วันศุกร์ที่ ๑๕ ธันวาคม ๔๕๔๙
แลกเปลี่ยนแผนในอนาคต
ชัชวาลย์ ในการจัดงานครั้งนี้เรามีเจ้าภาพ ๓ องค์กร คือ อาศรมวงศ์สนิท มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคมและวิทยาลัยการจัดการเพื่อสังคม (วจส.) และในช่วงนี้คือเรื่องต่อเนื่องจากเมื่อวาน หลังจากที่ฟังสองแนวคิดนำเสนอ หลักคิดและการปฏิบัติการในสังคม วันนี้เราจะมาแลกเปลี่ยนกันต่อว่าแล้วเรามีปฏิบัติการออกสู่สังคมร่วมกันอย่างไร เราจะทำอย่างไร จากข้อเสนอที่มีขึ้นเมื่อวาน ข้อเสนอของทางสนั่น คือ ให้ผู้อาวุโสทั้งหลาย เจ้าของแนวคิด มาพบเจอกัน เช่นอาจารย์เสนห์ที่ทำเรื่องสิทธิชุมชน อาจารย์ประเวศ อาจารย์ศรีศักดิ์ อาจารย์ฉัตรทิพย์ อาจารย์สุลักษณ์ เพื่อมาคุยกันว่าสังคมทางเลือก หรือสังคมไทยในอนาคตจะเป็นอย่างไร น่าจะเกิดพลังพอสมควารที่จะผลักดันกันต่อไป และข้อเสนอของทางพี่ประชา คือ ข้อเสนอของอาจารย์พุทธทาส เพื่อไปสู่มรรควิธี นั้นคือ การสร้างชุมชนเล็กๆ ขึ้นมา และมีคุณค่าเรื่องธรรมมะ มีการกระจายการตัด เชื่อมโยงกัน ไม่มีศูนย์กลาง ซึ่งอันนี้ยังไม่ได้คิดต่อว่าจะทำอย่างไรให้เป็นรูปธรรม ให้เกิดลิงตัวที่ ๑๐๐ และตัวผู้นำเองรวมทั้งตัวเราเอง ต้องมีการดัดแปลงตนเอง มีการสร้างคุณค่าใหม่ของตนและขององค์กรร่วมกัน ต่อเนื่องไปคือเราจะร่วมแลกเปลี่ยนกันต่อถึงถึงรูปธรรมของความร่วมมือ ข้อเสนอจากวง จำนงค์ อยากให้นักปฏิบัติจากที่ต่างๆ เช่น กุดชุม ที่อื่นๆ มาร่วมแลกเปลี่ยนกันว่าได้ปฏิบัติแล้วได้ผลเป็นอย่างไร ใช่หรือไม่ใช่ คือหลังจากวันนี้จะนำไปสู่การปฏิบัติและนำผลที่ได้มาเสนอกันดู อูฐ จากข้อเสนอที่ให้ผู้ใหญ่ ผู้ริเริ่มสายคิดต่างๆ มาคุยกัน เห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่มีข้อเสนอในเรื่องการเรียนรู้ว่าควรระวังการถกเถียงว่าน่าจะเป็นอะไรอย่างไร ต่างกันหรือเหมือนกันอย่างไร ไม่ใช่ในเชิงของการเข้าไปเรียนรู้ แล้วจะเกิดการสังเคราะห์ขึ้นมาเอง ประชา ในปี ๒๘ มีการจัดAshram Pacific มาอยู่ร่วมกันสามอาทิตย์อย่างไม่มีโปรแกรม มีชั่วโมงคุยเป็นทางการวันละ ๑ ชั่วโมง จะเข้าก็ได้ไม่เข้าก็ได้ นอกจากนี้ใครอยากคุยกับใครก็นัดกันเอง และผมเห็นด้วยกับข้อเสนอที่ว่า ให้เป็นการเรียนรู้อย่างอ่อนน้อม เพราะผู้ใหญ่ก็จะมีความอ่อนน้อมด้วย ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าต้องสลายความเป็นสำนักคิดและถ้าทำได้ เราจะมีความร่ำรวยทางสติปัญญาอย่างยิ่ง แต่ถ้ารอผู้ใหญ่อาจจะเป็นเรื่องยาก ถ้าเป็นไปได้ก็เริ่มที่พวกเรานี่แหละ เริ่มจากสองสามวันก่อนก็ได้ ฉันทนา คำถามคือว่าสังคมทางเลือกมีแล้วหรือยัง ถ้าถามดิฉันเห็นว่า มีคนที่อยากจะปฏิบัติตามวิถีที่อยากจะเป็นอยู่มาก ส่วนข้อเสนอในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างสายคิด เข้าใจว่าเพื่อให้เกิดความเข้มข้น แต่ไม่รู้ว่ามันจะขยายไปยังคนกลุ่มอื่นได้อย่างไร แล้วจะสร้างคนรุ่นใหม่อย่างไร หรือการแลกเปลี่ยนจะสร้างไปในหมู่กลุ่มอื่นได้อย่างไร ให้ได้อย่างไม่จำกัดวง คิดว่าน่าจะมีการสร้างปัญญาชน ทำให้สังคมฉุกคิด เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคม ชัชวาลย์ ในความเห็นผมต่อการสร้างทางเลือก ผมเห็นว่ามีและมีมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ต่างคนก็ต่างทำกันไป และยังไม่ค่อยมีพลังพอที่จะอธิบายว่ากำลังจะสร้างอะไร มีนัยยะอย่างไรต่อสังคม และยังไม่สามารถเชื่อมโยงพลังต่างๆ เข้าด้วยกันได้ ประชา ประเด็นที่อาจารย์ฉันทนาเสนอ ผมมองว่าการที่เราวางอะไรวันนี้ให้มาดูกันว่ามันตอบำถามนี้ได้มั้ย ผมว่าประเด็นนี้ดี เรากำหนดวันในการแลกเปลี่ยนพูดคุยกันเลยดีมั้ย ชัชวาลย์ สรุปเป็นช่วงสงกรานต์ เดือนเมษายน ถือเป็นโอกาสรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ไปด้วย และองค์กรร่วมจัดก็คือองค์กรที่มาร่วมกันในวันนี้ เช่น สถาบันต้นกล้า วาระทางสังคม (สุย) มูลนิธิเด็ก จำนงค์ ในเรื่องปฏิบัติการ เราจะทำการสำรวจในเรื่อง ชุมชนพึ่งตนเอง ระบบเกื้อกูล หรืออื่นๆ ชัชวาลย์ จากที่นำเสนอมากคล้ายๆ กับในเรื่อง GNH ที่มีการกำหนดปัจจัยหรือตัวชี้วัด ๔ เรื่อง คือ - - เศรษฐกิจพอเพียง
- - สิ่งแวดล้อมยั่งยืน
- - วัฒนธรรมเข้มแข็ง
- - ธรรมาภิบาล
ที่คล้ายกันคือ การจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน เศรษฐกิจพอเพียง ชุมชนเกื้อกูล มีคุณธรรม มีระบบการตัดสินใจทางการเมืองร่วมกัน หรือเรียกว่ามีประชาธิปไตยชุมชน สมคิด การนำเสนอในช่วงเมษานี้จะเป็นกรณีศึกษาหรือเป็นภาพรวมของทั้งประเทศที่ได้ทำกันอยู่ จำนงค์ อยากให้เห็นภาพรวมว่าใครทำอะไรที่ไหน แล้วเป็นอย่างไร เพื่อที่จะได้รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อ จะได้คิดออกว่าควรทำอย่างไร นอกจากการพึ่งตนเองอยู่ในสังคมเล็กๆ กระแต เป็นคำถามว่าเราควรใช้กรอบการมองอย่างไร ใช้ธัมมิกสังคมนิยมหรือวัฒนธรรมชุมชนหรือกรองแนวคิดอื่นๆ และถ้าเป็นสองกรอบนี้เรามีความเข้าใจในความคิดสองสายนี้เพียงพอแล้วหรือยัง ชัชวาลย์ เราคงใช้เหล่านี้สองสายนี้เป็นจุดเริ่มต้นก่อน และอาจมองจุดร่วมกันจากที่คุยมาคือ มีการดูแลทรัพยากรอย่างยั่งยืน มีการสร้างการอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม มีระบบคุณค่าแท้ มีความเสมอภาค ภารดรภาพ เหล่านี้น่าจะจัดอยู่ในตระกูลเดียวกัน อยากให้ดูตัวเนื้อหาสาระมากกว่าการแยกสายคิด และการจะไปศึกษาต้องมีคนไปสำรวจไปประมวล สมคิด ถ้ามองถึงส่วนที่มีคนดูอยู่แล้ว เรามีการรวมกันวันที่ ๑๖ ก.พ. ๕๐ ซึ่งน่าจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่นำไปร่วมแลกเปลี่ยนกันได้ ชัชวาลย์ ตอนแรกจากที่มีการสำรวจแล้วมาเสนอกันช่วงเมษายน แต่ทางสมคิดเสนอว่ามีกลุ่มที่จะคุยกันเรื่องแบบนี้อยู่แล้วในวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ และอาจจะเชิญผู้เข้าร่วมอื่นๆ เพิ่มขึ้น ที่เสนอมาแบ่งเป็น สุนทรีย์ จำนง และคนอื่นๆ ดูทางภาคอีสาน อาจารย์เจตนา, อูฐ และคนอื่นๆ ดูทางภาคใต้ ชัชวาลย์, บุญยืน, สำรวย และ ฯลย ดูภาคเหนือ อาจารย์อภิชัย พันธเสน พี่เดชา อาจจะเป็นส่วนของภาคกลาง และในเรื่องของการรวบรวม จากที่หลายๆ ที่ทำมีทั้งทาง สสส. วจส. ฯลฯ ผมเห็นว่าเราไม่ต้องทำใหม่ เพราะมีหลายที่ทำแล้ว แต่ต้องมารวบรวมที่กระจัดกระจายที่พูดถึงเรื่องชุมชนเข้มแข็ง ชุมชนตัวอย่าง ชุมชนเป็นสุข เหล่านี้นำมารวบรวม ฉันทนา การสรุปดังกล่าวต้องดูสำหรับวงไหน ถ้าสำหรับวงในคงไม่จำเป็นเท่าไหร่ แต่ถ้าต้องการให้สังคมวงกว้างคงต้องดูและตั้งประเด็นกันให้ชัด เพราะเราต้องการทำงานสำหรับสังคมวงกว้าง ต้องทำงานให้ดีให้เป็นเรื่องเป็นราวสำหรับคนที่ไม่เคยรู้มาก่อน ชัชวาลย์ เอาเป็นว่าให้มีการประมวลจากภาคต่างๆ ขึ้นมา ให้เห็นภาพว่าขณะนี้มีการขับเคลื่อนอะไร ขนาดไหนเป็นเบื้องต้นเพื่อมาคุยกันต่อว่าจะขับเคลื่อนกันต่อไปอย่างไร และเป็นฐานในการวิเคราะห์ ในวันที่ ๑๖ ก.พ. ๕๐ หมู แผนจากทางภูฐานที่วางไว้ว่าจะมาคุยกันในเรื่องความสุขมวลรวมประชาชาติ เป็นการขยายแนวร่วม จึงเป็นการพูดคุยกันระหว่างประเทศในลุ่มน้ำโขง ช่วงเดือนพฤศจิกายนที่จะถึง ประชา ผมตั้งข้อสังเกตนิดนึงว่าผลได้ที่เราต้องการคือ ชุมชนต่างๆ เข้มแข็งขึ้น และขยายตัวออกสู่สังคมได้มากขึ้น ถ้าอันนี้เป็นเป้าหมาย ผมเห็นว่าเราใช้องค์ความรู้ที่เรามีมาแลกเปลี่ยนกัน เชิญผู้หลักผู้ใหญ่มาคุย เราได้ประสบการณ์ มาทำงาน คือส่วนตัวผมไม่เชื่อเรื่องการยกระดับไปคุยกับรัฐ เพราะผมไม่เชื่อเลยเรื่องการยกระดับไปสู่นโยบาย ไปคุยกับรัฐ เพราะถ้าเราสร้างคุณค่าได้รัฐจะเป็นฝ่ายลงมาคุยกับเรา ชัชวาลย์ ผมชี้แจงเพิ่มเติมว่าเวที GNH มีการเชิญทางภาครัฐมาร่วมด้วยมาร่วมจัด แต่หลักๆ คือการแลกเปลี่ยนระหว่างภาคประชาชน เรามุ่งสร้างภาคประชาชนให้เข้มแข็งแต่ชวนรัฐเข้ามาด้วย ผมเห็นว่านี่เป็นโอกาสและเงื่อนไขในการรณรงค์มากกว่า สุย คืออยากชวนให้สรุปในสิ่งที่เราทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่เราทำ ในสิบปีที่ผ่านมาคุณค่าใหม่ที่เราสร้างเป็นอย่างไร ชัชวาลย์ เบื้องต้นเสนอให้มีการสำรวจ และแลกเปลี่ยนกันในวันที่ ๑๖ ก.พ. คือแลกเปลี่ยนกันในเรื่อง ชุมชนเข้มแข็ง ชุมชนเป็นสุข แล้วเราจะทำอย่างไรกันต่อ เราจะมาคุยกันโดยชวนกลุ่มคนให้กว้างขึ้นด้วย ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มเดิม ประชา ภาพการแลกเปลี่ยนที่ผมเข้าใจคือ มีเวทีหนึ่งที่บอกว่าเรามีทรัพยากรแบบนี้ และต้องการความช่วยเหลือแบบนี้จากองค์กรแบบนี้ เรามาแลกเปลี่ยนกันเพื่อสร้างความเข้มแข็ง ชัชวาลย์ ผมอยากให้เราคิดวางแผนการมาประชุม เพราะที่ผ่านมามีปัญหาว่าคุยแล้วมีงานเพิ่ม มีภาระเพิ่ม แล้วก็อ่อนพลัง เราจะทำอย่างไรให้ข่ายที่สร้างเป็นการเพิ่มพลังกัน อยากให้ร่วมกันคิดในส่วนนี้มากขึ้น ผมอยากให้คิดในส่วนนี้มากขึ้น ให้ผู้มาร่วมรู้สึกเป็นเจ้าของและกลับไปทำงานได้มากขึ้นและมีพลัง บุญยืน ผมเห็นว่าที่พื้นที่มีงานมากจากส่วนบนที่ลงไปและทำในเรื่องเดียวกันแต่จัดหลายเวที ผมเข้าใจว่าองค์กรส่วนบนทำในเรื่องคล้ายๆ แต่ไม่ได้ประสานกัน ผมจึงอยากเห็นส่วนบนที่ทำงานเป็นขบวน ไม่ทำงานซ้ำซ้อน ร่วมมือกันรวมตัวกันแล้วลงไปทำพร้อมกัน ลดความซ้ำซ้อนลง ฉันทนา ไม่ได้ตามขบวนการเคลื่อนไหว หรือเครือข่ายงานพัฒนามานาน แต่ว่าโดยส่วนตัวแล้วไม่ได้มองว่าสังคมเป็นเนื้อเดียวกันหมด นึกไม่ออกว่าจะรวมส่วนบนและส่วนล่างเข้าด้วยกันได้อย่างไร เพราะสภาพความเป็นจริงทางสังคมคนไม่ได้ทำงานเดียวกันหมด คำถามคือ ถ้าต้องการทำงานเดียวกันเป็นการบังคับกันมาหรือไม่ เพราะการมาร่วมกันไม่จำเป็นต้องมาหมด แต่อยากให้มาเพราะมีแรงบันดาลใจ เราต้องมีการยกระดับโจทย์ ทำงานให้เห็นความคืบหน้า ให้เห็นประเด็น จึงจะทำให้การมามีประโยชน์ อย่างวันนี้มาแล้วได้แรงบันดาลใจ แต่ถ้าหากเป็นการมาเพราะเป็นวาระ ก็คงจะไม่ได้มีอะไรเพิ่มเติม อีกคำถามคือ เราเคยถามชุมชนหรือไม่ว่าทางชุมชนต้องการแรงบันดาจใจหรือไม่ เมื่อไหร่ หรืออย่างไร อูฐ ผมเห็นด้วยกับสถานการณ์ที่ว่า แต่ผมเห็นต่างว่าเราสามารถทำในเรื่องที่เค้ายังไม่ทำกัน จะได้ไม่เกิดความซ้ำซ้อน ถ้าเรามองงานให้ชัด ก็ไม่ซ้ำแต่ผมว่าวงนี้คุยเรื่องนี้กันในจุดแรกๆ อาจจะมีซ้ำในเรื่องของการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ซึ่งเราสามารถเลือกได้ว่าที่ไหนมีการแลกเปลี่ยนอะไรเราก็ทำให้สิ่งที่ต่าง ให้ชัดคือเราจะทำภารกิจที่คนอื่นยังไม่ได้ทำ ให้ชัดว่าเรากำลังสร้างความเข้มแข็งภายในมากกว่านำไปสู่เชิงนโยบาย ชัชวาลย์ ผมสรุปแบบนี้ได้มั้ยว่า เราจะเอาชุมชนเป็นตัวตั้งในการขับเคลื่อนและเชื่อมโยงกันเท่าที่ทำได้ เริ่มเท่าที่ทำได้ก่อน และวิเคราะห์ว่าเรามีจุดแข็งหรือศักยภาพอะไรที่จะแบ่งปันให้คนอื่น เพื่อช่วยซึ่งกันและกัน และเติมเต็มกันได้จริงๆ ฉันทนา มีคำถามคือตอนนี้คนที่ทำงานชุมชนได้ตั้งโจทย์ไว้หรือไม่ว่าก้าวต่อไปของวัฒนธรรมชุมชนคืออะไร ประชา ผมเสนอให้เรารวมกลุ่มกันมากขึ้นเพื่อใช้ชีวิตร่วมกันเป็นชุมชน เป็นไปได้มั้ยที่เราต้องเรียนจากชาวบ้านที่เข้ามาอยู่เมือง เรียนจากคนจนในเมือง เราต้องเป็นหาและเรียนรู้ สร้างคุณค่าใหม่ มีการพูดคุยกันมากขึ้น สร้างคุณค่าแท้ การหาสมดุลของส่วนตัวส่วนรวม ผมว่านี่เป็นการบ้านที่เราต้องคิด มาหาจุดระหว่างส่วนตัวและส่วนรวม ชัชวาลย์ ผมว่าเราก็คงโดนระบบทุนมากระทำ พวกเราเปราะบางกันมากขึ้น การทำงานก็มีลักษณะชี้นำ เรามีลักษณะเป็นผู้ชี้นำ เดิมนี่เราทำกันคือกิจกรรมสำหรับการเรียนรู้และกิจกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้ แต่เดี๋ยวนี้การทำงานเราคิดละเอียดคิดถึงขั้นค่าอาหารแต่ละมื้อ ผมเห็นว่าแบบนี้เป็นความคิดแบบทุน ผมว่าเราต้องมาคิดกันใหม่ ผมจำได้ว่าก่อนนั้นสมัยที่ยังไม่มีมือถือ อีเมล เรารู้จักกันมาก สนิทกันมาก แต่ปัจจุบันเรากลับรู้จักกันน้อยมาก ผมว่าเหล่านี้มันสะท้อนให้เห็นว่าเรามีความเป็นชุมชนเราน้อยลง ผมเสนอให้เราสร้างกันใหม่ อีกสิ่งหนึ่งคือ กิจกรรมที่เราทำนั้น ถ้าเราทำต่อไปมันไปไม่รอดแล้ว การทำงานเป็นกิจกรรมๆ ถ้าทำอย่างนี้ต่อไปๆ ไม่รอด ผมอยากคิดใหม่ให้เราชัดขึ้น ให้ทำงานกับคนรุ่นใหม่ ประชา มีช่วงหนึ่งที่ผมคิดว่าเราต้องมีพรรคการเมืองใหม่ เราต้องสร้างกระบวนทัศน์ใหม่ แต่ผ่านไปช่วงหนึ่งทำให้ผมลังเลมากต่อการตั้งพรรคในหัวของเอ็นจีโอ จากตัวอย่างในเยอรมันคือ พอพรรคเกิดพลังของประชาชนอ่อน เช่น พรรคที่เยอรมันได้เป็นรัฐบาลสองสมัย เวลาทำงานต้องประนีประนอมมากกับระบบทุน ทำให้ความเป็นพรรคเขียวหมดไปจากเดิมที่คิดว่าจะทวนกระแส ไม่คิดจะประนีประนอม จะเป็นกระบอกเสียงให้กับสังคม เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ให้เกิดขึ้นในสังคม แต่ผ่านไปได้ซักพักพวกที่คิดแบบนี้ถูกถีบออกแล้วพวกที่เรียกตัวเองว่ามองเห็นสังคมด้วยความเป็นจริง ขึ้นมามีอำนาจ ความคิดแบบเดิมก็ตกไป ชัชวาลย์ สรุปที่เราคุยกัน คือ เราจะมาเจอกันในช่วงเมษายน และศึกษาการทำงานที่มีเพื่อมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน และเราจะเติมความเข้มแข็ง จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ เพื่อสร้างชุมชนของเราขึ้นมาใหม่ ประชา เราจะมีเครื่องมือในการวิเคราะห์ทุนได้มั้ย มีกรอบในการวิเคราะห์สังคมได้มั้ย เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนด้วย ชัชวาลย์ คือสร้างเป็นเครืองมือเพื่อการวิเคราะห์ให้ชัด ผมเห็นว่าเราต้องมีกรอบในการวิเคราะห์สังคมที่ชัดเจน ไม่อย่างนั้นเราจะประณีประนอมกับทุน แล้วทำให้เราหลงไป สำรวย (น่าน) เรื่องการทำงาน คิดงานในสิ่งที่เราต้องการ ที่ผ่านมาการทำงานกับส่วนกลางก็จะเป็นประเด็นที่ใหญ่เสมอ แต่ทั้งหมดก็ยังสรุปตัวเองไม่ได้ว่าควรจะทำอย่างไร พี่อ้วน ประเด็นผมคือความเป็นชุมชนในหมู่คนทำงานยังมีน้อย เรามีความเป็นชุมชนกันน้อย ในการทำงานเราไปชื่นชมที่ๆ มีการทำงานอยู่ เหมือนไปหยิบมา แต่ผมว่าถ้าเราดูกันมีหลายที่ที่พยายามเป็นชุมชน อย่างสวนเงินมีมา ตึกมอส. ถ้าจัดกลุ่มก็เป็นชุมชนเหมือนกัน และสิ่งที่ผมพยายามทำอยู่คือชุมชนทางเลือกในเมือง คืออดีตนักกิจกรรม ที่มาร่วมตัวพูดคุยกันในแนวราบ ผมคิดว่าที่ผมทำอยู่มีส่วนมาจากทั้งสองสายคิด ที่พยายามทำชุมชนในเมือง ที่ไม่ได้อยู่ร่วมกันแต่ว่าสามารถแบ่งปันทรัพยากรร่วมกันได้ เช่นตลาดนัดแบ่งปัน ที่อาจจะเป็นกรณีตัวอย่างหนึ่งได้ อันนี้ผมจะรวบรวมมาให้เมื่อทำเสร็จ ชัชวาลย์ เห็นได้ว่าเราต้องเริ่มจากตัวเราเอง องค์กรเครือข่ายและสังคม ค่อยๆ ทำกัน มีกัลยาณมิตรช่วยกันดูว่าเรามีการเปลี่ยนแปลงคุณค่าภายในกันอย่างไร บุญยืน ผมเห็นว่าจากที่เราคุยกันสองวันนี้ ผมเห็นจุดชี้ขาดสองเรื่องคือ เราอยู่กันเป็นชุมชนและมีความสัมพันธ์กันเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย ส่วนนี้ผมเห็นว่าทั้งสองสายคิดเห็นตรงกันว่าความสำคัญอยู่ที่ชุมชน สองคือต้องมีการจัดการทรัพยากรและใช้ทรัพยากรอย่างไม่ฟุ่มเฟือย สิ่งที่ต้องทำคือแนวทาง และวิธีการ เราจะมีวิธีการวางแผนโครงการมีบทบาทอย่างไรให้เกิดขึ้นและเป็นจริง ที่เราไม่เชื่อในความเป็นรัฐ ไม่เชื่อเรื่องการรวมศูนย์ แล้ววิธีการใดจึงจะถูก เวลาไหนจึงจะดี ชัชวาลย์ ผมเข้าใจสิ่งที่บุญยืนเสนอว่า เราต้องกำหนดหลักคิด เพื่อมาปรับตัวเราและวิธีการทำงาน อย่างเป็นกระบวนเป็นชุดและทั้งหมดไปในทิศทางเดียวกัน คือ เน้นความเป็นชุมชน มีการกระจายการจัดการ หากมีใครคิดแบบรวมศูนย์จะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ สำรวย แนวคิดอื่นๆ ที่มีความแตกต่างหลากหลาย บางสายเป็นวิทยาศาสตร์ มีความซับซ้อน เราจะมีการเรียนรู้กันอย่างเข้าใจได้อย่างไร นอกจากนี้ความคิดของเราจะสื่อออกไปสู่คนภายนอกได้อย่างไร เช่น การแต่งกายที่เป็นอยู่นั้น สื่อกับคนภายนอกอย่างไร จริงๆ แล้วมันดีจริงหรือไม่หรือเพียงสนองจริตของเราเท่านั้น ประชา เรื่องการวิเคราะห์สังคม เราได้มีการเชิญผู้รู้จากหลากสายนี่เป็นวิธีหนึ่ง แบบนี้เราจะได้เครื่องมือได้เรียนรู้ต่างสาย แต่เรื่องการสังเคราะห์สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากหลายสายนั้น เราต้องพยายามดึงเอาข้อดีของสายอื่นๆ มาอยู่ในสายของเรา เช่น ความเท่าเทียมของมาร์กต้องมาร่วมอยู่ในสายคิดของเรา นี่เป็นความต้องการของผมที่ต้องการเห็น อีกประเด็นหนึ่งผมสนใจเรื่องการสร้างคนรุ่นใหม่ ทำอย่างไรเราถึงจะช่วยซึ่งกันและกันได้ในการสร้างคนรุ่นใหม่ ผมว่าสำคัญในแบบที่อาจารย์ฉันทนาบอกว่า เราจะขยายผลไปสู่สังคมวงกว้างได้ จำนงค์ เรื่องชุดวิเคราะห์ ผมเห็นว่าทุกชุมชนที่พยายามทำกิจกรรมพึ่งตนเองจะต้องมีชุดวิเคราะห์ของตนเองและปฏิบัติได้ ถ้าพูดให้ง่ายขึ้นอธิบายให้ง่ายขึ้นคือ คิดอย่างไร ต้องการอย่างไร ต้องทำอย่างนั้น เช่น ไม่ชอบการทำลายป่าจะต้องรักษาป่า ไม่ชอบวัฒนธรรมฝรั่งจะต้องรักษาวัฒนธรรมเก่าไว้ ถ้าคิดและอธิบายแบบนี้ก็ง่ายขึ้น ข้อสรุปร่วมกัน - - ติดต่อสื่อสารถึงกันในการทำกิจกรรม ส่งข่าวถึงกัน เพื่อประสานเครือข่ายให้รับรู้งานของกันและกัน
- - มีการพบปะปัญญาชนอาวุโส ในช่วงเดือนเมษายน
- - ทำ mapping เครือข่ายชุมชนและชีวิตทางเลือก เพื่อมาแลกเปลี่ยนกันในเดือนกุมภาพันธ์
- - สร้างการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
- - สร้างเครื่องมือในการวิเคราะห์สังคม
- - พัฒนาการทำงาน หรือฝึกคนรุ่นใหม่
|
เขียนโดย ผู้เยี่ยมชม เปิด 2007-03-26 08:02:46 อ่านจบแล้วทั้ง 3 ตอย มีประโยชน์มาก ขอบคุณทีมงานมากๆครับ ถ้าเป็นไปได้ คุยกันคราวต่อไปขอให้รายงานต่อด้วยนะครับ |
เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่แสดงความคิดเห็นได้ กรุณาเข้าสู่ระบบหรือสมัครสมาชิก Powered by AkoComment 2.0! |