คือสังคมเรากำลังจะก้าวสู่ระบบทุนนิยมคือกลืนกินธรรมชาติ กลืนกินวัฒนธรรมวิถีชุมชน และกำลังจะก้าวไปสู่การทำลายลึกไปในระดับจิตวิญญาญ หมายความว่าถ้ามนุษย์ไม่มีมิติทางด้านจิตวิญญาณหรือทางด้านศาสนาก็คงหมดความหมายสำหรับโลกนี้ จึงเหมือนกับว่าเรากำลังแสวงหาทางเลือกใหม่ ซึ่งอาจจะไม่ใหม่ก็ได้ อาจจะเป็นอนาคตที่เก่าแก่หรืออะไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นตลอดเวลา มีนักพัฒนาหลายสายที่พยายามแสวงหาทางเลือกกันอยู่ และความเป็นมาเดิมจากคราวที่แล้ว ที่นี่ได้พูดคุยกันเรื่องความสุขมวลรวมประชาชาติ (GNH) ได้เชิญตัวแทนจากภูฐานมา พูดคุยกันในเรื่องการเปลี่ยนตัวชี้วัดจากรายได้ประชาชาติมาเป็นความสุขมวลรวมประชาชาติ ในครั้งนั้นมีการพูดคุยกันใน ๔ เรื่องด้วยกันคือ

  • ๑. เศรษฐกิจพอเพียง
  • ๒. การดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
  • ๓. วัฒนธรรมที่เข้มแข็ง
  • ๔. ธรรมาภิบาล

                จากการพูดคุยเห็นว่าเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย และมีการทำในเรื่องเหล่านี้มากแต่เรายังไม่ยกระดับขึ้นมาคุยกันทั้งระบบ เราคุยกันในเรื่องป่า เรื่องการศึกษา เรื่องวัฒนธรรม แต่เราไม่เคยคุยกันทั้งระบบ ซึ่งถ้าเราสามารถเชื่องโยงสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกันได้นั่นก็หมายถึงชุมชนทางเลือก หรือสังคมทางเลือกนั่นเอง ที่เราใฝ่ผันและจะไปให้ถึง

                จึงมีการประสานงานขึ้น โดยมีคุณบำรุง บุญปัญญา จากสายวัฒนธรรมชุมชน แต่ไม่สามารถมาได้ในวันนี้ อย่างไรก็ตามก็มีคุณสนั่น ชูสกุล ผู้ที่รวบรวมหนังสือ ๓ ทศวรรษ วาทะกรรมวัฒนธรรมชุมชน เป็นการประมวลความคิดทั้งหมดของคุณบำรุง และทำขึ้นในช่วงที่คุณบำรุงครบรอบ ๖๐ ปี และอีกสายคิดคือธรรมิกสังคมนิยมที่ได้คุณประชา หุตานุวัตรมา ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยน ซึ่งในความคิดผมเห็นว่าสองสายคิดนี้ใกล้เคียงกันมาก จึงเป็นที่มาของวันนี้และมีการเชิญพี่น้องจากภาคต่างๆ มาร่วมด้วย เพื่อการแลกเปลี่ยนที่ลุ่มลึกมากยิ่งขึ้น ในช่วงแรกนี้ก็อยากจะขอให้มีการพูดคุย ต่อด้วยการแลกเปลี่ยน และนำไปสู่การขับเคลื่อนคือ หากเราจะขับเคลื่อนสังคมทางเลือกนั้น เราจะร่วมกันขับเคลื่อนได้อย่างไร

สังคมไทย เพื่อสังคมทางเลือกจากสายคิดวัฒนธรรมชุมชน โดย สนั่น ชูสกุล

แนวคิดนี้เป็นมาเป็นไปอย่างไร และสาระสำคัญเป็นอย่างไร และขับเคลื่อนมาจนถึงปัจจุบันได้อย่างไร

                ผมคงไม่อาจเอื้อมที่จะต้องพูดแทนคนที่ชื่อบำรุง บุญปัญญา แต่ก็อยากทำให้งานนี้ได้ดำเนินไป ส่วนตัวผมตัดสินใจอยู่นานว่าจะเริ่มอย่างไร ขอออกตัวว่าผมเป็นคนทำงานภาคสนามและเป็นนักปฏิบัติ ไม่ได้ออกงานแบบนี้มากนัก แต่ผมชอบทำหนังสือเพื่อรวบรวมเนื้อหา

                ผมเห็นว่าแนวคิดแนววัฒนธรรมชุมชน ในช่วง ๓๐ ปีนี้มีการพูดคุยกันอย่างเข้มข้น ในช่วงแรกๆ ที่ผมทำงานในภาคอีสานจะมีวงพูดคุยเรื่องนี้มาก นักพัฒนาค่อนข้างจริงจังใจในการพูดคุยเรื่องทฤษฎีและนำไปประสานกับการปฏิบัติ มีการยกระดับและพัฒนาทางด้านแนวคิดทฤษฎี แต่ในช่วงหลังๆ นี่เหล่านี้จะลดน้อยถอยลง ถ้าจะคุยกันก็จะเป็นประเด็นๆ เป็นเรื่องๆ ไป เหตุเพราะเราคิดอะไรเป็นด้านๆ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านพลังงาน ด้านผู้หญิง ซึ่งมีต้นขั้วที่แท้จริงมาจากเงื่อนไขของแหล่งเงินทุน ที่ทำให้เราทำงานเป็นด้านๆ ทำให้ความคิดหรือประสบการณ์เชิงองค์รวมมันไม่เกิด

                ไม่กี่วันนี้ผมได้อ่านบทความอาจารย์ประเวศ เขียนถึงวิธีระพี สาคริกในมติชน ผมชอบมาก เพราะอาจารย์ระพี เคยถูกถามว่า ชีวิตนี้เราควรทำอะไรดี

                อาจารย์ตอบว่า เราควรทำในสิ่งที่เราชอบ เพราะสิ่งที่เราชอบนี่ เราจะทำได้ดี ทำได้อย่างปราณีต ซึ่งเราจะทำมันได้ลึกขึ้นๆ และมันจะมาจบกันเอง อาจารย์ประเวศตีความว่า เรื่องแต่ละเรื่องนี่ ทำให้ลึก ให้ดี ให้มีความสุข  แล้วจะสร้างความรู้เฉพาะด้าน และในที่สุดจะไปถึงกันเอง เป็นความคิดองค์รวม ผมดูประสบการณ์พวกเราที่ทำมาจะเข้า ๓๐ ปี ผมว่าความรู้เฉพาะด้านนั้นมันสุกงอมเพียงพอที่จะสานถักทอกันขึ้นมาใหม่

                แนวความคิดหรืออุดมการณ์ไหนที่จะมาท้าทายทุนนิยม ผมว่าอันนี้เราตั้งหลักกันไม่ได้มานาน และถึงแม้จะมีอุดมการณ์ในสังคมไทย อย่างพุทธ และวัฒนธรรมชุมชนที่เราคุยกันมาก็ยังมีความกระจัดกระจายนักปฏิบัติก็ปฏิบัติกันไป นักทฤษฏีการสร้างองค์ความรู้สร้าง ที่มีหลายสำนักคิด สำนักวิจัย แต่ในสายตาผมเห็นว่ายังขาดการผนวกผนึกำลัง หรือมาบูรณาการกัน เช่น

                อาจารย์เสนห์ ที่สร้างองค์ความรู้เรื่องสิทธิชุมชน ได้วิจัยมาสองสามระยะ ที่เรียกว่าสายสิทธิมนุษยชนนั้นเพราะมีการพัฒนาองค์ความรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนแนวตะวันตกมาดัดแปลงหรือคิดใหม่ที่มีความเป็นชุมชน มีความเป็นพุทธ มีศีลธรรมเป็นตัวกำกับ ดังนั้นคำว่าสิทธิมนุษยชนจึงมาเป็นสิทธิร่วมของทุกคนในชุมชนเรียกว่า สิทธิชุมชน ผมเองก็เคยได้ร่วมในงานวิจัยสิทธิชุมชนในภาคอีสาน นอกจากนี้ก็มีสายเศรษกิจชุมชนเช่น สำนักเศรษฐศาสตร์การเมือง ของอาจารย์ฉัตรทิพย์ นาถสุภา มีการศึกษาออกมาอย่างกว้างไกล ล่าสุดรวบรวมเป็นงานวิจัยออกมากว่ากว่าสิบแปดเล่ม เป็นไปในลักษณะวิชาการที่ไม่ได้ร่วมมือกับนักปฏิบัติมากนัก แต่อาจารย์สามารถถักทอเครือข่าย มีนักวิจัยใหม่ๆ ออกไปได้กว้างขวางมาก สร้างคนใหม่ๆ ทั่วประเทศ แต่ยังไม่ได้หนุนเสริมให้กับองค์กรชาวบ้านมากนัก ในขณะที่ของอาจารย์ณรงค์ เพชรประเสริฐก็มีเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงออกมา เหล่านี้ผมมองว่าเป็นเรื่องเดียวกันทั้งสิ้น ที่สำคัญคือเราจะไปพ้นความเฉพาะส่วนเหล่านี้ได้อย่างไร ไปพ้นจากตัวตนของนักวิจัยหรือเจ้าสำนักต่างๆ ได้อย่างไร ผมอยากเห็นผู้ใหญ่มาสังคายนากัน อยากเห็นเจ้าสำนักต่าง ๆ อยากเห็น อาจารย์ประเวศ  อาจารย์สุลักษณ์ อาจารย์เสน่ห์ อาจารย์ชยันต์ อาจารย์ณรงค์ อาจารย์ฉัตรทิพย์ มาพูดคุยกันแล้วมีพี่ประชาเป็นผู้ดำเนินรายการ อาจจะเกิดขึ้นที่นี่ก็ได้ เพื่อเกิดเป็นพลังและเป็นกระแสในสังคม

                เรื่องวัฒนธรรมชุมชนนั้น การนำไปปฏิบัติก็ยังมีช่วงของความขาดตอน นักเขียนที่เขียนงานด้านนี้ช่วงหลังๆ ก็ไปทำงานไปทำงานขบวน ไปนำพาประชาชนต่อสู้ในสงครามแย่งชิงทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า

                มีข้อวิพากษ์หนึ่งเกิดขึ้นมาว่าสายคิดวัฒนธรรมชุมชนนั้นไม่สนใจความขัดแย้ง ค่อนข้างจะโรแมนติก ค่อนข้างสนใจไปทางที่เห็นชุมชนมีความกลมกลืนอยู่กันอย่างมีความสุข ไม่สนใจความขัดแย้งจริงที่ดำรงอยู่ในชุมชน ในความเห็นของผม ผมว่าไม่ใช่ 

                หรือว่าข้อวิพากษ์ที่ว่า ปิดตัวเอง ปิดชุมชน หรือถ้าเป็นข้อเสนอระดับประเทศก็จะเป็นว่าปิดประเทศ ผมก็เห็นว่าไม่ใช่ แนวคิดวัฒนธรรมชุมชน เพราะความขัดแย้งก็เป็นสิ่งหนึ่งที่วัฒนธรรมชุมชนสนใจ

                ถูกหาว่าไม่สนในปัจจัยทางการเมือง ผมก็ว่าไม่ใช่ เพราะวัฒนธรรมชุมชนก็ถือในเรื่องผลิตเองใช้เองเหลือแล้วถึงขาย ก็บำรุง บุญปัญญาคนนี้นี่เองที่นำพาพี่น้องภาคอีสานออกมาสู่ท้องถนนมาต่อสู้กับอำนาจรัฐ จนเกิดโครงการคจก. กรณีนาเกลือ คนที่คิดคนที่พูดเรื่องวัฒนธรรมชุมชนได้ขยายขอบเขตออกมาทำ ความเห็นของผม เห็นว่าคนสำนักนี้ไม่ได้มีการเขียนออกมา แล้วถ้าจะให้คนอื่นไปเขียนมันก็จะออกมาอีกแบบหนึ่ง จนทำให้เรื่องนี้ถูกมองว่าหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหว

               

อยากให้ขยายคำว่าวัฒนธรรมชุมชน ว่าจริงๆ แล้ว "วัฒนธรรมชุมชน" นั้นคืออะไร

                ผมพูดถึงความเป็นมาและความเป็นไป รวมถึงข้อโต้แย้งคร่าวๆ ต่อไป คือแนวคิดของวัฒนธรรมชุมชน ประกอบไปด้วย

  • ๑. สำนักวัฒนธรรมชุมชนเชื่อว่าชุมชนมีวัฒนธรรมของตน นั่นคือ มีแบบแผน มีความคิด ความเชื่อ คุณค่าต่างๆ ทั้งที่เป็นวัตถุ เป็นนามธรรม มีการนิยามคำว่าวัฒนธรรมในความหมายแบบรัฐนั่นคือแบบแผนที่ดีงาม ซึ่งยังแคบ แต่โดยความจริงเฉพาะอย่างยิ่งสำนักนี้ คือสังคมศาสตร์ปริทัศน์ มีการนิยามที่กว้างออกไป ในที่นี้สำนักวัฒนธรรมชุมชนนำมาใช้คือ เป็นแบบแผน หรือองค์กอบทั้งชุดของสังคม ทั้งด้านรูปธรรม นามธรรม คุณค่าต่างๆ หรือว่าเป็นกฎเกณฑ์ และเชื่อว่าชุมชนที่คนมาอยู่ร่วมกันจะมีแบบแผน มีวัฒนธรรมของตน เป็นพลังที่ยึดโยงให้คนอยู่ร่วมกัน ให้ชุมชนอยู่อย่างมั่นคง พอเพียง มีความสุข และชุมชนถือเป็นสถาบันหนึ่ง เป็นสถาบันพื้นฐานของการอยู่ร่วมกัน มีระบบของตนเองอย่างอิสระเช่น ระบบเศรษฐกิจ การศึกษา และมีความยืนยงคงอยู่แต่อดีตถึงปัจจุบัน

                เหล่านี้ยังอาจเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ เพราะจากส่วนกลาง นักลงทุนอาจจมองว่าเป็นหน่วยผลิตหน่วยหนึ่ง รัฐอาจจะมองว่าเป็นหน่วยปกครองหน่วยหนึ่ง หรือมองว่าชุมชนเป็นเพียงการอยู่ร่วมกันของปัจเจกชน ดังนั้นเวลาที่รัฐจะแก้ปัญหาก็จะมีวิธีการแก้ปัญหาให้ที่ละคนๆ โดยให้มาลงทะเบียนคนจน แปลว่ามองไม่เห็นการอยู่ร่วมกันของคนในภูมินิเวศหนึ่งๆ และทุกอย่างนั้นขึ้นอยู่กับรัฐบาลเพื่อจัดการแก้ปัญหาให้ที่ละคนๆ 

  • ๒. ระบบเศรษฐกิจของชุมชน จากการศึกษาของอาจารย์ฉัตรทิพย์ สรุปว่าชุมชนมีระบบเศรษฐกิจของตนเอง ซึ่งเมื่อคิดภาพรวมทั้งประเทศแล้วเศรษฐกิจชุมชนมีขนาดใหญ่กว่าเศรษฐกิจทุนนิยม และเศรษฐกิจชุมชนนั้นเพื่อความอยู่รอดของครอบครัวและชุมชนเป็นเป้าหมายใหญ่ ไม่ใช่เพื่อการสะสมความร่ำรวย มีการตีความถึงขนาดว่าการที่คนมาทำงานในเมืองจริงๆ แล้วนั้นเพื่อให้ครอบครัวอยู่รอด เรื่องนี้อาจจะต้อถกเถียงกันต่อไป นอกจากนี้ยังมีระบบอื่นๆ เช่น ระบบกรรมสิทธิร่วมของชุมชน บ้านหนึ่งอาจจะเป็นเจ้าของที่นา มีโฉนดกำกับเจ้าของมีสิทธิในการทำนาปลูกข้าว แต่ให้ช่วงอื่นๆ พื้นที่นั้นๆ สามารถเป็นที่เลี้ยงความของคนทั้งหมู่บ้าน หรือเป็นที่หาปูหาปลาอีกสิ่งหนึ่งคือระบบการแลกเปลี่ยน เพื่อการอยู่ร่วมกัน นอกจากนี้ยังมีระบบแลกเปลี่ยน เช่น ทางใต้มีระบบที่เรียกว่า เกอเถาเกอเลเกอทุก เป็นแบบแผนของการอยู่ร่วมกัน

                และยังพบว่าระบบเศรษฐกิจชุมชนของไทยยังคงดำรงอยู่ไม่หายไปอย่างในบางประเทศเช่น ลาตินอเมริกา เนื่องด้วยปัจจัย ๓ ด้านด้วยกันคือ ๑. ทรัพยากรธรรมชาติที่ยังอุดมสมบูรณ์ นี้เป็นฐานของการสร้างเศรษกิจและยังเป็นฐานของการสร้างเรื่องอื่นๆ ของชุมชน   แม้ว่าปัจจัยนี้ในปัจจุบันจะถูกทำลายไปมาก ๒. ความมั่นคงในการอยู่ร่วมกันทำให้เกิดคุณค่าที่เหนียวแน่น และมีการรักษาให้คงอยู่ ๓. รัฐหรือศักดินาไทยและทุนไม่ได้เข้าไปปรับเปลี่ยนแบบแผนการผลิตในชุมชนแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ เพียงแต่เข้าไปขูดรีดเอาทรัพยากรในชุมชน ปัจจัยสามอย่างนี้ทำให้ วัฒนธรรมของชุมชน หรือระบบของชุมชนยังคงอยู่

  • ๓. ความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียม เป็นความสัมพันธ์ที่ขึ้นต่อหรือพึ่งพิง ทำให้ชุมชนตกอยู่ในสถานการณ์ที่เพลี่ยงพล้ำ และทำลายโครงสร้างของชุมชน และทำลายทรัพยากรท้องถิ่น

                                นักพัฒนาจึงต้องสร้างทางเลือกเพื่อที่จะสร้างภูมิต้านทานของชุมชน เพื่อดำรงลักษณะที่ดีของชุมชนให้คงอยู่

                ทางเลือกในการพัฒนาชุมชน

  • ๑. ต้องดำรงรักษาความเป็นชุมชน เป้าหมายต้องไม่ทำลายชุมชน มีทิศทางโดยการฟื้นฟูคุณค่าของชุมชนขึ้นมาใหม่ สามารถปรับเปลี่ยนให้รูปแบบสมสมัยแต่รักษาคุณค่าแบบเดิมไว้ คือ ความเป็นกลุ่ม(เป้าหมายของทุนคือ ต้องทำลายชุมชนทำให้เป็นปัจเจกชนทุนนิยมจึงจะอยู่ได้)
  • ๒. ส่งเสริมระบบการผลิตเพื่อการพึ่งพาตนเอง คือ กินทุกอย่างที่ปลูก และปลูกทุกอย่างที่กิน เหลือถึงขาย มีการเพิ่มคุณค่าของสิ่งที่เราผลิต เช่น การแปรรูป การตลาดหรือธุรกิจชุมชน
  • ๓. การสร้างพันธมิตรกับชนชั้นอื่นๆ เช่น ชนชั้นกลาง
  • ๔. การดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากวิกฤติทางทรัพยกรธรรมชาติ จากการรุกรานของรัฐและทุน เพราะทรัพยากรธรรมชาติเป็นฐานของการพึ่งพาตนเอง และเป็นฐานของระบบการผลิต
  • ๕. การนำเสนอทางเลือก ทำให้เป็นรูปธรรม เพื่อไขทางออกเป็นภาพรวมของสังคม ในส่วนนี้ทางด้านอาจารย์ฉัตรทิพย์ได้เสนอว่า ๑. สร้างให้วัฒนธรรมชุมชนเป็นวัฒนธรรมของชาติ เพราะอาจารย์เชื่อว่านี่เป็นคุณค่าแท้ คุณค่าจริงที่จะทำให้สังคมไทยเรายั่งยืนอยู่ได้ แต่ว่าอาจารย์ก็ไม่ได้เสนอเป็นรูปธรรมว่าให้ทำอย่างไร ๒. ทำให้เป็นเศรษฐกิจสองระบบ คือ เศรษฐกิจชุมชนต้องดำรงคู่ขนานไปกับเศรฐกิจทุนนิยม แต่จะจัดสมดุลอย่างไรต้องทำการบ้านอีกมาก และ ๓. การกระจายอำนาจในการปกครองและการจัดการตนเอง เพื่อสร้างการมีส่วนร่วม

                เมื่อมีข้อเสนอเหล่านี้ออกมาแล้ว ส่วนตัวผมเห็นว่ามันยังไม่ออกมาในเชิงมรรควิธี ผมว่าเป็นภารกิจของคนรุ่นเราร่วมกัน เพื่อจะมาคุยกันอีกรอบใหญ่

เสริมโดย ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ

                ผมคิดว่าสายของวัฒนธรรมชุมชนจะสัมพันธ์กับนิเวศวัฒนธรรม ที่มีความลึกลงไปอีก เพราะฐานนิเวศหรือฐานธรรมชาติที่มีความแตกต่างหลากหลาย และกลุ่มชาติพันธ์ที่มีความแตกต่างหลากหลาย การตั้งถิ่นฐานของชุมชนท้องถิ่นต่างๆ ในระบบนิเวศที่หลากหลาย จะสร้างวัฒนธรรม องค์ความรู้ หรือภูมิปัญญาที่หลากหลายไปด้วย เหล่านี้จะต่อต้านลักษณะการรวมศูนย์ หรือการใช้วิธีเดียวกันทั่วประเทศ ซึ่งต้องต่อต้านกันอย่างแรง เพราะเราเห็นความสำคัญของความหลากหลาย

                เคยมีการพูดคุยกันว่าประเทศไทยน่าจะมีการแบ่งการปกครองออกเป็นสี่ธรรมรัฐ เคยคุยกันไว้ว่าขอบเขตทางวัฒนธรรมน่าจะมีนัยยะในการปกครองด้วย ไม่ใช่แบบเดียวกันทั้งประเทศ นอกจากนี้ที่ผ่านมาเรามีการพูดคุยกันถึงเรื่องประวัติศาสตร์เส้นเดียว เช่นประวัติศาสตร์เป็นเรื่องของเจ้าที่ไม่มีเรื่องของชาวบ้าน แต่แท้จริงแล้วทุกชุมชนมีประวัติศาสตร์ของตนเอง แม้มาในยุคหลังมีเรื่องวัตถุนิยมประวัติศาตร์ ซึ่งก็เป็นประวัติศาสตร์เส้นเดียวอีก จากสังคมบรรพกาล สังคมศักดินา สังคมทาส สังคมทุนนิยม สังคมนิยม และคอมมิวนิสต์ แท้จริงแล้วัฒนธรรมน่าจะมีหลายเส้น เป็นประวัติศาสตร์ที่เติบโตมาจากรากของตนเอง ดังนั้นแอ่งอารยธรรมหรือวัฒนธรรมมีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของตนเองแน่นอน เพียงแต่โดนโลกาภิวัฒน์หรือองค์กรโลกบาลมาเปลี่ยนหรือตัดรากวัฒนธรรมทั้งหมด โดยจัดให้เป็นหนึ่งเดียวเป็นวัฒนธรรมเดี่ยว แบบที่อาจารย์ศรีศักดิ์เคยกล่าวว่า นั่นเป็นการทำลายความเป็นชุมชนให้เป็นปัจเจก ให้คิดแบบเดียว ทำแบบเดียว และแท้จริงแล้วความเป็นปัจเจก การทำแบบเดียวคิดแบบเดียวนั้น ไม่ใช่มนุษย์แต่เป็นสัตว์เดรัจฉาน

                ผมคิดว่านี่มีนัยยะสำคัญ คือเราต้องมาคิดเรื่อง "ประวัติศาสตร์" ใหม่ คิดเรื่องระบบนิเวศน์ใหม่ คิดเรื่องการจัดการธรรมชาติใหม่ ระบบการผลิตต้องสอดคล้องกับระบบภูมินิเวศ เช่น ข้าวหอมมะลิต้องปลูกที่ทุ่งกุลา ถ้าผลิตที่อื่นนั้นจะไม่หอม การผลิตที่ไม่คำนึงถึงเรื่องนิเวศจะมีต้นทุนสูงและมีปัญหาตามมา

                อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องมีคือเรื่องของ "กระบวนทัศน์" เพราะหลายคนมักจะคิดว่าแนวคิดวัฒนธรรมชุมชนเป็นเรื่องของการมองแบบเล็กๆ ระดับเล็กๆ แต่ความจริงแล้วไม่ใช้ ถ้ามองลึกลงไปในชุมชน เราจะพบกระบวนทัศน์ที่สำคัญในชุมชนหรือจะเรียกว่าอุดมการณ์ คือ การเคารพต่อธรรมชาติ และการอยู่กันอย่างเป็นมิตร มนุษย์มองว่าเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ กินใช้อย่างเป็นมิตรและอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน นี่เป็นอุดมการใหญ่และไม่ล้าสมัย เพราะเมื่อใดที่เราไม่เคารพอยากเปลี่ยนเป็นทุน ธรรมชาติก็ถูกทำลาย ทำลายชีวิตและวัฒนธรรมไปในที่สุด ดังนั้นถ้าเราเปลี่ยนกระบวนทัศน์ได้โลกเราก็จะอยู่รอด

                อีกเรื่องคือ "การอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน" ซึ่งประเด็นนี้ถ้าทำได้ เราจะสามารถต่อสู้กับทุนนิยมได้อย่างชัดเจน เพราะทุนนิยมพยายามทำให้ทุกคนเป็นปัจเจก กรรมสิทธิ์ปัจเจก กระบวนการแข่งขันเสรีจะมีประสิทธิภาพที่สุดถ้าทุกคนเป็นปัจเจก ผมเห็นการต่อสู้ที่หนักมากจากการถอดบทเรียนเรื่องวิถีชีวิตที่พอเพียง ในขณะที่ทุนพยายามแยกให้เป็นปัจเจกในกระแสความเป็นปัจเจก แต่ชุมชนพยายามมีการรวมกลุ่ม ตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ ตัวอย่างในกรุงเทพฯ คือชุมชนประดิษฐ์วรการเป็นชุมชนในเมือง สิ่งแรกที่พยายามทำคือในทุกๆ วันสำคัญทางศาสนาจะมีการจัดพิธีกรรมเพื่อรวมให้คนมาอยู่ร่วมกัน เพื่อเสริมเรื่องคุณค่าทางจิตวิญญาณและศาสนา สิ่งที่สองคือการตั้งกลุ่มออมทรัพย์ที่ช่วยเหลือกัน และล่าสุดหมู่บ้านมีการกู้เงินกลุ่มออมทรัพย์และจัดตั้งสำนักงานส่วนรวม เพื่อไว้ทำกิจกรรมของส่วนรวม ผมมองว่านี่เป็นพลังที่ใหญ่มาก เป็นการต่อสู้ระหว่างปัจเจกกับความเป็นชุมชน ผมการทำเช่นนี้ถือเป็นเรื่องการทำชุมชนให้เข้มแข็งที่ตรงและสำคัญ

                อีกสิ่งหนึ่งคือ "การอยู่ร่วมกันแบบสังคมนิยม" ผมมองว่าสังคมไทยมีการอยู่ร่วมกันแบบคอมมูน แบบส่วนรวม แต่ปัจจุบันเรากำลังถูกทำลายความเป็นส่วนรวมไม่ว่าจะเป็นป่าส่วนรวม วัดส่วนรวม

                อีกส่วนหนึ่งคือ "การพึ่งตนเอ งและการพึ่งซึ่งกันและกัน" ระบบนี้ถูกสร้างและถูกวางอย่างเป็นระบบมายาวนาน มีการให้คุณค่าเท่ากันแต่ก็มีการจัดการที่ต่างกันไป เช่น ผู้ที่มีมากก็จ่ายมาก ผู้ที่มีน้อยก็จ่ายน้อย เป็นระบบการจัดการแบบนี้ หรือถ้าใช้มากก็จ่ายมาก ใช้น้อยก็จ่ายน้อย เช่นระบบเหมืองฝาย ถ้าใช้น้ำมากก็จ่ายเงินซ่อมแซมมาก ผมว่าเหล่านี้ถือเป็นระบบธรรมชาติและยังฝังอยู่ในจิตวิญญาญของชุมชน ผมเรียกว่าเหล่านี้เป็นศีลธรรมพื้นฐาน

ถาม-ตอบ และร่วมแสดงความคิดเห็น

ประชา หุตานุวัตร

                เรื่องแรกคือ ที่บอกว่าทุนไม่ได้เปลี่ยนอย่างถอนรากในระดับชุมชน แล้วในยุคทักษิณที่ใช้นโยบายเอาระบบทุนเข้าหมู่บ้าน เช่น ๑ ตำบล ๑ ผลิตภัณฑ์ ในระดับชุมชนนั้นมีผลต่อการถอนรากแค่ไหน ถ้าเราเปรียบของเรากับทางลาตินอเมริกาหรือฟิลิปปินส์นี่จะต่างกันมาก เพราะที่นั่นมันเป็นไปอย่างถอนราก มีการบังคับให้เลิกการผลิตแบบปัจเจกมาเป็นระบบใหญ่ แต่ของไทยจะต่างกันจึงอยากรู้ว่าจริงๆ แล้วเปลี่ยนแค่ไหน จากเดิมที่เคยรู้ว่าสังคมไทยมีชาวนาร้อยละ ๘๐ ตอนนี้มีเหลืออยู่ร้อยละ ๖๐  แบบนี้ไม่เรียกว่ากระทบกับชุมชนหรือไม่ หรือว่ากระทบเท่าไร อย่างไร

                ต่อเนื่องอีกนิดคือ ทางสำนักนี้ยอมรับว่าทุนนิยมมีพื้นที่ที่ชัดเจนแปลว่า สายคิดนี้ยอมรับการดำรงอยู่ของระบบทุนนิยมใช่หรือไม่ และถือว่าทุนนิยมสามารถไปพร้อมกับวัฒนธรรมชุมชนได้ใช่หรือไม่ ทั้งๆ ที่คิดแบบที่คุณชัชวาลพูดนั้น ต้องเรียกว่าเป็นคนละกระบวนทัศน์ แล้วมันจะไปด้วยกันได้แค่ไหนอย่างไรนั่น จึงอยากรู้

สนั่น ชูสกุล

                ผมคิดว่าในเชิงรูปธรรมจำนวนเกษตรเปลี่ยน จำนวนเกษตรกรที่เรานิยามมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่ความเป็นชุมชนยังดำรงอยู่ ความหมายในนามธรรมยังคงดำรงอยู่ แม้อาชีพจะเปลี่ยนไปมาก มีความเป็นอุตสาหกรรมเกษตรกรรม แม้จะมีการนิยามสังคมเมือง ชนบท

                ผมว่าต้องมานิยามกันใหม่พอสมควร คำว่าชุมชนไม่จำเป็นต้องมีอาชีพเกษตรอย่างเดียว แต่มีอาชีพที่แตกต่างหลากหลายได้ แต่ยังคงมีความเป็นชุมชนอยู่คือ มีการพึ่งพาอาศัย มีความสัมพันธ์ที่เป็นอิสระ อย่างในสังคมเมืองก็เป็นชุมชนได้เช่นกัน มีการพึ่งพาตนเองได้

ประชา หุตานุวัตร

                แล้วพึ่งตนเองได้ในสังคมเมืองเป็นอย่างไร จะนิยามอย่างไร

ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ

                จากการศึกษาชุมชน ๕ แห่ง พบว่า แต่ละที่จะมีบริบท แต่จะมีตัวที่เหมือนกัน คือมีคุณค่าเดิม ภายใน ดังนั้นในเมือง เช่น มีคลอง ก็จะมีการจัดการคลองร่วมกัน อีกอันนึงก็จะมีระบบลงแขกแต่เป็นระบบลงแขกแบบใหม่ เช่น การมาลงแรงทอผ้าร่วมกัน และจะมีมิติการช่วยเหลือกัน ทั้งหมดถูกยึดโยงกันแบบชุมชน หรือที่โคราชมีการทำไม้ดัด ที่มีสโลแกนว่า ทำไม้ดัดเพื่อดัดคน เหล่านี้จะมีอาชีพเยอะมากแต่ยึดโยงด้วยกัน เช่น ยึดโยงด้วยศาสนา ที่ไม่ทำลายล้าง ไม่แข่งกัน แต่มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เกื้อกูลกัน

                ดังนั้นผมว่าเราปฏิเสธไม่ได้เรื่องระบบเศรษฐกิจ ระบบทำมาหากิน แต่ต้องเป็นระบบเศรษฐกิจที่มีคุณค่าและศาสนาธรรมกำกับ ทำให้ไม่ทำล้ายล้าง และพร้อมจะช่วยผู้อื่น แต่ระบบทุนนั้นพร้อมที่จะทำลายล้าง เอาเปรียบ และขูดรีด

จำนงค์

                มีงานวิจัยที่น่าตกใจที่สุดของการเปลี่ยนแปลงชุมชนชนบทน่าจะเป็นของ อ.ณรงค์ เพชรประเสริฐ ที่พูดถึงการย้ายแรงงานจากชนบทมาสู่อุตสาหกรรมนั้น มีมากช ถึงแปดสิบหรือเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ คือในหมู่บ้านจะไม่มีคนเพราะคนจะเข้าเมืองหมด ก็มีการทำนายอนาคตว่าสังคมเกษตรจะไม่มีชุมชนนอาจจะไม่มีคนอยู่

                ผมเห็นว่า มีการเคลื่อนย้ายเข้าสู่ภาคแรงงาน แต่เมื่อถึงฤดูการทำนาคนก็จะกลับไป เช่นคนจากอีสานไปอยู่ชุมพรแต่ในหน้าทำนาจะกลับหมู่บ้าน นอกจากนี้เห็นได้ว่าจะมีวงจรเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ปลูกพืชอื่นแทนระหว่างที่ไม่ทำนา ตอนนี้จะมีโรงงานอีกอาชีพหนึ่ง แต่ทุกอย่างก็ยังมีการยึดโยงกันอยู่               ผมจึงมองว่าการเข้าเมืองนั้นเป็นเพียงการหารายได้เสริม อีกทางหนึ่งคือดึงทรัพยากร (เงิน) จากในเมืองมาเพิ่มให้ในชุมชน แต่ท้ายสุดก็ยังกลับไปสู่ครอบครัว เพราะในชุมชนให้ความอบอุ่นมากกว่าที่ในเมือง เพราะโรงงานไม่ให้อะไรเขา มีเพียงตอกบัตรแต่ต้องจำใจทำเพื่อเอาเงิน แล้วกลับไปรับความอบอุ่นจากทางบ้านที่มีให้ เอาเงินกลับบ้าน

                นอกจากนี้มีชุมชนอีกประเภทที่อยู่ในเมือง เป็นชุมชนเมือง เป็นการสร้างชุมชนแบบใหม่ และตามประสบการณ์แล้วชุมชนในเมืองสร้างยากมากกว่าในชนบท เพราะในเมืองพื้นที่มีมูลค่าหมด ตอนนี้ก็มีที่ที่สร้างขึ้นได้แต่ใช้วัฒนธรรมเดียวกับในชนบทมาสวม เช่น มีการแบ่งที่ การอยู่กันเป็นเครือญาติ มีงานบุญกระฐิน มีการรวมกันและอยู่กันได้และถ้าไม่รวมกันจะอยู่ไม่ได้ ตอนนี้มีลักษณะเช่นนี้อยู่ทั่วไป

ประชา หุตานุวัตร

                ท่าทีแบบนี้ที่เกี่ยวข้องกับทุนนิยม คือ เป็นเศรษฐกิจสองระบบ แล้วในระยะยาว เศรษฐกิจชุมชนจะทำให้ทุนนิยมน่ารักขึ้นหรือไม่ หรือสองระบบจะมาบรรจบกันตรงไหน

ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ

                จากที่ว่าเศรษฐกิจชุมชนใหญ่กว่าทุนนิยม ผมว่าต้องมาดูตัวนี้ให้ดี เช่น ระบบเหมืองฝายแบบดั่งเดิมในภาคเหนือนับเป็นแปดสิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนเขื่อนขนาดใหญ่มีเพียงยี่สิบเปอร์เซ็นต์ หรือการศึกษาในระบบ ที่เราคิดว่าเป็นระบบที่ใหญ่ที่สุด แต่ความจริงแล้วไม่ใช้เพราะเด็กอยู่ในโรงเรียนเพียงแปดชั่วโมง แต่อยู่นอกห้องเรียนหรือโรงเรียนนั้นถึงสิบเจ็ดชั่วโมง  ยังไม่รวมเสาร์-อาทิตย์ แสดงว่าส่วนใหญ่นั้นเด็กอยู่นอกห้องเรียน ดังนั้นในเชิงเปรียบเทียบแบบนี้ เศรษฐกิจก็เช่นเดียวกันคือเศรษฐกิจชุมชนใหญ่กว่าทุนนิยม

สนั่น ชูสกุล

                ผมยังเข้าใจได้ไม่ลึกว่าเศรษฐกิจสองระบบจะอยู่ร่วมกัน จะอยู่ร่วมกันได้ด้วยวิธีใด ก็คิดได้สองแบบคือ แบบร่วมมือหรือแบบคานดุล ซึ่งค่อนข้างจะเป็นนามธรรม แต่ผมได้ฟังจากความคิดของวัฒนธรรมชุมชนชุดอาจารย์ฉัตรทิพย์ แต่ถ้าเป็นแนวคิดดั้งเดิมเป็นนักปฏิบัติก็จะคิดในเรื่องของเศรษฐกิจชุมชน ที่ว่าวัฒนธรรมชุมชนต้องจากชุมชนเกษตร ชุมชนชาวนา เชื่อในสังคมชาวนา

                ซึ่งการเสนอสองแบบหรือมองเรื่องอยู่ร่วมกันเป็นการมองแบบวิชาการ การหาจุดร่วมกัน ที่เกิดจากความคิดที่หลากหลายจากหลายกลุ่ม แต่ถ้าถามว่าผมเชื่อแบบไหน ผมเชื่อในสังคมชาวนา

ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ

                ขยายเพิ่มจากที่อ่าน อ. ฉัตรทิพย์ ที่เสนอในสองระบบ ผมว่าอาจารย์เชื่อมั้นในระบบเศรษฐกิจชุมชนและมองเห็นว่าระบบทุนนิยมเข้ามาทำลาย จนทำให้เศรษฐกิจชุมชนไม่เป็นที่ยอมรับในเชิงนโยบาย ดังนั้นอาจารย์จึงเสนอว่าต้องยอมรับเศรษฐกิจชุมชนเป็นนโยบายให้คู่ขนานไปกับทุนนิยม อาจารย์เสนอเป็นเชิงกลยุทธในการต่อสู้ คือให้รัฐหรือสังคมยอมรับทั้งสองระบบ เพราะที่ผ่านมารัฐมองแต่ทุนนิยมไม่มองระบบชุมชนเลย หรืออย่างเรื่องการเสนอให้วัฒนธรรมชาติ อาจารย์เสนอให้เอาวัฒนธรรมท้องถิ่นทั้งหมดนี่มาคุยกันแล้วสถาปนาขึ้นมาเป็นวัฒนธรรมชาติ ไม่ใช่สนใจแค่วัฒนธรรมเจ้า หรือวัฒนธรรมตะวันตก แต่ต้องเอาวัฒนธรรมท้องถิ่นขึ้นมาสถาปนาเป็นวัฒนธรรมชาติ นี่คือที่ผมเข้าใจ

ประชา หุตานุวัตร

                ผมสนใจเรื่องนี้ มาก เพราะอย่างที่ฮ่องกงที่ว่าเป็นทุนนิยมตั้งแต่เป็นอาณานิคมอังกฤษแต่ยังมีความเป็นชุมชนเพราะมีวัฒนธรรมจีน พอกลับไปที่อังกฤษ ทุกวันนี้คนเหงาและสังคมมันตาย เพราะมันไม่มีชุมชน เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่ทุนนิยมได้อยู่มาประมาณ ๒๐๐ ปี ดังนั้นผมจึงตั้งคำถามจากที่จำนงค์นำเสนอภาพของสังคมว่ามันเป็นเพียงแรงเฉื่อยชั่วคราวแต่ถึงที่สุดแล้วจะนำไปสู่สังคมแบบที่อังกฤษ หรือมันจะกลายเป็นความร่วมมือจนเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีได้จริง

สุภาวดี (กระแต)

                โดยส่วนตัวแล้วมองว่าลักษณะของสังคมควรเป็นสังคมทางเลือกที่มีมิติของความเสมอภาค อยากรู้ว่าสายคิดวัฒนธรรมชุมชนหรือธรรมิกสังคมนิยม มองเรื่องความเสมอภาคอย่างไร เพราะถ้ามองในมุมมองของสตรีนิยมมองว่าวัฒนธรรมบางอย่างก็ถูกระบบชายเป็นใหญ่ควบคุม ครอบงำ และส่งผลต่อปรากฎการณ์ต่างๆ ในชุมชน แล้วแนวคิดทั้งสองสายมีความเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร

ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ

                จากเดิมที่เคยคิดว่าสังคมไทยชายเป็นใหญ่ แต่พอไปศึกษาจริงๆ ในชุมชน พบว่าไม่ใช่เลย เพราะในระบบชุมชนไทย ผู้หญิงเป็นใหญ่ชัดเจน จากระบบเดิมคือระบบผีมี ผีปู่ย่า ผียาย และเด็กที่เกิดมาก็สืบสายทางแม่นี่เป็นระบบไทย หรือผู้ชายหาเงินมาได้ก็ต้องเข้าบ้านผู้หญิง แต่งงานก็ต้องเข้าบ้านผู้หญิง เป็นระบบที่คุมผู้ชาย แล้วก็มาเปลี่ยนแปลงเป็นมีนามสลุกในสมัย ร.๖ ทำให้ผู้ชายมีอำนาจมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงพวกนี้มีขึ้นมาด้วย ๑. ระบบเจ้า ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการกดขี่ทางเพศสูง ๒. ระบบจีน คือมีการใช้แซ่ การแต่งลูกสะใภ้เข้าบ้าน

ตัวแทนจากทางใต้

                ในการประชุมหลายครั้งเรามักจะไม่เห็นผู้หญิง เห็นแต่ผู้ชายไปประชุม ก็มักจะเข้าใจว่าผู้หญิงคงจะไม่มีบทบาทอะไร แต่ในความเป็นจริงในวิถีของชุมชน ไม่มีใครใหญ่กว่าใครแต่เป็นการแบ่งหน้าที่กัน อยู่ที่ว่าเรามองด้วยแว่นอะไร หลายครั้งที่เราเชิญผู้นำศาสนามาร่วมประชุมข้างนอกนั้น กว่าเค้าจะตัดสินใจได้เค้าต้องปรึกษากับภรรยาเค้าหลายรอบมาก แต่ลักษณะแบบนี้จะไม่แสดงให้คนภายนอกเห็น แต่ในเครือญาติจะรู้กัน ผมยืนวันว่าในสังคมมุสลิมมีลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ

นศ. ป. เอก

                มองในฐานะคนที่ไม่เคยทำงานในชุมชน และโตในยุคหลังมองเห็นการยกระดับฐานคิดวัฒนธรรมชุมชนเป็นสองระดับคือ ๑ ระดับวิชาการที่ทำให้คนเข้าใจในฐานคิดวัฒนธรรมชุมชน และ ๒ ระดับนโยบายของชาติ

                อยากรู้ว่าในรายละเอียดว่าปัญหาที่คนทำงานพัฒนาชุมชนเผชิญอยู่ จากการเปลี่ยนฐานคิดจากเรื่องคุณค่ามาสู่กลไกการผลิต เรื่องปากท้องของคนในชุมชน เหล่านี้เป็นเรื่องที่ซับซ้อนในการพัฒนาชุมชน อยากทราบว่าคนทำงานในพื้นที่มีการจัดการกับปัญหาเหล่านี้อย่างไร

สำรวย

                ผมเห็นว่าแนววัฒนธรรมชุมชนยังคุยกับสาธารณไม่รู้เรื่องอย่างเป็นพลัง แต่เห็นได้ว่ามีการปรับตัวในระดับเล็กๆ อย่างเอาการเอางาน ในฝั่งของทุนนิยมเราเห็นได้ชัดว่าเค้ามีกระบวนการและแบบแผนชัดเจน เพื่อให้มีการบังคับรัฐ ให้รัฐมาบังคับประชาชน แต่ด้านวัฒนธรรมชุมชนเราไม่มีแบบแผนอย่างเป็นระบบ แต่เรามีการสื่อสารกันในระดับเล็กๆ และมีการปรับตัว พอมีปัญหาเราก็สามารถช่วยเหลือกันได้ ผมได้เห็นพลังที่ซ่อนอยู่ และพัฒนาพลังนั้นไปสู่การตอบโต้กับทุนที่มาขูดรีด นอกจากนี้ผมเห็นอีกปัญหาหนึ่งคือปัญหาในระดับครอบครัว ที่ไร้ราก และไม่สามารถสืบทอดกันได้

ประพันธ์

                ผมเป็นปกาเกอญอ ได้พบว่าระบบเศรษฐกิจของชุมชน ชาวปกาเกอญอจะมีที่นาที่ไร่ แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงระบบการเกษตรของตนเองมากขึ้นทุกปี อย่างที่แม่แจ่มแต่เดิมมีป่าไม้มากแต่ตอนนี้เปลี่ยนไปมากเพราะมีการปลูกข้าวโพด อย่างนี้ผมเห็นว่าวัฒนธรรมชุมชนอาจจะสู้กับทุนนิยมไม่ได้มากนัก นอกจากนี้เรื่องการศึกษาก็ทำให้น้องๆ ในชุมชนเปลี่ยนไป มีความคิดเปลี่ยนไป ส่วนตัวผมก็อยากหาความสมดุลในการอยู่ร่วมกันเหมือนกันระหว่างวัฒนธรรมชุมชนกับทุนนิยม

นก

                มีสองประเด็นคือ ระบบทุนนิยมไทย และแนวคิดวัฒนธรรมชุมชน มองว่าการต่อสู้นั้นเราจะมีโอกาสหรือไม่มีโอกาสขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์สังคมไทยของเราด้วย จากที่ศึกษามา เห็นว่าประเทศไทยเป็นทุนนิยมที่ยังมีการพึ่งพากันอยู่ มีการแย่งชิงทรัพยากรกันสูง มีการดูดซับคนเข้าไปเป็นแรงงาน  แต่แรงงานเหล่านี้แม้จะได้ค่าแรงน้อยแต่ก็อยู่ได้เพราะกะปิ น้ำปลา ที่ขนไปจากชนบทนี่แหละ และพอโรงงานปิดก็ยังกลับไปอยู่บ้านได้อีก มีชนบทรองรับอยู่ ทำให้เห็นว่าระบบทุนนิยมไทยยังไม่ขูดเต็มที่ ยังไม่สุดขั่ว ทำให้สังคมไทยมีความพิกลพิการ

                อีกส่วนหนึ่งคือไม่อยากให้วัฒนธรรมชุมชนมองชุมชนอย่างหยุดนึ่ง เพราะในระดับชุมชนชาวบ้านมีการปรับตัวและมีการต่อสู้กับทุน เช่นกันปลูกฝักข้าวโพดอ่อน ชาวบ้านมีการปรับตัวและต่อสู้กับทุน ที่นี้คือซีพี แต่ในการปรับตัวก็มีความซับซ้อนขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง

สนั่น ชูสกุล

                การต่อสู้ก็ยังสู้อยู่ทุกวัน ในทุกระดับมีการต่อสู่อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นระดับทางเลือกหรือจะเป็นวาทกรรม

                ในระดับวาทะกรรม ชาวบ้านในชนบทสร้างวาทกรรมการต่อสู้ การต่อรองตลอดเวลา ตัวอย่าง ธกส. ชาวบ้านเรียกว่า ธรณีกรรแสง หรือ ปปต. เรียกว่า ปอมาป่าเตียน หรือคำผู้เฒ่าว่า ยุคนี้คือยุคที่ว่า น้ำไม่ตัก ผักไม่ปลูก ลูกไม่เลี้ยง เหล่านี้คือพลังของการสร้างคำอธิบาย ที่บอกถึงทัศนะจุดยืน เพื่อแสดงท่าทีที่จะต่อรองต่อสู้กับสิ่งที่เข้ามา

                ในระดับการปฏิบัติ ในระดับปัจเจกนั้นตั้งแต่เช้าตื่นนอน ทุกสิ่งอยู่กับการบริโภคใหม่ๆ แต่ในชุมชนนั้นยังมีบรรยากาศของการปรึกษา การหารือกัน ตัวอย่างที่อยากให้มองกันยาวๆ ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงในปี ๓๕-๓๖ ทุกคนจะไปเป็น NICS ทุกคนเคลิ้มกับการอพยพแรงงาน ทำให้บรรยากาศในชุมชนเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ระยะนั้นคนทำงานชุมชนก็ท้อ เพราะในช่วงนั้นคนในหมู่บ้าน ทรัพยากรต่างๆ ถูกดูดออกไปอย่างมาก แต่พอหลังปี ๔๐ เกิดการเลิกจ้างงาน ก็ได้หลังพิงจากความมีน้ำใจ การกลับไปพึ่งพิงจากทรัพยากร ไปทำเกษตรผสามผสาน และเราก็ได้พบว่าคนที่เคยล้มมาแล้วกลับไปทำใหม่กลับมาครั้งนี้ทำได้มาก อย่างแน่วแน่จริงๆ ปักหลักได้อย่างมั่นคง จนประสบความสำเร็จ (อาจเป็นเพราะปัจจัยอย่างอื่นๆ เช่น ทำครั้งแรกอายุยังไม่มากพอ)

                ผมว่าถ้ามองแล้วทั้งด้านวาทะกรรมและการกระทำ มันมีความเป็นไปได้ในตัวของมัน และมองลึกลงไปสิ่งนี้เป็นเรื่องศักศรีดิ์ของความเป็นมนุษย์ เป็นปรัชญา และก็คล้ายกับความเชื่อในอีกหลายๆ แนวคิด

จำนงค์

                ผมคิดว่ามันมีการสู้อยู่ตลอด แล้วทุนนิยมก็มีขึ้นลงและชุมชนก็มีการรุกคืน อย่างกรณีสามจังหวัดถ้ามองให้ยาวผมว่านี่เป็นการโต้กลับ ที่กล่าวไม่ได้หมายความว่าส่งเสริมให้มีการใช้แนวทางเหล่านี้ แต่ให้เห็นว่าในชุมชนก็มีการตั้งรับมีการโต้คืนมีเกิดขึ้นอย่างตลอด ตามความเห็นของผมเห็นว่าจุดบรรจบของทุนและวัฒนธรรมชุมชนคือจุดที่ทั้งสองสู้ได้เท่ากัน เป็นจุดที่เราน่าจะไปให้ถึง

สำรวย

                มีเห็นว่าการสู้ได้เท่าไม่เท่านั้นมันอยู่กับสองเงื่อนไข คือ

  • ๑. มีพลังในชุมชน คือ ชุมชนต้องเข้มแข็งจริงๆ มากกว่าถูกกำหนดจากภายนอก
  • ๒. มีอาวุธ นั่นคือ ป่า น้ำ ดิน ความหลากหลายทางชีวภาพทั้งหลาย ความรู้ในการแปรวัตถุดิบทั้งหลายมาเป็นอาหารต้องมีอยู่ในมือ

กระแต  

                คิดว่าการสู้กับระบบทุนนิยม ต้องมียุทธศาสตร์สองอันคือ ๑ ต้องสร้างวาทะกรรม เราต้องสร้าง    วาทะกรรมที่สู้กับทุนนิยมได้ ๒ รูปธรรมที่ต้องนำเสนอ อย่างเช่นทุนมีเรื่องการค้าเสรี เราต้องหารูปธรรมในการต่อสู้ของเราให้ได้ และกุมสองอย่างนี้ให้แน่นเราจึงจะสู้กับทุนนิยมได้

สมคิด

                เห็นด้วยกับที่พูดถึงเรื่องราก หากเราสามารถหารากของเราได้ ซึ่งไม่นาจะยากถ้ากลับไปหาจากในชุมชน แต่มีคำถามว่าแล้วคนในเมืองที่ไม่มีรากจะเข้าใจได้อย่างไร วัฒนธรรมที่เราคุยกันวันนี้จะอธิบายให้คนในเมืองเข้าใจได้อย่างไร เพราะคนในเมืองไม่มีรากอย่างในชนบท อยากถามว่าเราจะมองตรงนี้อย่างไร เรามองสังคมเมืองอย่างในชนบทได้หรือไม่

                นอกจากไม่มีราก มาสู่เรื่องการสืบทอด หากขาดกระบวนการสืบทอดรากหรือขาดกระบวนการสืบทอดคนรุ่นใหม่แล้วเราจะการรักษาชุมชนไว้ได้อย่างไร

ผู้เข้าร่วมจากทางลาว

                จากที่ฟังแล้ว เคยมีคำพูดจากผู้นำมาร์ก คือการปฏิวัติกรรมาชีพหรือการปฏิวัติชุมชนจะเกิดขึ้นได้ เราต้องร่วมมือกัน การต่อสู้กับทุนนิยมกรรมาชีพทั่วโลกต้องสามัคคีกัน

ผู้เข้าร่วมจากทางใต้

                ขอแลกเปลี่ยนมากกว่า คิดว่าจะมาหาคำตอบได้ว่าอันไหนจะชนะอันไหน วัฒนธรรมชุมชนจะสู้ทุนนิยมได้หรือไม่ ผมเชื่อว่าโดยธรรมชาติมนุษย์ทุกคนมีเรื่องคุณค่าที่ถูกปลูกฝังไว้ หากความเป็นชุมชนนั้นสะท้อนถึงคุณค่านี้มันก็จะไม่มีวันหายไปไหน ยามเย็นก็แสวงหาความร้อน ยามร้อนก็แสวงหาความเย็น ผมเห็นว่าทุนนิยมถ้าโตขึ้นแล้วไปทับส่วนอื่นๆ ไปกินพื้นที่อื่นๆ แล้วมันก็จะถูกตีกลับ เพราะมันไปทำลายคุณค่าที่ฝั่งอยู่ในตัวมนุษย์ และผมก็มีความเห็นต่อเรื่องรากว่าถ้าไร้รากแล้วจะทำอย่างไร สร้างใหม่ได้หรือไม่ ผมมองอย่างหัวมันสำปะหลังคือเมื่อถูกตัดรากก็ต้องสร้างรากใหม่ เมื่อมันถูกตัดรากจากชนบทมาอยู่ในเมือง ก็ต้องสร้างรากขึ้นมาใหม่เพราะคุณค่าเดิมยังคงอยู่ไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ว่ามันอาจจะไม่มีคำตอบเดียวในทุกยุคทุกสมัย แต่คำถามนี้จะมีอยู่ในทุกยุคทุกสมัย

(ปรีชา)

                ขอเอาคำพูดของเติ้ง เสี่ยว ผิง มาพูดต่อนิดที่ว่าวันนี้มีแต่ทุนนิยมเหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียวในโลก ส่วนสังคมนิยมนั้นตายแล้ว เติ้ง เสี่ยว ผิง บอกว่านั่นเป็นคำพูดของคนวิกลจริต เพราะมันไม่มีแน่นอน มันไม่มีวันเป็นแบบนั้น ผมว่าที่ผ่านมาไม่มีรัฐบาลใดที่สร้างคุณูปการต่อประชาชนนักหน้า และตอนนี้อำนาจรัฐกำลังอ่อนตัวเพราะกำลังต่อสู้กันเองอยู่ เราจึงน่าจะใช้ช่วงนี้ทำอะไรกันให้มากหน่อย แต่ไม่อยากให้รณรงค์กันถึงขั้นกลับไปใช้ส้วมหลุม แบบนี้คงไม่สำเร็น และผมมีความเห็นว่า ว่าเราจะสู้ได้มั้ย ผมเชื่อว่าเราทำได้ เพราะวิวัฒนาการมันเป็นไปทางนั้น

อูฐ

                เราได้คุยกันเรื่องสังคม ชุมชน และวกเข้ามาที่ตนเอง ผมว่าผมได้มาก ได้ฟังแนวคิดวัฒนธรรมชุมชนเป็นชุดและได้เข้าใจมากขึ้น จากเดิมที่เคยคิดเรื่องที่ว่าคนชนบทอพยพเข้าเมืองจนถึงขั้นชนบทร้าง แต่พอฟังวันนี้ก็มาเข้าใจได้ว่า ถึงเค้ามาอยู่แต่สุดท้ายแล้วเค้าก็กลับไป เพราะว่าสายสัมพันธ์หรือคุณค่าเค้าอยู่ตรงนั้น ผมว่าเราต้องเข้าใจ เราต้องมองสังคมในมุมมองใหม่ๆ เราต้องรู้ว่าคุณค่ามันอยู่ที่ไหน ผมว่าการต่อสู้อาจจะเปลี่ยนก็ได้ อาจจะง่ายดายกว่าที่เราคิดก็ได้ อยากให้เรามองสังคมในสายตาใหม่ๆ

สนั่น ชูสกุล

                ประเด็นมีมาก แต่ขอเลือกตอบคำถามที่ว่าเราจะสร้างรากได้อย่างไรให้คนสังคมเมือง คือ เราจะต้องไปหาเมล็ด และปลูกด้วยเมล็ด

ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ

                ผมเห็นว่าเราต้องศรัทธาในความเป็นมนุษย์ เพราะมนุษย์ไม่ยอมศิโรราบกับการให้มีคนมาทำลายความเป็นมนุษย์ ถ้าเรามองลึกลงไปในสังคมเมืองหรือในสังคมชนบทเราจะเห็นการต่อสู้กับทุนนิยมในทุกๆ ที่ ทุกปริมณฑล ทั้ง การศึกษาทางเลือก เกตรทางเลือก ฯลฯ เพียงแต่เราต้องหาให้เจอ แล้วช่วยกันรดน้ำพรวนดิน

                ผมเห็นว่ากระแสทางเลือกโตขึ้นทุกวัน ไม่เคยหยุด เพียงแต่ว่าเราอยากเห็นอะไรที่มันเปลี่ยนแปลงเร็วๆ แล้วมันก็ไม่ได้ดั่งใจ ซึ่งในความเป็นจริงมันเดินไปที่ละก้าวสองก้าว และกระแสวัฒนธรรมชุมชนไม่ได้อยู่ในชนบทอีกต่อไป ตอนนี้ชนชั้นกลางกำลังรับเรื่องทางเลือกต่างๆ มาเป็นประเด็นที่ตนเองจะผลักดันต่อไป ทั้ง GNH สุขภาพทางเลือก กลุ่มธุรกิจเพื่อสังคม เห็นคนไปปฏิบัติธรรม ฯลฯ และผมเห็นว่าต่อไปนี้ขบวนการต่อสู้กับทุนนิยมที่เราจะเอาทรัพยากรธรรมชาติ เอาคุณค่า เอาเยาวชนของเราคืนจะเกาะเกี่ยวกันเป็นขบวนที่ใหญ่มาก

                และภาคบ่ายเราจะเห็นอีกพลังหนึ่งคือพลังทางศาสนา ส่วนตัวผมเห็นว่าพลังทางศาสนาและวัฒนธรรมเป็นเรื่องที่มีคู่กันมาตลอด และผมคิดว่าถ้าเสริมกันดีๆ เราจะอยู่กับทุนนิยมได้ อย่างมีคุณค่าและมีศักศรีดิ์ และแย่งพื้นที่มาจากทุนนิยมได้ต่อไป


 

เกริ่นนำการเสวนาภาคบ่าย

                กระแสคิดหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นแนวคิดที่มีอิทธิพลต่อนักคิดนักเขียน นั่นคือ แนวคิดธัมมิกสังคมนิยมของท่านอาจารย์พุทธทาส และมีอิทธิพลสำหรับนักคิด นักกิจกรรม ครั้งนี้จึงยังเป็นครั้งแรกๆ ในหลายสิบปี ที่มีความพยายามหยิบยกแนวคิดธัมมิกสังคมนิยมมาใช้ให้เกิดความเชื่อมโยงกับการเติบโตของสังคมต่อไป

ความคิดเห็น

เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่แสดงความคิดเห็นได้
กรุณาเข้าสู่ระบบหรือสมัครสมาชิก

Powered by AkoComment 2.0!

ลงนามกำลังใจ
สมัครสมาชิกเว็บไซต์
ติดต่อเรา
เพื่อนบ้าน
กระดานสนทนา
ข่าวฝากประชาสัมพันธ์
Email 4 Staff
หนังสือแนะนำ
สินค้าน่าสนับสนุน
ช่วยคนชราธิเบตพลัดถิ่น
ภาพความหมาย
post 03_resize.jpg
ปักหมุดประกาศ

Image ร่วมทำบุญเพื่อช่วยเหลือคนชราธิเบตพลัดถิ่นในอินเดีย ที่อาศัยอยู่ในบ้านพักคนชรา อายุตั้งแต่ ๗๐ ปีขึ้นไปได้มีโอกาสเข้าฟังธรรมจากองค์ทะไลลามะและแสวงบุญ ณ เมืองพุทธคยาในบั้นปลายของชีวิต รายละเอียดเพิ่มเติม

Image ปาจารยสาร ฉบับ "การศึกษาทางเลือก การเดินทางเพื่อกลับไปจุดเดิม? 
||
สมัครสมาชิก || บอร์ดชาวปาจารยสาร || 
ปีที่ 32 ฉบับที่ 6 กรกฎาคม-สิงหาคม 2551
- การศึกษาเพื่อการครอบงำ
- บทเรียนแห่งการปฏิรูปการศึกษา
- สู่การศึกษาทางเลือก
- ทางเลือกของทางเลือก
- แพทย์แผนทิเบตศาสตร์แห่งอดีต เพื่อรักษาปัจจุบัน
- ศานตินิเกตัน สถาบันชีวิต
- เวียตนามในความทรงจำนักปั่น
  

 อยากอ่านติดต่อไปที่ โทรศัพท์ 02- 8603527 หรืออีเมล์

Image สารเพื่อนเสม  ข่าวสารองค์กรเครือข่าย มูลนิธิเสฐียรโกเศศ - นาคะประทีป จดหมายข่าวราย 2 เดือน ปีที่ 4 ฉบับที่ 32 พฤศจิกายน-ธันวาคม 2551
+ จุดเปลี่ยน / กฤตยา ศรีสรรพกิจ
+ ช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิต / วารุณี ไม้ตราวัฒนา
+ ในอ้อมกอดของขุนเขาและเหล่ากระบวนกร / พูลศรี ไชยประสิทธิ์
+ วัยเด็ก ..ต้นไม้แห่งความทรงจำ : นาทีชีวิต ตอน 2
+ Tokyo Tower : แม่ครับ...ผมรักแม่/ จากบทภาพยนตร์
+ สุนทรียสนทนา / วิทยากร โสวัตร  
 อ่านสารเพื่อนเสม
 

สถิติ
ผู้เยี่ยมชม: 3159515
   หน้าแรก arrow สิกขาปริทัศน์ (บทความ) arrow สรรสาระ arrow สรรสาระ:วิเคราะห์สังคมไทยเพื่อสังคมทางเลือกในอนาคต จากสายคิดวัฒนธรรมชุมชน และแนวคิดธัมมิกสังคมนิยม-1