+ + + + + ยินดีต้อนรับสู่ www.semsikkha.org + + + + + + + + + + ยินดีต้อนรับสู่ www.semsikkha.org + + + + +
ปฏิทินกิจกรรม
พฤศจิกายน 2008 ธันวาคม 2008
สัปดาห์ที่ 44 1
สัปดาห์ที่ 45 2 3 4 5 6 7 8
สัปดาห์ที่ 46 9 10 11 12 13 14 15
สัปดาห์ที่ 47 16 17 18 19 20 21 22
สัปดาห์ที่ 48 23 24 25 26 27 28 29
สัปดาห์ที่ 49 30
Login Form
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
เครือข่ายของเรา
Baandin.org
Sulak-sivaraksa.org
suan-spirit.com
siambaandin
semsikkhalai
สำนักพิมพ์เสมสิกขาลัย
สถาบันต้นกล้า
เสขิยธรรม
มันตรานิวาส
ป๋วยเสวนาคาร
ตัวกูของกู มิวสิค
wechange555.com
INEB
เคล็ดไทย

สนใจแลกลิงค์




สรรสาระ:วิเคราะห์สังคมไทยเพื่อสังคมทางเลือกในอนาคต จากสายคิดวัฒนธรรมชุมชน และแนวคิดธัมมิกสังคมนิยม-2 PDF พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย รายงานโดย ทีมงานอาศรมวงศ์สนิท   

สังคมไทย เพื่อสังคมทางเลือกจากสายคิดธัมมิกสังคมนิยม
โดย ประชา หุตานุวัตร

                ผมอยากชี้แจงว่าจะนำเสนอเป็นสี่ตอนใหญ่ๆ ขอให้มีคำถามเป็นตอนๆ

               ผมว่าผมได้เปรียบที่ได้ฟังในช่วงเช้า ซึ่งช่วยได้มาก เพราะเป็นส่วนที่ไม่ได้ลงไปคลุกคลี ทีนี้ก่อนที่จะเข้าเนื้อหา ผมขอพรรณนาก่อนว่าผมไม่อยากเป็นตัวแทนหรือกระบอกเสียงของสายนี้ ผมมีนิสัยที่ชอบเป็นคนชายขอบของแต่ละสายคิดมาตลอด ในแง่นี้ผมอยากรายงานความคิดของท่านอาจารย์พุทธทาส ซึ่งในการรายงานนั้นเป็นเรื่องยากที่หลีกเลี่ยงตัวตนหรือความคิดของผมในแง่ของการตีความ หรือจับประเด็นความคิดของท่านมาเชื่อมโยงกัน ดังนั้นสิ่งที่ผมจะเสนอ ผมจึงเลี่ยงไม่ได้ในเรื่องของการเชื่อมโยงและการตีความในบางประเด็นด้วย

 

                ในวันนี้ก็จะมีอยู่ใน ๔ ประเด็นใหญ่ด้วยกันคือ

 

                - หลักพื้นฐานหรือความคิดพื้นฐานของท่านอาจารย์พุทธทาสซึ่งเป็นตัวอธิบายความคิดของท่าน

                - การนำฐานคิดมาวิเคราะห์สังคม

                - จากฐานคิดมาสู่ภาพสังคมในอุดมคติ

                - วิธีทางที่จะไปสู่ธัมมิกสังคมนิยม

                และก่อนจะเริ่มผมขอพูดถึงบริบทของท่านอาจารย์สั้นๆ เพราะจากที่ท่าน อาจารย์ปยุต เคยบอกไว้ว่า"บางคนไปอ่านหนังสือของท่านบางส่วนบางเล่ม เห็นข้อความบางอย่างก็จับเอาไปว่าท่านคิดเห็นอย่างนั้น ถ้าเราไม่รู้ความเป็นมาเป็นไปเลย ไม่รู้แนวคิดพื้นฐานกว้างๆของท่าน เราก็มองไปตามความคิดความรู้สึกของเราเอง เท่ากับเราตีความตามที่ตัวเองต้องการ ก็ทำให้เกิดปัญหายุ่งกันใหญ่" ดังนั้นผมเห็นว่าจำเป็นที่ต้องเข้าใจบริบทของท่านอาจารย์ก่อน

  • ๑. ชีวิตของอาจารย์พุทธทาส
  • - ท่านเกิดปลาย ร. ๕
  • - ท่านได้สัมผัสกับงานเขียนของเทียนวรรณ
  • - ท่านไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงในปี พ.ศ.๒๔๗๕ สวนโมกข์นั้นก่อตั้งก่อน ๒๔๗๕ เป็นเวลา ๑ เดือน พอหลังจากมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ท่านได้เทศน์ในหมู่บ้าน ท่านได้เห็นการรัฐประหารต่างๆ ตลอดในช่วงชีวิตท่าน ซึ่งท่านเห็นว่าคำต่างๆ ในการปฏิวัติ เช่น เสรีภาพ ภารดรภาพ เป็นคำธรรมมะ และท่านเห็นว่าการเมืองนั้นออกจากธรรมมะไปเรื่อยๆ มากขึ้นทุกขณะ ดังนั้นการที่ท่านเขียนธัมมิกสังคมนิยมขึ้นเพื่อเป็นการเสวนาวิสาสะกับขบวนการ ท่านคิดว่าโลกกับธรรมแยกจากกันไม่ได้ ท่านเป็นคนแรกที่ยืนยันเรื่องนี้ชัด
  • - ท่านอาจารย์เป็นคนไชยา และสภาพบ้านเมืองที่ท่านเห็นในไชยามีข้อมูลให้ท่านคิดในเรื่องธรรมมะ และเชื่อมโยงกับสายคิดวัฒนธรรมชุมชนได้อย่างดี เพราะอาจารย์ท่านยกตัวอย่างหลายเรื่องที่มาจากวัฒนธรรมในท้องถิ่น
  • ๒. บุคคลิกของท่าน
  • - ท่านเป็นนักจับประเด็นมาตลอดตั้งแต่ในวัยเด็ก คิดกระทั่งว่าจะเลี้ยงปลากัดให้ดีได้อย่างไร และท่านใช้วิธีจับประเด็นแยกแยะแม้ในเรื่องการทำอาหาร
  • - ท่านมีความเป็นขบถ เพราะท่านมีความกล้าที่จะเห็นต่างจากกรอบความคิดเดิม ที่ท่านออกไปอย่างมากคือออกจากกรอบของเถรวาท ท่านออกไปหามหายาน คริสต์ หรือเต๋า แต่ในขณะเดียวกันท่านก็ไม่ทิ้งเถรวาท
  • ๓. ท่านอยู่กับพระไตรปิฏกมาตลอดชีวิต หลายเรื่องที่ออกมาจึงมีภูมิหลังที่ออกมาจากฝ่ายเถรวาท
  • ๔. ท่านคิดเป็นระบบเกี่ยวโยงกัน เราต้องเข้าใจในหลายๆ ด้าน ดังนั้นการจับในบางส่วนบางด้านมาเราจะเข้าใจได้แคบ เช่นเรื่องที่ฝ่ายซ้ายมักตั้งคำถามว่าความคิดของท่านเป็นวัตถุนิยมหรือไม่

หลักพื้นฐานคิดหรือความคิดพื้นฐานของท่านอาจารย์พุทธทาส

  • ๑. เชื่อว่าจักรวาลเป็นสิ่งมีชีวิตและทั้งจักรวาลมีวิวัฒนาการไปสู่ความเป็นพุทธโดยธรรมชาติ
  • ๒. เชื่อว่ามนุษย์เป็นไปตามกฎธรรมชาติและมนุษย์มีธรรมชาติของตัวเอง
  • ๓. การจัดระบบการเมืองจะต้องเป็นไปตามกฎธรรมชาติ รูปแบบทางการเมืองยังเป็นรอง จะเป็นประชาธิปไตย หรือสังคมนิยม หรือเผด็จการก็ได้
  • ๔. เชื่อว่าธรรมชาติของจักรวาลเป็นสังคมนิยมโดยพื้นฐาน คือทำงานแบบสังคมนิยม
  • ๕. หลักสำคัญของสังคมนิยมคือ การไม่เอาส่วนเกิน
  • ๖. ความคิดเรื่องความเสมอภาคและภารดรภาพ

                ในเรื่องแรก ท่านว่าไม่มีอะไรนอกเหนือธรรมชาติ ทุกสิ่งที่ดำรงอยู่ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติแม้แต่เทพ หรือพระผู้เป็นเจ้าก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ดังนั้นความหมายของธรรมชาติกว้างขวางมาก ท่านเห็นต่างจากความคิดฝรั่งในเรื่องธรรมชาติ ท่านว่าวิทยาศาสตร์นั้นไม่ได้เอาตัวมโนภาพมาเป็นส่วนหนึ่งในการคิด ซึ่งนี่เป็นความผิดพลาด และธรรมชาติที่ดำรงไปนั้นมีกฎตายตัว ซึ่งกฎนั้นท่านนำมาจากพระไตรปกฎกที่พูดถึงว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระตถาคตทั้งหลายจะเกิดขึ้นก็ตาม พระตถาคตทั้งหลายจะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม ธรรมธาตุนั้นย่อมตั้งอยู่แล้วนั่นเทียว ตั้งอยู่ในฐานะเป็นธรรมดาแห่งธรรม เป็นกฏตายตัวแห่งธรรมดา" ธรรมชาติที่ตั้งอยู่แล้วนั่นเทียว ที่ท่านอาจารย์ว่าเป็นกฎธรรมชาติ ก็คืออิทัปปัจยัตตา ปฏิจจสมุปบาท อริยสัจสี่ ไตรลักษณ์ ท่านถือว่าเป็นกฎธรรมชาติที่ครอบคลุมทุกสิ่งในจักรวาล ซึ่งถ้าเราจะจัดระบบหรือชีวิตมนุษย์ให้มีความสุขจะต้องเป็นไปตามกฎอันนี้

                และกฎธรรมชาตินี้ท่านชี้ให้เห็นว่ามีไม่เพียงแต่ในศาสนาพุทธ ในฮินดูก็เรียกว่าไกรวัลยธรรม ทางจีนเรียกว่าเต๋า ในแง่นี้วิทยาศาสตร์มีส่วนแต่เพียงส่วนน้อย เพราะวิทยาศาสตร์แบบที่ชั่ง ตวง วัดได้ เป็นเพียงส่วนน้อยที่จะเข้าใจกฎธรรมชาติ

ธรรมชาติของมนุษย์ในทัศนะของท่าน

                ท่านมองว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ  แต่มนุษย์สามารถเปลี่ยนสัญชาตญาณมาเป็นภาวิตญาณได้ และเพราะมนุษย์มีสิ่งนี้มนุษย์จึงเป็นสิ่งเดียวในจักรวาลที่ต้องมีความรับผิดชอบทางศีลธรรม สัตว์ไม่ต้องมีเพราะสัตว์ทำตามสัญชาตญาณ และมนุษย์นั้นดีกว่าเทพเพราะมนุษย์นั้นอยู่ในสถานะที่เห็นธรรมมะได้ดีกว่า มีการเล่ากันว่าเทวนานั้นเวลาจะจุติอยากจะมาจุติที่โลกมนุษย์ ถือว่าเป็นการเกิดที่ดีกว่า  และถ้ามนุษย์ต้องการสงบสุขต้องเห็นว่าอริยสัจย์สี่เป็นแผนที่ใหญ่ไม่ว่าจะส่วนตัวหรือส่วนสังคมก็ตามนั่นคือ ถ้าเราต้องการสังคมดี ต้องลดกิเลสตัณหาของมนุษย์ และเพิ่มอริยสัจย์สี่หรือตัวกุศลทั้งหลาย

การจัดระเบียบสังคม

                การจัดระเบียบสังคมต้องเป็นตามกฎธรรมชาติที่กล่าวมา ส่วนรูปแบบจะเป็นสังคมนิยม ประชาธิปไตย เป็นราชาธิปไตยหรืออะไรก็ตาม ยกเว้นเสรีนิยม เพราะเสรีนิยมขัดกับกฎธรรมชาติขัดกับหลักธรรมมะ เรื่องนี้เป็นประเพณีคิดของฝ่ายพุทธมาเพราะตั้งแต่สมัยของพระพุทธเจ้านั้น มีรัฐสองแบบ คือ แบบแคว้นโกศลคือมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และแบบวัชชี คือปกครองเป็นหมู่คณะ แต่แนวคิดที่ดีที่สุดของท่าน ท่านว่าต้องเป็นประชาธิปไตยแบบเผด็จการ ความหมายโดยรวมๆ คือ เป็นแบบคณะสงฆ์ ไม่มีใครเป็นหัวหน้าใหญ่ ไม่ใช่ระบบสังฆราชาแบบที่มีในขณะนี้ที่นี้เกิดเพราะสังคมไทยยอมประนีประนอมกับศักดินา และในสมัยพระพุทธเจ้าไม่มีเพราะตอนที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานท่านตรัสไว้ว่าให้ธรรมะเป็นใหญ่  

ธรรมชาติของจักรวาลเป็นสังคมนิยมคือ การไม่สะสมส่วนเกิน

                ท่านว่าจักรวาลหรือดวงดาวทั้งหลายนั้นทำงานแบบสังคมนิยม เพราะถ้าไม่ทำงานแบบสังคมนิยมดาวจะชนกันหมด โลกคงระเบิด และนอกจากจะทำงานแบบสังคมนิยมแล้วยังวิวัฒนาการแบบสังคมนิยมด้วย และในทางศาสนามีตำนานต้นกำเนิดแห่งความเป็นรัฐว่า แรกเริ่มเดิมทีนั้นไม่มีรัฐ แต่เมื่อคนเริ่มสะสมส่วนเกิน คือมีการไปเก็บข้าวสาลีมาสั่งสม ระบบมันเลยเปลี่ยน และเกิดความวุ่นวายเพราะเมื่อมีคนหนึ่งสะสมก็มีคนหนึ่งขาด จึงเกิดการทะเลาะเบาะแว้ง จึงเกิดความเป็นรัฐขึ้นมาโดยสมมติให้ใครคนหนึ่งขึ้นมาเพื่อมาจัดการ เป็นคนที่มีสติปัญญา เป็นคนที่มีบุคคลิกภาพที่ดีด้วย เป็นคาริสม่าถ้าเรียกเป็นภาษาสมัยใหม่ นี่เป็นที่มาเป็นของสมมติราช เป็นคติของฝ่ายพุทธที่ตรงข้ามกับเรื่องเทวราช ที่ว่าพระราชามาจากเทพ แต่นี่ถือว่าพระราชาเป็นคนธรรมดาและคนสมมติให้เป็น ฉะนั้นรัฐไทยที่มีลักษณะประชาธิปไตยมากพระราชาจะเรียกตัวเองว่าเป็น อเนกนิกรสโมสรสมมติ คือข้าราชการทั้งหลายเป็นผู้เลือกกันขึ้นมา การสืบสันขติวงศ์แบบเชื้อสายเริ่มขึ้นในรัชการที่ ๕

                คณะสงฆ์เกิดขึ้นครั้งแรกก็ใช้หลักสังคมนิยม และพระไม่มีทรัพย์สินส่วนตัว มีเพียงของใช้จำเป็นแม้จีวรจะมี ๔ ผืนยังไม่ได้ ถ้าจะมีผืนที่ ๔ ก็ต้องเป็นวิกัตคือ เป็นของสงฆ์

                สรุปใจความหลักคือโดยธรรมชาตินั้นเป็นแบบสังคมนิยม ทำงานและวิวัฒนาการแบบสังคมนิยม ในธรรมชาติและแม้กระทั่งในตัวเราเองก็เป็นสังคมนิยม และสังคมนิยมที่ท่านว่าคือ การไม่เอาส่วนเกิน ไม่สะสมส่วนเกิน ซึ่งถ้าไม่สะสมก็ไม่มีอะไรขาด ดังนั้นทุนนิยมที่สั่งสมส่วนเกินท่านจึงถือว่าเป็นอวิชชา นอกจากนั้นยังเป็นการเอาไปถลุงเล่นด้วย

                ท่านเห็นว่า ถ้าทุกคนอธิษฐานจิตของตนเป็นว่าไม่เอาส่วนเกิน โลกนี้ก็เปลี่ยนทันที เปลี่ยนเป็นโลกพระศรีอารย์

ความเสมอภาคแบบพุทธ

                ท่านเห็นว่าพุทธเชื่อเรื่องความเสมอภาค แต่เสมอภาคในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าเหมือนกัน แต่ว่าเสมอภาคในที่นี้คืออยู่ใต้กฎธรรมชาติเดียวกัน เพราะว่า

                ทุกคนเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย คืออยู่ภายใต้วัฎสงสาร

                ทุกคนมีพุทธภาวะในตนเอง ไม่ว่าจะมาจากวรรณะใดก็ตาม ดังนั้นวรรณะตามชาติกำเนิดเป็นสิ่งที่ขัดกับกฎธรรมชาติ แต่ท่านอาจารย์บอกว่าวรรณะที่แบ่งกันตามหน้าที่การงานนั้นต้องมี และเป็นไปตามกฎธรรมชาติ ท่านไม่เห็นด้วยกับความเสมอภาคที่ทุกคนเหมือนกันหมด ท่านเห็นว่าบางอาชีพต้องมีฐานะสูงกว่าบางอาชีพ เช่น ผู้พิพากษาหรือครูนี่ต้องตั้งไว้ในฐานะปูชนียบุคคล จะมาเสมอคนอื่นไม่ได้ ผมก็พยายามหาว่าท่านพูดเรื่องผู้หญิงอย่างไร ผมพบว่าท่านอาจารย์เขียนประวัติพระพุทธเจ้าไว้ว่า พระพุทธเจ้าเป็นนักปฏิวัติ ที่ล้มเรื่องระบบวรรณะและให้สิทธิสตรีในการบวชเสมอภาคเท่ากับผู้ชาย แต่ว่าระยะหลังๆ พอท่านอาจารย์เห็นการต่อสู้ของนักสิทธิสตรีท่านบอกว่ามันบ้า ที่จะให้ผู้หญิงไปทำแบบผู้ชายเหมือนกับผู้ชาย ท่านว่าหน้าที่มันต่างกัน ธรรมชาติสร้างให้มาต่างกัน มีศักดิ์ศรีเสมอกันแต่ว่าหน้าที่ต่างกัน

                ดังนั้นสังคมต้องมีความลดหลั่น มีต่ำมีสูง แต่ว่าช่องว่างต้องไม่กว้างจนเกินไป และต้องมีความเคารพกันรวมไปถึงการเคารพ กรวด ทราย และต้องมีระเบียบวินัย

                มีความลดหลั่นของท่านอาจารย์ ผมตีความว่า ท่านอาจารย์เสนอเรื่องความประนีประนอมทางชนชั้น ท่านไม่เสนอเรื่องการต่อสู้ทางชนชั้น ดีไม่ดีอันนี้ถกเถียงกันได้ ที่ท่านว่ามนุษย์นั้นต้องมีชนชั้น แต่ไม่ใช่ชนชั้นที่มาจากชาติกำเนิด แต่มาจากหน้าที่การงานที่แตกต่างกัน

               

ถาม-ตอบ และร่วมแสดงความคิดเห็น

กระแต

                จากที่ฟังหากมองตามหลักสิทธมนุษยชนนั้น ก็คือแต่ละคนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เหมือนกัน มีสิทธิในความต้องการขั้นพื้นฐาน แต่ความคิดของท่านนั้นขัดกับหลักสิทธิมนุษยชนคือท่านมองในเรื่องอาชีพมากกว่า แทนที่จะเป็นเรื่องความเสมอภาคจริงๆ หรือความเสมอภาคในเรื่องของผู้หญิง เพศ นั่นคือมองว่ามีสรีระร่างกายที่แตกต่างจากชาย มีการตั้งท้อง แต่ถ้าเป็นหน้าที่เชิงสังคม ตามหลักสิทธมนุษยชนแล้วคือทุกคนมีสิทธิเข้าถึงหน้าที่ต่างๆ ทางสังคมเท่าๆ กัน อันนี้ไม่แน่ใจว่าท่านพูดประเด็นนี้ชัดเจนไว้อย่างไร อันนี้เป็นประเด็นที่เป็นห่วง คิดว่าขยายความคิดท่านยังไม่ชัดเจนมากนัก

ประชา หุตานุวัตร

                ผมว่าต้องมีการทำการบ้านต่อในเรื่องนี้ ต้องมีการศึกษางานท่านแล้วมาดูมาคุยกัน ผมศึกษาตามข้อมูลที่มีอยู่ในมือ ก็เห็นว่ามีสองด้านคือ หนึ่งให้สตรีมีคุณค่าเท่าชายในด้านที่สามารถเข้าถึงความเป็นมนุษย์สูงสุด แต่พอมาพูดถึงหน้าที่บทบาท ท่านว่าถ้าให้เหมือนกันนี่บ้า ตรงจุดนี้ผมอาจจะผิดก็ได้จากที่ได้จากที่ผมได้ศึกษางานเกี่ยวกับผู้หญิง ที่เป็นสองสกุลใหญ่ๆ คือ สกุลที่เน้นความเหมือนและสกุลที่เน้นความต่าง ตามความเห็นผมว่าท่านเน้นไปทางสิทธิสตรีในสกุลที่เน้นความต่างระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายมากกว่า           และแนวคิดเรื่องเผด็จการของท่านนั้นคือ เป็นนายกสามารถสั่งปิดโฆษณาสินค้า ไม่ให้มีการส่งเสริมโลภจริตในคน เปลี่ยนการศึกษาทั้งหมดไม่ให้คนแข่งขันกันแต่ให้เรียนในเรื่องที่ส่งเสริมให้คนสามัคคีกัน เผด็จการแบบนี้ท่านถือว่าใช้ได้และเปลี่ยนแปลงได้เร็ว

ลภาพรรณ

                ในเรื่องชนชั้น ในระบบสามัคคีธรรม ท่านอาจารย์ว่าให้คัดเอาคนวรรณะกษัตริย์มาเป็นชนชั้นปกครอง ด้วยเหตุผลว่าเป็นคนในพืชพรรณดีและมีการอบรมกันมาดี อย่างนี้มันจะขัดกับปัจจุบันที่เราเห็นว่าทุกคนมีพุทธภาวะ

ประชา หุตานุวัตร

                อันนี้ต้องตีความท่านให้ดี ส่วนตัวผมอ่านไม่เจอว่าท่านให้เลือกเฉพาะวรรณะกษัตริย์ แต่ท่านบอกว่า การถือวรรณะตามชาติกำเนิดนั้นเลิกได้ แต่วรรณะตามหน้าที่ต้องมี ถ้าจะตีความช่วยท่านคือว่า กลุ่มที่ฝึกกันมาด้านนี้มันสามารถทำด้านนี้ได้ดีว่ากลุ่มอื่น แต่ไม่ได้อยู่ที่เชื้อชาติ ไม่ได้อยู่ที่ชาติกำเนิด

ผู้เข้าร่วมทางลาว

                อยากถามว่าอาจารย์พุทธทาสมีความเห็นอย่างไรเรื่องศาสนาและวิทยาศาสตร์

ดอน

                เป็นข้อสงสัยมากกว่า ท่านพุทธทาส ผมเข้าใจว่าแนวคิดของท่านโน้มไปทางด้านศาสนาพุทธ ผมจึงสงสัยว่าแล้วจะมีที่อยู่ที่ยืนให้คนที่ไม่ใช่พุทธหรือคนที่ไม่มีศาสนา ไปถึงลัทธิการเมืองอื่นๆ จะมีที่อยู่ให้กับกลุ่มเหล่านี้หรือไม่ หรือแม้แต่ปัจเจกบุคคลที่เค้าไม่สนใจธัมมิกสังคมนิยมเค้าจะอยู่ส่วนใด

ประชา

                สำหรับเรื่องทางวิทยาศาสตร์ ผมขอตอบว่าท่านอาจารย์ให้วิทยาศาสตร์มาก เพียงแต่ใช้สมมติฐานที่ต่างกัน นั่นคือฝ่ายตะวันตกไม่มีสมมติฐานเรื่องวิญญาณธาตุ ธาตุที่เป็นตัวจิต ขณะเดียวกันมองว่าจิตเป็นผลได้ของวัตถุซึ่งเป็นความผิดพลาดทางวิทยาศาสตร์ และถ้าย้านฐานเรื่องนี้ได้ท่านเห็นว่าการค้นคว้าหรือการพัฒนาต่างๆ จะเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือ เปลี่ยนเป็นอีกแบบ

                สำหรับเรื่องศาสนาอื่น ผมขอตอบว่า ท่านมองตัวธรรมมะเป็นธรรมชาติหรือกฎธรรมชาติ ไม่ใช่ของศาสนาใดศาสนาหนึ่งโดยเฉพาะ และท่านอาจารย์เคยพูดว่าไม่จำเป็นต้องมีศาสนา และตัวธรรมมะสูงสุดนั้นท่านเชื่อว่าทุกศาสนามีอยู่ แต่เรียกต่างกันเท่านั้นเอง และมีตอนหนึ่งที่ท่านพูดไว้ชัดเจนว่า เราต้องเตรียมพร้อมที่จะอยู่กับคนที่เชื่อต่างจากเราด้วย

การวิเคราะห์สังคมในสภาพปัจจุบัน

                เรื่องแรก ท่านเห็นว่าสังคมสมัยใหม่นั้นขัดกับกฎธรรมชาติ เพราะว่า ไปส่งเสริมเรื่องกิเลสตัณหาไปส่งเสริมเรื่องการกินดีอยู่ดี ท่านเห็นว่าผิด อย่างสมัยจอมพลสฤษดิ์ว่า งานคือเงิน เงินคืองาน บรรดาลสุข หรือ ศึกษาดี มีเงินใช้ ไร้โรคา พาให้สุขสมบูรณ์ ที่ผมตีความคือ ท่านอาจารย์ต่อต้านและวิจารณ์ทั้งสังคมนิยมและทุนนิยม ที่เน้นและให้ความสำคัญที่วัตถุ สองอันนี้ต่างกันอยู่ที่ว่าอันหนึ่งเน้นความกินดีอยู่ดีของคนทั้งหมด แต่อีกอันเน้นความกินดีอยู่ดีของคนเพียงส่วนน้อย แต่ลึกๆ แล้วทั้งสองนั้นมุ่งที่ความสุขทางวัตถุนิยมเป็นหลัก ท่านต่อต้านวิจารณ์ทุนนิยมว่าผิดหลักธรรมชาติและศาสนาพุทธ โดยใช้คำแรงๆ ว่า "เสรีประชาธิปไตยเป็นระบบที่เปิดโอกาสให้ทำนาบนหลังกันและกันอย่างไม่มียางอาย ส่วนสิทธิเสมอภาคคือใครกอบโกยได้กอบโกยเอา ใครมีอำนาจได้มีอำนาจเอา ใครจะบังคับเข่นฆ่าผู้อื่นก็บังคับเข่นฆ่าเอา ฉะนั้นคนที่มีกำลังทรัพย์ กำลังปัญญา กำลังอาวุธ และมีกำลังชอบทำที่จะทำร้ายผู้อื่นก็ทำร้ายเอา เค้าเรียกกันว่ายุติธรรม" ท่านวิจารณ์ระบบทุนิยมรุนแรง และท่านเห็นด้วยว่าระบบทุนในปัจจุบันมันเป็นระบบทุนโลกด้วย คือมีทุนจากต่างประเทศมาคุมอีกทีหนึ่ง

                ส่วนสังคมนิยมท่านเห็นว่ามันไม่ต่างกันเท่าไหร่ ในแง่นี้มันขัดกฎธรรมชาติ ที่มีการบับคับ ดังนั้นคอมมูนต่างๆ จึงพังและท่านพูดไว้ว่า "สังคมนิยมก็คือการรวมหัวกันเพื่อผลประโยชน์ของตนนั้นเอง หรือเพื่อแก้ไขเพื่อผลประโยชน์ของตัว ของพวกตัว ปากก็ว่าเพื่อผลประโยชน์ของโลก เป็นสังคมนิยมแบบตัวกูของกูทั้งนั้น หรืออย่างน้อยที่สุดเป็นแบบตัวกูใหญ่ๆ ที่กดไว้ด้วยอำนาจ พอล้างมือเมื่อไหร่ก็ไม่เป็นสังคมนิยมหรอก" นี่ท่านพูดไว้ก่อนโซเวียตจะแตก และท่านพูดถึงขนาดว่าพวกที่ต่อต้านนายทุนทั้งหลายพอต่อต้านเสร็จก็กลับไปเป็นทุนอีก

                เรื่องที่สอง ท่านวิจารณ์ระบบการศึกษาอย่างรุนแรงว่าส่งเสริมสัญชาติญาณของสัตว์ คือทำให้คนฉลาดจริงแต่ทำให้คนไม่ต่างจากสัตว์ เป็นการศึกษาแบบหมาหางด้วน และท่านพูดถึงผลเสียของการศึกษาในปัจจุบันมากมาย ที่ทำให้คนไม่อยากทำไร่นา ทำให้คนหลงใหลในเทคโนโลยี ถอนรากจากบรรพบุรุษ ทั้งหมดทั้งมวลท่านว่าเพราะเราตามแบบฝรั่ง เมื่อเราเกี่ยวข้องกันมากชาติมากภาษา คือในโลกนี้ โอกาสที่ชาติใดชาติหนึ่งจะเอาประโยชน์อย่างได้เปรียบมันก็เกิดขึ้นเรียกว่าขยายตัวทางการเมืองอย่างไม่เป็นธรรม เมื่อพวกฝรั่งเค้ามาเค้าก็พบโอกาสที่จะเอาเปรียบมากขึ้นกว่าตอนอยู่ที่บ้านเขาซึ่งไม่มีโอกาส เอาเราเป็นเมืองขึ้น ดังนั้นการเมืองสกปรกน้อยก็กลายเป็นการเมืองสกปรกมาก เป็นการขยายตัวของกิเลส อันนี้เป็นการขยายตัวที่ผิดธรรมชาติ

                สรุปคร่าวๆ คือ ๑. ระบบสังคมนิยมและทุนนิยมนี้เน้นทางด้านวัตถุ ไม่นำสังคมไปสู่ความสงบสุขได้ ๒. ระบบการศึกษาทั้งหมดนี้เป็นทาสสติปัญญาฝรั่ง

ทางออกของสังคม

                ท่านให้ถอยหลังกลับเข้าคลองคือ ให้กลับไปหารากของตนเอง เช่น ตัวอย่างที่ไชยา เวลาขุดหลุมทำไร่นา เค้าจะภาวนาไปด้วยว่า "นกกินเป็นบุญ คนกินเป็นทาน" คือทุกอย่างไม่ใช่เพื่อมนุษย์เพียงอย่างเดียว

                ท่านไม่เชื่อในเรื่องกรรมสิทธิ์เอกชน ท่านเชื่อกรรมสิทธิ์ส่วนร่วม หรืออย่างน้อยเชื่อในเรื่องจำกัดกรรมสิทธิ์ของเอกชนให้มีน้อยที่สุด เพราะกรรมสิทธิ์ผิดหลักศาสนาพุทธ เป็นเรื่องการสั่งสมส่วนเกิน ผมตีความได้ว่าท่านไม่เห็นด้วยกับการที่เราจะมีกรรมสิทธิ์แบบเอกชนอย่างไม่จำกัด แต่ก็ไม่มั่นใจว่าท่านเชื่อคอมมูนขนาดไหน ที่แน่ๆ ท่านเชื่อเรื่องสหกรณ์ เน้นเรื่องกรรมสิทธิ์ร่วม

                ท่านว่าชีวิตต้องเรียบง่ายใกล้ชิดธรรมชาติ และท่านใช้ชีวิตใกล้ชิดกับธรรมชาติมาโดยตลอด ท่านพูดว่า "สังคมที่ดีต้องเป็นสังคมขนาดเล็ก" ท่านเห็นคล้อยไปในทางความคิดแบบคานทีที่พูดถึงสาธารณรัฐหมู่บ้าน ท่านว่าการอยู่เป็นเมืองใหญ่อยู่กันมากๆ มันสร้างปัญหามาก ท่านพูดว่า "อย่าอยู่กันแบบสมัยใหม่เลย ถ้าคนในโลกนี้มันมาก นับตั้งแต่อยู่ชนบทบ้านนอก กลับมาอยู่ชนบทบ้านนอกกันเถิดอย่าอยู่มหานครเลย นับตั้งแต่มหานครลอนดอน มหานครนิวยอร์กให้ความรู้สึกที่ไม่สงบสุขและเอียงไปในทางไม่มีศีลธรรม..."

                ท่านพูดถึงว่าระะบบสังคมต้องมีระบบควบคุมกิเลส ท่านเห็นว่าระบบสังคมเสรีประชาธิปไตยไม่มีการควบคุมเรื่องกิเลสเลยและมันแก้ปัญหาไม่ได้แน่ แม้สังคมคอมมิวนิสต์ใช้กฎก็แก้ปัญหาไม่ได้

                และในสังคมอุดมคติ ผมเข้าใจว่าสังคมอุดมคติต้องมีชนชั้นนำที่เกิดขึ้น ที่สมาธานอุดมคติโพธิสัตว์และระบบคุณค่าในสังคมนั้นต้องส่งเสริมเรื่องกรุณา เรื่องปัญญา ที่มุ่งให้สมาชิกขัดเกลาในกิเลส และสังคมที่ดีนั้นจะต้องมุ่งไปสู่อารยสังคม นี่คือภาคสังคมอุดมคติของท่านที่ผมจัดได้เป็น ๔ เรื่องคือ

  • - กลับไปหารากของความเป็นไทย
  • - ต้องประนีประนอมทางชนชั้นแต่ต้องจำกัดกรรมสิทธิ์เอกชน หรือมีกรรมสิทธิ์หลากหลาย
  • - ต้องเรียบง่ายใกล้ชิดธรรมชาติ
  • - เป็นสังคมขนาดเล็ก ดูแลกันเอง

หนทางกลับสู่เป้าหมาย

                - การปฏิวัติระบบคุณค่า เพื่อให้สังคมหันกลับมาใช้สัมมาธิฐิ และเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงคุณค่ามีความสำคัญมากกว่าการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง อันนี้เป็นการกลับวิธีคิดของมาร์กที่ว่าการเปลี่ยนทางเศรษฐกิจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางคุณค่า ผมเชื่อว่าท่านเชื่อในเรื่องการปฏิวัติทางคุณค่าก่อน สังคมต้องกลับไปหาคุณค่าแท้ที่ไม่ใช่คุณค่าเทียมในระบบทุน ท่านเห็นว่าเรื่องคุณค่านี้สำคัญมาก แม้แต่พระอริยเจ้า ถ้าอยู่ในสังคมที่ระบบคุณค่าผิดกิเลสก็เกิดขึ้นได้ เราจะต้องเปลี่ยนมิจฉาทิฐิมาเป็นสัมมาทิฐินี่ให้ได้

                - ท่านเสนอเรื่องการสร้างชุมชนทวนกระแสขนาดเล็ก และสร้างให้เป็นเครือข่าย เป็นประชาสังคมที่ไร้พรหมแดน ผมฟังว่าท่านไม่เชื่อเรื่องประเทศชาติเท่าไหร่ แต่ตั้งต้นที่สังคมเล็กๆ ท่านพูดว่า สังคมน้อยๆ เพื่อเอาธรรมมะกลับมา ให้ปฏิวัติแบบพระพุทธเจ้าคือตั้งคณะสงฆ์ขึ้นมาเป็นหน่ออ่อน แล้วค่อยๆ มีอิทธิพลกับสังคมวงกว้าง ที่ท่านตั้งสวนโมกข์ขึ้นมาก็ด้วยเหตุผลแบบนี้ เหมือนทฤษฎีลิงตัวที่ ๑๐๑ คือ มีการทดลองโยนเผือกโยนมันให้ลิงกิน ลิงก็หยิบกินทั้งๆ ที่มีดินมีทรายติดอยู่ แต่วันดีคืนดีมีลิงตัวหนึ่งเอาเผือกเอามันไปล้างน้ำก่อนแล้วค่อยมากิน และตัวที่สองก็ทำเช่นกันแล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นๆ มีสมมติฐานว่าพอลิงตัวที่ ๑๐๑ ทำในแบบเดียว ลิงทั้งหมดก็เปลี่ยนคือต่างก็เอามันไปล้างน้ำแล้วนำมากิน และลิงอีกเกาะหนึ่งที่ไม่เคยอยู่เกาะนี้และไม่เคยเห็นพฤติกรรมแบบนี้ก็เปลี่ยนแบบเดียวกัน ดังนั้นการเปลี่ยนทางปริมาณถึงจุดหนึ่งแล้วจะเกิดการเปลี่ยนทางคุณภาพอย่างกว้างขวางมาก

                ดังนั้น เราต้องสร้างชุมชนทวนกระแสกลุ่มเล็กๆ ขึ้นในทุกวงการ อย่างเข้มแข็ง และถ้าเชื่ออย่างศาสนาพุทธนั้น จะไม่มีการร่วมศูนย์เป็นเครือข่ายที่ไม่มีศูนย์ร่วม มีการตัดสินใจและมีคุณค่าร่วมกัน

                ท่านวิจารณ์มาร์ก เลนิน ว่าใช้ความรุนแรง ท่านวิจารณ์สังคมประชาธิปไตยว่าสุดท้ายแล้วก็ประนีประนอมกับระบบทุนนิยม แม้แต่การเมืองสีเขียวก็ยังมีการประนีประนอมกับทุนนิยม

                นอกจากการสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง ท่านเชื่อในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา เพราะถ้าเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาได้จะเปลี่ยนแปลงสังคมได้และท่านเชื่อในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสื่อ ท่านเห็นว่าต้องปฏิวัติระบบสื่อต่างๆ ให้มาหาคุณค่าแท้ และต้องสร้างสื่อทางเลือก

                สิ่งสุดท้ายคือ แล้วใครจะเป็นตัวหลักในการเปลี่ยนแปลงสังคม จากที่ผมประมวลมาก็คือ ชนกลุ่มน้อย ผู้นำในทางธรรมมะ ที่สมาทานศีลโพธิสัตว์ ที่สมาทานในการเปลี่ยนแปลงตัวเองและสังคม การศึกษาต้องสร้างอภิชาติบุตร ที่คิดเปลี่ยนแปลงสังคม

ถาม-ตอบ และร่วมแสดงความคิดเห็น

ลภาพรรณ

                เรื่องการสะสมส่วนเกินและการบริโภคส่วนเกิน แล้วการผลิตเกินทำได้หรือไม่

ประชา

                ท่านตอบว่าเกินได้แต่ต้องไม่เป็นของส่วนตัว

ลภาพรรณ

                แปลว่าต้องสร้างกลไกขึ้นมาเกลี่ย แล้วมีแนะนำบ้างหรือไม่

ประชา

                ใช่ต้องมีวิธีการ และเธอมีสิทธิ์เป็นเจ้าของได้เท่าที่จำเป็นต้องใช้ อันนี้จะเรียกว่าให้ทานก็ได้ หรือให้เปลี่ยนโครงสร้างก็ได้ แต่คำของท่านอาจารย์ไม่ได้แปลว่าต้องให้ทานอย่างเดียว เพราะอาจารย์เป็นคนที่มองปัญหาเชิงโครงสร้าง

ลภาพรรณ

                เรื่องการสร้างโรงทาน ถ้ามองในแบบที่ว่าเป็นการให้หล่อเลี้ยงคนอีกกลุ่มหนึ่งไว้เพื่อมารับทาน ใช่หรือไม่

ประชา

                มองได้หลายแบบ เรื่องนี้จะกลับมาเรื่องความเสมอภาค ที่ท่านมองว่าคนไม่เหมือนกัน บางคนต้องพึ่งบางคน คนที่แข็งแรงกว่าต้องเป็นที่พึ่งให้คนที่อ่อนแอกว่า และกลับมาเรื่องการลดหลั่นทางชนชั้น เราจะเชื่อไม่เชื่อแต่นี่เป็นความคิดของท่าน ผมอาจจะผิดก็ได้ เราอาจจะตีความต่างจากผมก็ได้

จำนงค์

                จากที่ฟังเรื่องแรกคือ เรื่องบริบทของอาจารย์ ผมคิดว่าท่านอิงกับเรื่องสามัญๆ เรื่องธรรมชาติ เรื่องความเป็นสังคมไทย แล้วก็ต่อต้านทุน ต่อต้านความเป็นตะวันตก และรวมถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนด้วย

                พอเราเอาความคิดการพูดของท่านแบบนั้นมาตีกับความรู้ของเราที่เรียนตำราฝรั่งมันก็ขัดแย้งกันแน่นอน เพราะว่ามันคนละมุม คนละสังคม และคำกลอนของท่านก็มีกุศโลบายมาก เพื่อดึงคนกลับสู่สังคมไทย และถ้าเราจะหันกลับมาเพื่อสร้างสังคมทางเลือก เราก็ต้องเลือกระหว่างคล้อยตามท่านหรือสร้างสังคมทางเลือกแบบเอาตำราฝรั่งมาเป็นแนว ผมว่านี่เป็นจุดที่ต้องเลือกเพราะว่าสองสิ่งนี้เป็นความแตกต่างคนละซีกโลก

                จากคำพูดแรงๆ ของท่านในช่วงหลังนั้นก็เพื่อที่จะกระตุกให้คนกลับมาคิด เราพยายามค้นว่าท่านกำลังพูดถึงเรื่องอะไร ผมเห็นว่าท่านพยายามสอนให้เรากลับมาในเรื่องธรรมดาสามัญ ให้เราอ่อนน้อมถ่อมตน

พรชัย

                แนวคิดที่นำเสนอจากฐานพุทธ และนำเสนออย่างเป็นระบบจากกระบวนการไปสู่เป้าหมาย สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นคือมีการเรียกร้องให้คนไปสู่อุดมคติมากเกินไป อย่างกลุ่มอโศกก็มีฐานความคิดคล้ายๆ แบบนี้ที่ก็มีทั้งจุดอ่อนและจุดแข็ง ซึ่งก็ถูกสังคมผลักออกไป เพราะไม่ได้รับการยอมรับ แล้วตรงไหนที่เรียกว่าพอดีที่เราจะเอามาใช้ได้

ประชา   

                ผมเห็นว่าสันติอโศกเป็นกระบวนน่าสนใจมาก และในด้านการสร้างทางเลือกเค้ามีอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันมาก แต่ก็มีความไม่น่ารักบางอย่าง ซึ่งไม่ใช่พุทธนั่นคือ เค้าเห็นเค้าดีกว่าคนอื่น แต่เค้าก็โตขึ้นเรื่อยๆ

                ในตอนเช้า ที่สนั่นบอกว่า มีการแบ่งค่าย ทางพุทธเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นอุปาทาน ที่เป็นธรรมชาติเป็นสัญชาตญาณ และถ้าคนหรือขบวนการผ่านจุดนี้ไปได้คือจากสัญชาตญาณเราเปลี่ยนไปเป็นภาวิตณาญได้ เราเป็นส่วนหนึ่งของทั้งหมด  เรามีเอกลักษณ์ของเราและเราก็เป็นส่วนหนึ่งของทั้งหมด เราก็จะไม่มีช่องว่างเหล่านี้ ผมจึงเห็นว่าเราต้องเริ่มจากขบวนการเล็กๆ เหล่านี้แบบนี้ มีการเถียงกันวิจารณ์กันมากขึ้น ถ้าเราทำแบบนี้มากขึ้นผมว่าเราช่วยให้สันติอโศกลดความโดดเดี่ยวได้ ทางเค้าก็จะลดความเป็นตัวตนลงได้

                ตอนจำนงค์เสนอ ส่วนตัวผมก็เห็นว่าท่านอาจารย์จับประเด็นพลาด อย่างที่ท่านว่าสิทธิมนุษยชนไม่พูดเรื่องศีลธรรมเลย ผมว่าท่านจับประเด็นพลาด เพราะสิทธิมนุษยชนนั้นเป็นเรื่องของการจำกัดการทำงานของรัฐไม่ให้ระเมิดสิทธิขึ้นพื้นฐานของประชาชน ผมว่าท่านไม่เข้าใจฝรั่ง เพราะสิทธิมนุษยชนมีทั้งเกินและพอดี คือมีเรื่องของธรรมชาติตามที่ท่านว่าไว้และก็มีเรื่องอัตตาของผู้ที่เขียนเรื่องเหล่านั้นด้วย

                และผมชอบวิธีมองที่ว่า อาจารย์มองเป็นสามัญ มองเราเป็นตัวเล็ก เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดี และท่านไม่ได้ปฏิเสธฝรั่งทั้งหมด แต่ท่านก็โจมตีสังคมประชาธิปไตยแบบฝรั่งมากเกินไปตีขลุมมากไป

พระ...

                อาตมาสนใจเรื่องที่ท่านว่าให้เราถอยหลังเข้าคลอง แต่เราก็ไม่รู้ว่าคลองนั้นลึกขนาดไหน หมายความว่า เราซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ศึกษาประวัติศาสตร์ไม่มากพอ ตรงนี้ต้องอาศัยการตีแผ่จากสายคิดวัฒนธรรมชุมชน ที่อาจจะเห็นประวัติศาสตร์หรือภาพที่อาจารย์พูดถึงว่า คืออะไร มีอะไร ที่และเราควรเอามาเป็นแบบอย่างเพื่อการดำรงอยู่ของคนในยุคสมัยนี้

ชัชวาลย์

                ผมขอแลกเปลี่ยนเรื่องสิทธิมนุษยชนก่อน ผมเห็นการเปลี่ยนของชาวบ้าน กรณีปัญหาความขัดแย้งเรื่องน้ำ จากกลุ่มที่ทำนา ทำรีสอร์ต คือทุกฝ่ายมองว่าทุกคนมีสิทธิในการใช้น้ำ ทะเลาะกันมากจนหาทางออกไม่ได้ มีการจัดเวทีคุยก็ไม่สามารถตกลงกันได้ แต่พอเราปรับใหม่ในตอนท้าย ว่าเราเป็นคนที่อยู่ด้วยกันเราแบ่งปันกัน จนเกิดมาเป็นการกำหนดการใช้ร่วมกัน ที่ต้องการนำเสนอคือเวลาคุยกันแล้วเอาเรื่องสิทธิตั้งนั้นมักคุยกันไม่ลงเพราะต่างฝ่ายต่างก็รักษาผลประโยชน์ของตนเอง แล้วของเราอาจไม่มีสปิริตแบบฝรั่งที่มีเหตุมีผล หนึ่ง สอง สาม แล้วยอม นี่เป็นบริบทของสังคมไทยจริงๆ อีกกรณีหนึ่งคือ กลุ่มเพื่อน้องหญิงที่เชียงราย กลุ่มพยายามปกป้องเด็กที่ถูกล่วงละเมิด พยายามเอาเรื่องสิทธิเด็กของยูเอ็นไปคุยกับชาวบ้านที่เบื่อและไม่อยากฟัง แต่พอไปเปลี่ยนมุมใหม่ ว่าโดยวัฒนธรรมเดิมนั้นมีการปกป้องเด็ก หรือผู้หญิงอย่างไร พบว่าในการพูดคุยการมีส่วนร่วมของชาวบ้านสูงขึ้น ผู้เฒ่าผู้แก่มาร่วมกันมาก ดังนั้นคำว่าสิทธิมนุษยชนผมว่าคำๆ นี้มาจากบริบทของทางตะวันตก ไม่ใช่คำที่เคยมีในวัฒนธรรมเรา อย่างคำบางคำของฝรั่งเอามาอธิบายเป็นคำไทยไม่ได้หรือคำไทยบางคำก็อธิบายเป็นคำฝรั่งไม่ได้

                อีกเรื่องคือ เรื่องถอยหลังเข้าคลองผมว่าชาวบ้านยอมรับการเปลี่ยนแปลง ไม่มีที่ใดหยุดนิ่ง อาจจะตรงกับหลักอนิจจังก็ได้ ผมว่าชาวบ้านเรียนรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงจากกฎธรรมชาติ ยกตัวอย่างเวลาพวกเราวางแผนเราจะวางเป็นปี แต่ชาวบ้านเวลาวางแผนจะออกมาเป็นวงกลมซึ่งในหนึ่งปีจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และในเชิงวัฒนธรรมผมเห็นจุดสำคัญคือ การอยู่ร่วมกับธรรมชาติ อย่างเคารพ และใช้อย่างรู้คุณค่า อันนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นรูปแบบเดิมๆ แต่ต้องมีคุณค่าเดิมอยู่ เพราะปัจจุบันชาวบ้านเองก็มีการใช้ GPS ในการวัดเขตแดน แต่ยังคงคุณค่าเดิมคือการพึ่งพากัน

พระ

                อาตมาขอพูดเรื่องสิทธมนุษยชนกับความเสมอภาค คือสิทธิมนุษยชนมีความเกี่ยวข้องกับความเสมอภาค ทุกคนมีความเสมอกัน คือเกลียดทุกข์และรักสุข นี่คือสิ่งที่เรามีความเสมอภาคกัน คือสิ่งที่เราไม่ควรเบียดเบียนซึ่งกันและกัน เหล่านี้เป็นเสมอภาคเชิงปฏิเสธ แต่ความเสมอภาคในเชิงเพื่อการได้มา ที่ว่าเราควรจะมีเหมือนกัน ได้มาเท่ากัน อันนี้มันจะเป็นเรื่องของการแข่งขันเป็นเรื่องความโลภ ดังนั้นเราต้องดูว่าเป็นความเสมอภาคในเชิงใด

                ในประเด็นที่สองคือการที่บอกว่าเสมอภาคคือ เราควรจะมีเหมือนกัน มันไปตรงกับเรื่องที่ว่าเราไม่ควรไปขวนขวายดิ้นรนในส่วนที่เราไม่ควรจะได้มา เหล่านี้จะเป็นการเบียนเบียนกันมากกว่าจะเป็นความเสมอภาค

                และเรื่องการไม่เอาประโยชน์ส่วนเกินต้องอย่าไปติดที่ตัวภาษา ตามที่เข้าใจ มันไม่ใช่เป้าหมายไม่ใช่ตัวภาษา เราควรจะมองว่าการไม่เอาประโยชน์ส่วนเกินเพราะประโยชน์ส่วนนี้นั้นเป็นโทษ เราควรเอาส่วนนี้ไปเป็นประโยชน์สำหรับผู้อื่น มากกว่าเกิดโทษให้กับตัวเรา

ดอน

                เรื่องสิทธิมนุษย์ชนและสิทธิสตรี มีข้อโต้แย้งเล็กน้อยว่า ในการอธิบายว่าหลักการสิทธิมนุษยชนผิด เพราะชุมชนไม่ยอมรับ ผมว่าการที่ชุมชนไม่ยอมรับ มันคนละอย่างกับการใช้ได้หรือไม่ได้ของเรื่องสิทธิมนุษยชน เพราะผมเห็นว่าผู้หญิงยังจำเป็นต้องมีกฎหมายที่ป้องกันเค้าออกจากการกดขี่ที่ได้รับ ซึ่งมีอยู่ในความเป็นจริง ทุกคนต้องเท่าเทียมกันในทางกฎหมาย และกฎต้องไม่แยกชาย-หญิง ผมมองว่าสิทธิมนุษยชนอาจจะใช้ได้ก็ได้ แต่เราไม่รู้

                ประเด็นที่สองคือ สังคมในอุดมคติผมเห็นว่าธรรมิกสังคมนิยม เป็นสิ่งที่ใช้ได้และดีมาก ท่านอาจารย์พุทธทาสสร้างขึ้นมาจากปัจจัยหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง ผมว่านี่เป็นสิ่งดีในเชิงหลักการ แต่ว่าจะใช้ในสมัยนี้อย่างไร อย่างที่ท่านว่าสังคมที่ได้ต้องสร้างจากกลุ่มเล็กๆ แล้วในปัจจุบันที่เกิดปัญหาว่าแม้แต่ที่จะกลับไปอยู่ก็ไม่มีแล้ว แล้วจะกลับไปอยู่แบบชุมชนเล็กๆ กับธรรมชาติได้อย่างไร ถ้าไม่มีปัจจัยดังกล่าวแล้วจะสร้างสิ่งเหล่านี้อย่างไร และถ้ามีคนที่ไม่อยากอยู่กับธรรมชาติหรือเลือกแบบธัมมิกสังคมนิยมแล้ว เค้าจะมีพื้นที่หรือที่อยู่อย่างไร

สมคิด

                อยากแลกเปลี่ยนจากกรณีปฏิวัติ ๑๙ กันยา ที่มีนักวิชาการบางท่านออกมากล่าวและสร้างความชอบธรรมในการปฏิวัติครั้งนี้ มีการยกคำว่าเผด็จการโดยชอบธรรม แล้วมันชอบธรรมจริงหรือไม่ เราไม่เห็นด้วยกับการออกกฎอัยการศึกเพราะว่ามันละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของคนในสังคมจริงๆ ดังนั้นเราควรจะมองเรื่องนี้อย่างไร และอยากให้ช่วยขยายเรื่องการปฏิวัติระบบคุณค่า เพื่อนำไปสู่สังคมทางเลือกได้จริงๆ

ประชา

                ผมขอตอบเรื่องการปฏิวัติ ผมว่าการเอาคำพูดของอาจารย์มาใช้โดยนักวิชาการ ผมว่าจุดนี้เป็นเรื่องอันตราย เพราะในแง่ของธัมมิกสังคมนิยม ถ้าผมอ่านไม่ผิดผมว่าการมุ่งเปลี่ยนแปลงสังคมนั้นไม่ได้มุ่งเปลี่ยนแปลงที่อำนาจรัฐ เรื่องสำคัญที่ต้องตราไว้ ผมเห็นว่าอาจารย์มีการต่อต้านรัฐทุกรูปแบบ และมีแนวโน้มที่ไม่เชื่อรัฐเป็นพื้นฐาน ผมเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าก็คิดเช่นนี้ จึงเป็นเหตุให้ท่านไม่ได้ตั้งใครขึ้นมาดูแลคณะสงฆ์แทนท่าน

                ส่วนเรื่องการปฏิวัติทางคุณค่า ผมว่าคือการปฏิวัติทางวัฒนธรรม ผมตั้งสมมติฐานว่ากระแสทางเลือกเป็นคุณค่าแท้ แม้เราจะเห็นว่าที่นั่นที่นี่มีกลุ่มที่ใหญ่ แต่ก็ถือว่าเล็กมากเมื่อเทียบกับกระแสหลัก เราต้องร่วมกัน อาจจะต้องเสียเวลามากหน่อย มาแลกเปลี่ยนกัน การดูเรื่องความเป็นธรรมกับความเสมอกัน เพื่อหาข้อตกลงร่วมกันได้คุณค่าใหม่ และเมื่อครบลิงตัวที่หนึ่งร้อยก็จะเป็นคุณค่าหลัก คุณค่าเทียมก็จะลดลงแต่ไม่ได้หมดไป

                เรื่องสิทธิ เป็นปัญหาเรื่องวาทะกรรม ถ้าเราดูเนื้อหาศีล ๕ นี่เป็นสิทธิคือการเคารพสิทธิของสัตว์หรือสิทธิของผู้อื่น แต่ในระบบฝรั่งนั้นเค้ามองที่ตนเองคือสิทธิของตนเอง นอกจากนี้คิดว่าเรามีการแปลความหมายผิด เพราะตัว Human Rights นั้นมีเรื่องศีลธรรมอยู่ในนั้น มีเรื่องของ Moral Rights อยู่ด้วยแต่มันไปปนกับเรื่องสิทธิทรัพย์สินของทุนนิยม จึงยิ่งซับซ้อนและใช้ผิดกันมากขึ้น โดยพื้นฐานตามที่ท่านอาจารย์บอกไว้ คือเราต้องกลับไปหากฎธรรมชาติ ซึ่งเหล่านี้ก็จะมีทั้งเรื่องเด็ก เรื่องสตรีรวมอยู่ด้วย

ตัวแทนจากภาค

                ผมว่าวัฒนธรรมมันหรือศาสนานั่นไม่เป็นเรื่องลอยๆ แต่เกิดขึ้นมาหลังจากที่มีมนุษย์ขึ้นมา ผมว่าศาสนาแต่ละศาสนาเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันสัมพันธ์เพื่อจัดสรรค์ให้มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข แต่สงสัยว่าศานาเกิดขึ้นมาหลายพันปีแล้วแต่ถือว่าทำงานไม่สำเร็จ ส่วนเรื่องของมาร์กเกิดขึ้นมาทีหลังแต่ว่าก็ทำบางสิ่งบางอย่างสำเร็จ แม้ว่าบางแห่งจะล่มสลายไป ในความผมเห็นว่าบันไดเวียนก็ยังคงอยู่ยังฝังลึกอยู่ ที่มีรูปธรรม และสอดคล้องกับความต้องการของคนจำนวนหนึ่งได้สำเร็จ และส่วนตัวผมว่าเรื่องธัมมิกสังคมนิยมเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา เอาเป็นว่าเรามาสร้างสังคมนิยมให้ได้ก่อน แล้วค่อยพัฒนาต่อไปเป็นธัมมิกสังคมนิยมที่ยากเข้าไปใหญ่

ตัวแทนจากน่าน

                ผมฟังแล้วต้องตั้งสติอย่างมาก ว่าเราจะต้องเริ่มจากส่วนใดก่อน จากภาคการผลิตหรือชุมชน จากฝั่งชายหรือฝั่งหญิง จะสะสมไม่สะสม ผมยังไม่ค่อยชัดเท่าไดกับเรื่องส่วนเกิน ส่วนรวม เพราะเข้าใจค่อนข้างยาก แล้วเราจะตั้งต้นอย่างไร

วิทยากร

                อยากฟังความเห็นของคนรุ่นใหม่ๆ ว่าความคิดของอาจารย์คนทำงานมีการนำไปปรับใช้กับการทำงานอย่างไรได้บ้าง และอยากฟังความเพิ่มเติมในส่วนที่ว่าทำไมต้องเป็นธัมมิกสังคมนิยม เพราะอาจารย์ก็มีการวิจารณ์ในส่วนของสังคมนิยมไว้มาก แต่สิ่งที่นำเสนอขึ้นมานั้นกลับเป็นธัมมิกสังคมนิยม

ลภาพรรณ

                ถามถึงเรื่องระบบคุณค่า ที่จะมีปัญหาคือตัดสินยาก ตรวจสอบยาก ดังนั้นเราจะมีกลไกใดๆ ในการตรวจสอบเรื่องระบบคุณค่า เพื่อให้ไม่เกิดการเอาไปใช้อย่างผิดๆ

ประชา

                ทำไมต้องธัมมิกสังคมนิยม ผมเข้าใจว่าพื้นฐานของอาจารย์ท่านเป็นสังคมนิยม ผมเคยคุยกับท่านว่าถ้าจะจัดศาสนาพุทธอยู่ในค่ายใหญ่สองค่ายคือ ทุนนิยมกับสังคมนิยม ท่านว่าต้องอยู่สังคมนิยม ท่านพูดชัดเจน

                แล้วทำไมต้องเป็นสังคมนิยม คือมองกลับไปที่บริบท เพราะคณะสงฆ์อยู่กันเป็นสังคม ขยายเพิ่มคือเป็นสังคมนิยมแบบอนาธิปัติ ไม่ได้มาด้วยรัฐ ไม่มีศูนย์รวมตรงกลางของอำนาจ

                และทำไมต้องเป็นธัมมิก ผมเห็นว่าวัตถุนิยมทางประวัติศาสตร์นั้นเป็นประโยชน์ แต่ว่ามันไม่ใช่ความจริงสากล จะจัดกรอบทุกศาสนาให้อยู่ในแง่นี้แง่เดียวผมว่าแคบไป และศาสนาถามว่าเป็นเครื่องมือให้นักปกครองถามว่ามีมั้ย ตอบว่ามันมี กลับมาเรื่องระบบคุณค่าและกระบวนทัศน์ สำหรับผมกระบวนทัศน์เป็นหลักการขั้นพื้นฐาน เช่น สังคมแบบโซเวียต ยุโรป มีกระบวนทัศน์ขั้นพื้นฐานแบบเดียวกัน ผมเห็นด้วยกับมาร์กด้วยหลักการขั้นพื้นฐานที่ว่าไม่เอาส่วนเกินมาเป็นส่วนตัว

ชัชวาลย์

                ผมตอบเรื่องการตรวจสอบ ผมมองว่าการเมืองแบบพุทธนั้นใกล้เคียงกับวัฒนธรรมชุมชน คือ การนำของชุมชนเป็นแบบรวมหมู่ และผู้ที่จะได้รับเลือกให้เป็นผู้นำได้ผู้นั้นคือผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการช่วยเหลือผู้อื่น ผู้นำที่ดีและมีคุณธรรมไม่ได้มาด้วยระบบเลือกตั้ง เพราะเค้าไม่ลงเลือกตั้ง จากการคุยกับหลายคนเค้าว่าเค้าไม่สามารถไปอวดความสามารถและให้ผู้อื่นมาเลือกเค้าได้ อวดอุตริ ทำนองนี้ เค้าทำไม่ได้ ดังนั้นกระบวนการในยุคก่อนคือการขอ ขอเชิญให้มาเป็นผู้นำ เมื่อได้ผู้นำมาแล้วชุมชนก็จะมีกระบวนการในการควบคุมผู้นำ เช่นกติกาชุมชน หรือศีลธรรมชุมชน หรือฮีตคลอง เหล่านี้คือกฎของการอยู่ร่วมกัน ผมเข้าใจว่าฮีตคลองนี้ถอดมาจากกฎธรรมชาติ ที่เข้าใจว่ามนุษย์เวลาอยู่ร่วมกันมีอะไรบ้างที่ต้องระวัง ถ้าทางเหนือจะเรียกว่าขึด หมายถึงการทำผิดกฎธรรมชาติ

                เมื่อกฎโดยพื้นฐานโดยละเมิด ก็จะมีกระบวนการที่ผมเรียกว่าชุมชนวิจารณ์หรือชุมชนพิจารณ์ เริ่มจากการนินทา ไม่ใช่ในความหมายที่เราเข้าใจ แต่เป็นกระบวนการควบคุมผู้นำที่ไม่สามารถรู้ได้ว่ามาจากใคร การนินทานั้นเราจะไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่ม เมื่อมีกระแสเกิดขึ้นทำให้ผู้นำต้องปรับตัว ถ้ายังไม่มีการปรับปรุงก็จะมีกระบวนการอื่นๆ ตามมา เช่น การกดดัน การบอยคอต การไล่ออก การถอดถอน ผมเห็นว่ากระบวนการเหล่านี้มีอยู่ แต่ไม่เคยถูกบรรจุไว้ในระบบรัฐศาสตร์ไทย เหล่านี้เป็นระบบที่อาจเรียกได้ว่าเป็นระบบรัฐศาสตร์ชุมชน

ประชา

                ผมขอตอบอีกประเด็นที่พี่ปรีชาว่า เป็นสังคมนิยมก่อนเพราะธัมมิกสังคมนิยมนั้นยากเหลือเกิน ผมขอต่ออีกนิดว่า ท่านอาจารย์พูดว่า เอ็งไม่ทางสร้างสังคมนิยมธรรมดาได้ถ้าไม่มีธรรมมะ อันนี้ผมได้มาดูต่อว่าทำไมระบบสังคมนิยมจึงล้ม ทำไมโซเวียต เวียตนามจึงล้ม เป็นประเด็นที่ผมสนใจศึกษามาก และถ้าตอบโดยใช้คำแบบอาจารย์นั่นคือ ระบบคอมมูนที่ใช้อยู่นั้นมันผิดหลักธรรมชาติ และใช้การบังคับมากเกินไป ไม่ได้เป็นแบบอาสาสมัคร

จำนงค์

                ผมเห็นด้วยกับการที่คอมมูนล้ม ว่าทำผิดธรรมชาติ แล้วมาต่อประเด็นที่ว่าแล้วทำไมศาสนาอยู่คู่กับสังคมไทยมานานแล้วทำไมไม่เป็นกระแสหลัก หรือไม่เป็นสิ่งในการเปลี่ยนแปลงสังคมไทย ในขณะเดียวกันแนวสังคมนิยม ลัทธิมาร์กก็ล้มเหลวไป ผมคิดว่าเราต้องมาคิดใหม่ เมื่อใช้แนวศาสนาไม่ได้ ใช้มาร์กก็ไม่สำเร็จ แล้วจะมีอะไรที่เหมาะสมกับสังคมไทยกันแน่ ต้องมาคิดกันในแบบสังคมไทยจริงๆ ว่าอะไรที่จะเหมาะสมสอดคล้องที่สุด

สมบูรณ์

                ผมแลกเปลี่ยน ผมว่าถ้าดูในประวัติศาสต์ร์ไทยก่อนการเข้ามาของสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง การออกแบบสังคมเป็นไปทางมิติทางศาสนาแบบทางฮินดู แต่การเสื่อมถอยของศาสนานั้นมาเกิดตอนที่ทุนนิยมเข้ามา ดังนั้นถ้าจะรีบสรุปว่าพุทธศานามีมาสองพันห้าร้อยปี แล้วทำไมไม่สามารถจัดโครงสร้างสังคมไทยได้นั่น ผมเห็นว่าไม่ใช่ เพราะที่ผ่านมาช่วงหนึ่งก็เป็นเรื่องหลัก แต่ยุคหลังจากการล่าอาณานิคม กรอบคิดแบบฝรั่งเข้ามา มีการจัดรูปแบบใหม่ๆ ทางสังคมและเกิดการเสื่อมถอยหลังจากที่ทุนนิยมเข้ามา ดังนั้นจึงไม่อยากให้รีบสรุปกันเร็วเกินไป

พระ

                อาตมาเห็นด้วยกับประเด็นเรื่องการเสื่อมถอยของศาสนา เห็นด้วยที่ว่าเราต้องมองประวัติศาสตร์ที่มีอะไรที่มากไปกว่านั้น ศาสนาไม่ได้สอนให้ยึดรูปแบบแต่ให้ยึดเรื่องศีลธรรม และการนำเสนอเรื่องถอยหลังเข้าคลอง นั้นเห็นว่าเป็นการให้สังคมหันกลับไปยึดในเรื่องของศีลธรรมมากกว่าวัตถุตามกระแสตะวันตก

ฉันทนา

                ที่ว่ารัฐศาสตร์ไม่ได้สนใจเรื่องเหล่านี้ มีอยู่สองระดับคือ ตอนนี้ทางรัฐศาสตร์ที่มีการเรียนการสอนก็เปลี่ยนแปลงไปมากมีเรื่องของ Collectivity นั่นคือไม่ได้มีแต่เรื่องของความขัดแย้งอย่างเดียวแต่พูดถึงการเมืองในเรื่องของความร่วมมือ

                และกำลังคิดว่ามันมี Dilemma อยู่มากเหมือนกัน เวลาที่เราพูดถึงวัฒนธรรมชุมชน กับระบบที่เป็นวิธีการของสังคมไทย เพราะสังคมไทยก็มีความประดักประเดิดและมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น รูปแบบของชุมชนต้องยอมรับว่ายังไม่มีการศึกษาให้ลงตัว

                เรามาตั้งคำถามกันมากขึ้นเมื่อมีความรุนแรงที่ภาคใต้ และเมื่อประชาธิปไตยจากการเลือกตั้งที่เราคิดว่าดีที่สุดมันก่อให้เกิดการแข่งขันและสร้างความแตกแยกอย่างมากทางภาคใต้ สิ่งเหล่านี้มันสะท้อนอะไร สะท้อนว่าสังคมไทยยังเข้าประชาธิปไตยอย่างทั่วถึง หรือเข้าไม่ถึงหลักคุณค่าของประชาธิปไตย หรือว่าประชาธิปไตยแบบนั้นมันใช้ไม่ได้ เหล่านี้เป็นคำถามที่ยังค้างอยู่

                อีกคำถามคือเรื่องของการรัฐประหาร มีการตั้งคำถามต่อวิธีการรัฐประหาร มีการตั้งคำถามว่าจะต้องมีท่าทีอย่างไร แล้วไม่แสดงท่าทีต่อต้านการรัฐประหารที่เกิดขึ้นนั้นจะมีผลต่อประชาธิปไตยอย่างไร

คำถาม

                นอกจากสวนโมกข์แล้ว ท่านพุทธทาสมีส่วนร่วมหรือทำชุมชนรูปธรรมอื่นๆ ตามแนวคิดที่พูดหรือไม่

คำถาม

                เรื่องที่ผมยังไม่เข้าใจคือ เรื่องกลุ่มออมทรัพย์ที่ทำงานเหมือนกับธกส. แต่ว่าต่างอยู่เรื่องที่ไม่ทำเหมือนธกส. คือการจดหมายทวงหนี้  แต่สิ่งที่ทำคือเอาผู้ที่ติดหนี้มาพูดคุยและหาทางออกในการใช้หนี้ อยากถามว่าอันนี้เป็นธัมมิกสังคมนิยมหรือไม่ และถ้ามันใช่แสดงให้เห็นว่าเรื่องนี้ไม่เป็นเรื่องไกลตัวไกลใจเลย เพียงแต่ว่าเราพร้อมที่จะทำหรือไม่

ชัชวาลย์

                ฟังจากจำนงค์ผมอยากตอบต่อจากจำนงค์ จากการไปดูที่ลาวที่เวียตนามก็ดี เห็นชัดว่า ที่เวียตนามนั้นเค้าปลุกคนลุกขึ้นมาสู้อย่างมาก

                เมื่อมาดูทางฝั่งไทย เรามีกระบวนการครอบงำคน มีวัฒนธรรมศักดินา มีรัฐทุนนิยม ซึ่งกระบวนการครอบงำเหล่านี้เป็นการครอบงำทางความรู้ ทางวิถีชีวิต แล้ววิธีสู้ให้เราหลุดจากการครอบงำมาเป็นตัวของตัวเอง เราจะสกัดความครอบงำทั้งหมดแล้วมาพัฒนาคุณค่าแท้ให้เข้มแข็ง อันนี้จะเป็นอย่างไร เราจะมีแนวทางอย่างไรในสภาวะการณ์แบบนี้

ประชา

                เริ่มจากคำถามของชัชวาลย์ก่อน เป็นข้อสังเกตมากกว่าเป็นคำตอบ ผมว่า

                ๑. คือคุณภาพของผู้ปฏิบัติงานเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม คือผู้ปฏิบัติงานมีการพัฒนาคุณค่าแท้ในตัวเองมากน้อยขนาดไหน มวลรวมของผู้ปฏิบัติงานจะเป็นตัววัดคุณภาพการเปลี่ยนแปลง

                ๒ . คือกระบวนการสร้างวาทะกรรมต้านกระแสหลัก ผมอ่านจะใช้ภาษาเก่าคือมีชุดวิเคราะห์สังคมที่ชัดเจน ผมว่าวิธีวิเคราะห์ของลัทธิมาร์กบางส่วนเป็นประโยชน์ แต่ต้องมาปรับเพราะกระบวนทัศน์บางส่วนยังโบราณและคับแคบเกินไป

                ๓. เราจะต้องหาดุล เราต้องระวังการที่บอกว่าทางเลือกโตขึ้นทุกวันอันนี้อันตราย เพราะในทางกลับกันคือทางเลือกสามารถถูกกลืนได้ทุกวัน

                อีกเรื่องคือการสร้างชุมชนแบบสวนโมกข์  แบบนี้มีอยู่หลายที่ เช่นที่ทางเชียงใหม่ และทางนค ส่วนเรื่องใช่หรือไม่ใช่ ทางพุทธไม่ได้มองแบบนี้ พุทธดูที่เนื้อหาสาระมากกว่าดูที่ตราประทับมากกว่า ยกตัวอย่างในบางแง่แล้วคนบางคนที่ถือลัทธิมาร์กก็มีความเป็นพุทธมากกว่า แบบพุทธคือให้ดูที่แก่น

ความคิดเห็น

เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่แสดงความคิดเห็นได้
กรุณาเข้าสู่ระบบหรือสมัครสมาชิก

Powered by AkoComment 2.0!

ลงนามกำลังใจ
สมัครสมาชิกเว็บไซต์
ติดต่อเรา
เพื่อนบ้าน
กระดานสนทนา
ข่าวฝากประชาสัมพันธ์
Email 4 Staff
หนังสือแนะนำ
สินค้าน่าสนับสนุน
ช่วยคนชราธิเบตพลัดถิ่น
ภาพความหมาย
bhutan25_20061107_309808686_resize.jpg
ปักหมุดประกาศ

Image ร่วมทำบุญเพื่อช่วยเหลือคนชราธิเบตพลัดถิ่นในอินเดีย ที่อาศัยอยู่ในบ้านพักคนชรา อายุตั้งแต่ ๗๐ ปีขึ้นไปได้มีโอกาสเข้าฟังธรรมจากองค์ทะไลลามะและแสวงบุญ ณ เมืองพุทธคยาในบั้นปลายของชีวิต รายละเอียดเพิ่มเติม

Image ปาจารยสาร ฉบับ "การศึกษาทางเลือก การเดินทางเพื่อกลับไปจุดเดิม? 
||
สมัครสมาชิก || บอร์ดชาวปาจารยสาร || 
ปีที่ 32 ฉบับที่ 6 กรกฎาคม-สิงหาคม 2551
- การศึกษาเพื่อการครอบงำ
- บทเรียนแห่งการปฏิรูปการศึกษา
- สู่การศึกษาทางเลือก
- ทางเลือกของทางเลือก
- แพทย์แผนทิเบตศาสตร์แห่งอดีต เพื่อรักษาปัจจุบัน
- ศานตินิเกตัน สถาบันชีวิต
- เวียตนามในความทรงจำนักปั่น
  

 อยากอ่านติดต่อไปที่ โทรศัพท์ 02- 8603527 หรืออีเมล์

Image สารเพื่อนเสม  ข่าวสารองค์กรเครือข่าย มูลนิธิเสฐียรโกเศศ - นาคะประทีป จดหมายข่าวราย 2 เดือน ปีที่ 4 ฉบับที่ 32 พฤศจิกายน-ธันวาคม 2551
+ จุดเปลี่ยน / กฤตยา ศรีสรรพกิจ
+ ช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิต / วารุณี ไม้ตราวัฒนา
+ ในอ้อมกอดของขุนเขาและเหล่ากระบวนกร / พูลศรี ไชยประสิทธิ์
+ วัยเด็ก ..ต้นไม้แห่งความทรงจำ : นาทีชีวิต ตอน 2
+ Tokyo Tower : แม่ครับ...ผมรักแม่/ จากบทภาพยนตร์
+ สุนทรียสนทนา / วิทยากร โสวัตร  
 อ่านสารเพื่อนเสม
 

สถิติ
ผู้เยี่ยมชม: 3157833
   หน้าแรก arrow สิกขาปริทัศน์ (บทความ) arrow สรรสาระ arrow สรรสาระ:วิเคราะห์สังคมไทยเพื่อสังคมทางเลือกในอนาคต จากสายคิดวัฒนธรรมชุมชน และแนวคิดธัมมิกสังคมนิยม-2