+ + + + + ยินดีต้อนรับสู่ www.semsikkha.org + + + + + + + + + + ยินดีต้อนรับสู่ www.semsikkha.org + + + + +
ปฏิทินกิจกรรม
พฤศจิกายน 2008 ธันวาคม 2008
สัปดาห์ที่ 44 1
สัปดาห์ที่ 45 2 3 4 5 6 7 8
สัปดาห์ที่ 46 9 10 11 12 13 14 15
สัปดาห์ที่ 47 16 17 18 19 20 21 22
สัปดาห์ที่ 48 23 24 25 26 27 28 29
สัปดาห์ที่ 49 30
Login Form
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
เครือข่ายของเรา
Baandin.org
Sulak-sivaraksa.org
suan-spirit.com
siambaandin
semsikkhalai
สำนักพิมพ์เสมสิกขาลัย
สถาบันต้นกล้า
เสขิยธรรม
มันตรานิวาส
ป๋วยเสวนาคาร
ตัวกูของกู มิวสิค
wechange555.com
INEB
เคล็ดไทย

สนใจแลกลิงค์




สรรสาระ : ตามรอยความคิดทางการศึกษาและกระบวนการเรียนรู้ของพุทธทาสภิกขุ (๑) PDF พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย ประชา หุตานุวัตร   

ปาฐกถาเรื่อง ตามรอยความคิดทางการศึกษาและกระบวนการเรียนรู้ของพุทธทาสภิกขุ
โดย ประชา หุตานุวัตร

สวนโมกข์เสวนาสัญจรครั้งที่ ๙ หัวข้อ "การศึกษาและกระบวนการเรียนรู้ทางศีลธรรมของสังคมไทย"
ณ ห้องประชุมกำแหงพลางกูร สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ถนนสุโขทัย กรุงเทพฯ
วันเสาร์ที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๔๙ เวลา ๐๘.๓๐ - ๑๖.๓๐ น.
จัดโดย : มูลนิธิเด็ก เครือข่ายธรรมโฆษณ์ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา และแอคชั่นเอดแห่งประเทศไทย

เพื่อนสหธรรมิกทั้งหลายผู้มีความสนใจความคิดทางการศึกษาของท่านอาจารย์พุทธทาส

การตามรอยความคิดด้านสำคัญๆ ของท่านอาจารย์พุทธทาสนั้น ผมเห็นว่าเป็นเรื่องยาก ถ้าไม่เห็นความคิดท่านอย่างเป็นองค์รวม และไม่เห็นความหมายหลายชั้นที่ท่านซ่อนไว้ เราอาจจะตีความพลาดได้ ดังที่ท่านอาจารย์เจ้าคุณประยุทธ์ ปยุตฺโต ได้เตือนไว้ว่า

"บางคนไปอ่านหนังสือของท่านบางส่วนบางเล่ม เห็นข้อความบางอย่างก็จับเอาไปว่าท่านคิดเห็นอย่างนั้น ถ้าเราไม่รู้ความเป็นมาเป็นไปเลย ไม่รู้แนวคิดพื้นฐานกว้างๆ ของท่าน เราก็มองไปตามความคิดความรู้สึกของเราเอง เท่ากับเราตีความตามที่ตัวเองต้องการ ก็ทำให้เกิดปัญหายุ่งกันใหญ่" (ร้อยคน ร้อยธรรม ร้อยปีพุทธทาส, น.๑๒ )

อย่าว่าแต่อ่านบางเล่มบางส่วนเลย แม้แต่ศิษย์หาและสหายธรรมที่อยู่ศึกษาใกล้ชิดกับท่านก็อาจจะอ่านความคิดของท่านต่างกันออกไปอย่างตรงกันข้ามก็ได้ จะตัดสินว่าใครถูกใครผิดก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ส่วนหนึ่งก็เกิดจากการมองไม่รอบด้านอย่างที่ท่านเจ้าคุณประยุทธ์ว่า แต่อีกส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะงานคิดงานเขียนของท่านนั้น ในตัวมันเองตีความได้หลายแบบ ผมเคยเรียนถามท่านเรื่องนี้ ท่านบอกว่าเป็นความตั้งใจของท่านด้วย

ฉะนั้นสิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้ ยอมไม่มีทางหลีกเลี่ยงว่ามีส่วนที่เป็นการตีความของผมและย่อมมีความเห็นของผมปนอยู่ด้วย ไม่มากก็น้อย

เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายที่ค้นคว้าเกี่ยวกับแนวคิดทางการศึกษาของท่านอาจจะตีความต่างจากผมได้ และอาจจะดีกว่า เหมาะกว่าที่ผมตีความก็ได้ ผมยินดีรับฟังและยินดีถกเถียงด้วยนะครับ

วันนี้ผมจะแบ่งเรื่องที่จะพูดออกเป็นสามตอน

ตอนแรก จะพูดถึงที่มาที่ไปและบริบทของความคิดทางการศึกษาของท่านอาจารย์พุทธทาส เพราะถ้าเราไม่เข้าใจบริบทที่มาที่ไปแล้ว เราอาจจะเข้าใจความคิดทางศึกษาของท่านพร่ามัวไปได้ หรืออาจจะตีความต่างไปจากความต้องการของท่านได้

ตอนที่สอง จะว่าด้วยข้อวิพากษ์วิจารณ์ของท่านต่อระบบการศึกษาปัจจุบัน และ

ตอนสุดท้าย จะว่าด้วยข้อเสนอทางการศึกษาของท่านที่ท่านถือว่าเป็นทางออก หรือเป็นการศึกษาที่พึงปรารถนา


 

ตอนที่ ๑

ที่มาที่ไปและบริบทของความคิดทางการศึกษาของท่านพุทธทาส

ประเด็นแรกสำหรับที่จะทำความเข้าใจที่มาที่ไปของความคิดทางการศึกษาของท่านนั้น ผมขอเสนอว่า ความคิดของท่านตั้งอยู่บนกระบวนทัศน์อีกแบบหนึ่ง ที่ต่างออกไปจากกระบวนทัศน์กระแสหลักที่ครอบงำสังคมไทยในรอบ ๑๕๐ ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่สังคมสยามเริ่มเข้าสู่ความทันสมัยเมื่อสมัยรัชการที่ ๔ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

ผมใช้คำว่ากระบวนทัศน์ในความหมายว่าเป็นของชุดความคิด ความเชื่อ ทัศนคติ และสมมติฐานเกี่ยวกับความดี ความงาม ความจริง ที่มาด้วยกันชุดหนึ่ง

ในที่นี้คงไม่มีเวลาพอที่ผมจะแจงรายละเอียดว่ากระบวนทัศน์หลัก มีลักษณะอย่างไรบ้าง สิ่งที่ผมต้องการบอกก็คือ ท่านอาจารย์นำเสนอกระบวนทัศน์แบบพุทธที่ต่างออกไปอีกชุดหนึ่ง กล่าวอีกนัยหนึ่ง ท่านเสนอกรอบคิดพื้นฐาน หรือชุดความคิดพื้นฐาน หรือสมมติฐานต่างๆ ของท่านเกี่ยวกับธรรมชาติของจักรวาล ธรรมชาติของมนุษย์ และธรรมชาติของสังคม ตลอดจนตำแหน่งแห่งที่ของมนุษย์และสังคมมนุษย์ในสากลจักรวาลต่างออกไปจากชุดของกระแสหลัก รวมทั้งความคิดเรื่องความเป็นไทยของท่าน ถ้าเข้าใจความคิดพื้นฐานของท่านเหล่านี้ เราจะเข้าใจและตีความความคิดทางด้านการศึกษาของท่านได้ง่ายขึ้น และแม่นยำขึ้น

อีกเรื่องหนึ่งที่เราจะต้องตระหนักก็คือ ในแง่ที่ท่านเป็นนักคิดตัวฉกาจ แม้ท่านจะใช้ถ้อยคำร่วมสมัยที่ใช้ร่วมกันในสังคม แต่ท่านมักมีนิยามที่ต่างออกไป ไม่ว่าจะเป็นคำเก่าอย่าง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือคำที่ใหม่ที่เราแปลจากฝรั่งอย่าง เสรีภาพ สมภาพ ภราดรภาพ ประชาธิปไตย เผด็จการ รวมทั้งคำว่าการศึกษาด้วย

ถ้อยคำเหล่านี้ล้วนแต่มีความหมายพิเศษต่างจากที่ใช้กันในวงวิชาการกระแสหลักและที่เข้าใจและใช้กันทั่วไป ท่านยังได้คิดค้นคำใหม่ๆ ขึ้นอีกหลายคำเพื่อสื่อความคิดของท่านด้วย

กระบวนทัศน์แบบพุทธที่ท่านพุทธทาสนำเสนอต่อสังคมไทย

๑. จักรวาลเป็นสิ่งมีชีวิต ประกอบด้วยธาตุ ๖ (ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ และวิญญาณ) คือทั้งส่วนที่เป็นวัตถุธาตุและวิญญาณธาตุ ในแง่นี้หมายความว่าจิตสำนึก มีฐานความเป็นจริงในระบบธรรมชาติ คือมาจากจิตธาตุ หรือวิญญาณธาตุ หรือ มโนธาตุ และท่านถือว่า

"เป็นตัวสำคัญ เป็นประธาน มีอำนาจนำ หรือยังคับวัตถุได้ บังคับรูปธรรมทั้งหลายได้ สุขหรือทุกข์ขึ้นกับมโนธาตุ" (ปรมัตถ์, น.๓๔-๓๕)

                ๒.โลกและจักรวาลนอกจากจะเป็นสิ่งมีชีวิตแล้ว ยังมีเป้าหมายที่แน่นอนอีกด้วย คือทุกสิ่งจะวิวัฒนาการไปสู่ความรู้ ความตื่น ความเบิกบาน ตามธรรมชาติธรรมดาของมันเอง ท่านเรียกศักยภาพนี้ว่า ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ

"ที่เรียกว่าธรรมชาติก็เพราะว่ามันมีอยู่แล้ว มีอยู่เองโดยธรรมชาติ หรือจะเรียกว่า ธรรมชาติที่เป็นเชื้อแห่งความเป็นพุทธะ มีเชื้ออันนี้อยู่แล้วในสิ่งที่มีชีวิต ฉะนั้นสิ่งมีชีวิตจะต้องเจริญไปในทางที่จะถึงความเป็นพุทธะ" (ยก, น.๒๔๖-๒๔๗)

                ๓. ความเป็นจริงของโลกและจักรวาลทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ไม่มีอะไรนอกเหนือจากธรรมชาติ และธรรมชาติดำเนินไปอย่างมีกฎเกณฑ์กำกับ ท่านถือว่าเป็นกฎเกณฑ์เด็ดขาดตายตัวด้วย แม้นี่จะเป็นวาทกรรมใหม่ แต่ท่านถือว่าท่านสรุปมาจากคำสอนของพระพุทธเจ้านั่นเอง  

                ๔. จักรวาลและโลกธรรมชาติมีลักษณะเป็นสังคมนิยม

"จักรวาลทั้งหมดในโลก ในสากลจักรวาล มันก็เป็นระบบสังคมนิยม ดวงดาวไม่รู้ว่ามีมากมายเท่าไรในท้องฟ้านั้น มันอยู่กันด้วยระบบสังคมนิยม มันถูกต้องอยู่ตามระบบของสังคมนิยม" (ธัมมิกสังคมนิยม, น.๑๑๗-๑๑๘)

ธรรมชาติของมนุษย์

                ๑. ท่านอาจารย์พุทธทาสถือว่า คนเรานั้นเป็นธาตุที่ประชุมปรุงแต่งกันขึ้นมาโดยมีเชื้อที่จะเป็นพุทธะใส่มาแล้วเสร็จ และเป็นภาคปลายของเส้นทางวิวัฒนาการของธรรมชาติ หรือว่าใกล้ต่อจุดสูงสุดเต็มที่แล้ว (ไก, น.๒๕๒-๓)

                ๒. ธรรมชาติความเป็นพุทธะอาจจะเบิกบานช้าเร็วได้ สุดแต่เหตุปัจจัย แม้จะมีอะไรมาขัดขวาง มันยังอยากจะรุดหน้าไปเรื่อย ให้ไปถึงจุดของความรู้ที่สมบูรณ์ให้จนได้

                "มันก็ควรเชื่อและน่าเชื่อ ว่าทุกคนต้องไปนิพพาน" (ไก, น.๒๖๓-๔)

๓. ความดีงามจนถึงศักยภาพที่จะรู้แจ้งเป็นพื้นฐานของธรรมชาติมนุษย์ กิเลสเป็นเรื่องที่เกิดจากการจัดการศึกษาอบรมที่ผิดพลาด จึงทำให้สัญชาตญาณพัฒนาไปในทางที่ผิด กลายเป็นความเห็นแก่ตัว ถ้าจัดการศึกษาอบรมอย่างถูกต้อง สัญชาตญาณที่เป็นตัวกลางๆ ตามธรรมชาติก็จะเจริญไปตามทางโพธิภาวะ กลายเป็นปัญญาและกรุณา จนถึงความรู้แจ้ง

ธรรมชาติของสังคม

                ๑. ท่านอาจารย์เชื่อว่าสังคมจะดีงามและสงบสุขนั้น ต้องจัดให้สอดคล้องกับกฎของธรรมชาติ โดยเฉพาะกฎอริยสัจจ์ ๔ และปฏิจจสมุปบาท

                ๒. ระบบทุนนิยม หรือเสรีนิยมนั้น เป็นระบบที่ขัดกับกฎธรรมชาติ เพราะไปส่งเสริมสัญชาตญาณให้พัฒนาเป็นกิเลสทั้งระดับบุคคลและสังคม จึงทำให้เกิดความเดือดร้อนทุกข์ยากยิ่งขึ้นทุกที

"ทีนี้ดูประชาธิปไตยหลายรูปแบบที่กำลังมี ประชาธิปไตยชนิดที่มีนายทุน เขายังมีหน้ามาเรียกประชาธิปไตย ... มันขัดกันอยู่ในตัวเห็นไหม มันขัดกันอยู่ในความหมายในคำพูดนั้น ถ้าเป็นประชาธิปไตยแล้ว นายทุนจะเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะคนอื่นก็แย่ลง เมื่อมันมีคนหนึ่งเอาส่วนเกินมากขึ้นๆ พวกหนึ่งมันก็ยอบแยบลง ..." (น.๓๒๒-๓๒๓)

                ๓. ระบบสังคมนิยมที่เคยมีสหภาพโซเวียตเป็นแม่แบบนั้น ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง เพราะไม่ได้ดำเนินไปตามกฎธรรมชาติอีกเช่นเดียวกัน

"สังคมนิยมทุกรูปแบบที่มีอยู่ในโลกเวลานี้ เป็นสังคมนิยมแบบตัวกู-ของกูทั้งนั้น อย่างน้อยหรืออย่างดีที่สุดก็เป็นตัวกูใหญ่ๆ แล้วเป็นสังคมนิยมแบบที่กดไว้ด้วยอำนาจ พอล้ามือเมื่อไร มันก็ไม่เป็นสังคมนิยมหรอก ประเทศสังคมนิยมที่เขาว่าดีที่สุดในโลกปัจจุบันนี้ มันอยู่ด้วยการบีบไว้ด้วยนิ้วเหล็ก พอไอ้นิ้วนั้นมันคลายเมื่อไร มันจะหมดความเป็นสังคมนิยมทันที เพราะมันไม่ใช่เป็นสังคมนิยมของพระเจ้าด้วยใจจริง" (น.๑๗๕)

                ๔. ท่านเสนอให้จัดระเบียบสังคมแบบธัมมิกสังคมนิยม คือสังคมนิยมที่ตั้งอยู่บนหลักของธรรมะที่มีหลักสำคัญดังต่อไปนี้

                        ก. ให้ถือว่าเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์เป็นเพื่อนทุกข์ ใช้หลักเมตตากรุณาอยู่                                      ร่วมกันแบบสหกรณ์ การอยู่ร่วมกันแบบหมู่คณะ ร่วมมือกัน แบ่งปันกัน                                              สอดคล้องกับกฎธรรมชาติ การแก่งแย่งแข่งขันกัน เอารัดเอาเปรียบกัน ขัดกับกฎ                              ธรรมชาติ

                        ข. เพื่อให้คนอื่นและสัตว์อื่นอยู่ได้ ปัจเจกชนแต่ละคนต้องไม่สะสมส่วนเกิน หรือ                             ครอบครองทรัพย์เกินความจำเป็น กฎธรรมชาติไม่อนุญาตให้เกิดการสะสม                                        ส่วนเกิน

"การไม่เอาส่วนเกินนี้ เป็นกฎธรรมชาติ เป็นความมุ่งหมายของธรรมชาติ และเป็นสิ่งที่ธรรมชาติได้ใช้กำกับสิ่งทั้งปวงในโลก" (น.๑๖๘-๑๖๙)

                        ค. ต้องคิดใหม่ในเรื่องการถือครองกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน โดยเฉพาะที่ดิน

"การถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สมบัติ ... อย่าถือด้วยความโง่หลงว่าเป็นตัวกู-ของกู เมื่อโดยแท้จริงไม่เป็นตัวกู ไม่เป็นของกู ... ฉะนั้นการที่จะจัดสรรที่ดินระบบใหม่ ไม่ให้มีสิทธิ์ยึดครอง แต่ให้สิทธิ์ในการทำกินนั้นนะ มันไม่ใช่ของใหม่..มันก็เป็นเข้ารูปของเก่า ที่เขามีอยู่แล้ว ที่เขาเคยรอดตัวกันมาแล้ว ที่เคยทำกันมาอย่างถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติแล้ว" (น.๔๙๗)

"(วัดไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์ของสมภาร) แล้วสมภารก็มีที่อยู่ ที่กิน ที่นอน ... (แม้) ว่าสมภารไม่ต้องมีกรรมสิทธิ์ในวัด ในที่ดินของวัด ช่วยจัดทำกันไปตามเรื่อง สมภารนี้ตายแล้ว สมภารอื่นก็เข้ามาแทนที่ ในรูปแบบเดียวกัน นี่มันคือระบบของพระศาสนา มีมาตั้งแต่โบราณกาลตั้งพันปีแล้ว เขาก็อยู่กันมาได้" (น.๔๙๕)

        ง. สังคมที่ดีงามควรอยู่ด้วยกันในขนาดเล็ก

"เอาอย่างมหาตมคานธีว่าก็ได้ อยู่กันเป็นหมู่บ้านเล็กๆ คล้ายธรรมชาติเดิมนู้น ให้มากที่สุด อย่ารวมกันเป็นเมือง อย่ารวมกันเป็นนคร อย่ารวมกันเป็นมหานครที่เป็นดงบ้า มันยิ่งเป็นมหานครเท่าไร มันยิ่งเป็นดงบ้ามากขึ้นเท่านั้น อยู่อย่างหมู่บ้านเล็กๆ เรื่อยไป ก็ยิ่งบ้าน้อยลงๆ จนไม่บ้าเลย" (น.๑๘๕)

จ.มนุษย์ต้องกลับไปอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ที่พระพุทธเจ้าท่านเคยอยู่ให้ดูมาแล้วต้องไม่  ขุดเอาทรัพยากรธรรมชาติออกมาถลุงเล่นอย่างไร้ประโยชน์อันแท้จริงอย่างในปัจจุบัน

                ๕. สาเหตุที่คนส่วนใหญ่ในสังคมอยู่กันอย่างไร้ศีลธรรม ก็เพราะชนชั้นนำอยู่กันอย่างไรศีลธรรม และเมื่อคนทั้งสังคมอยู่กันอย่างไร้ศีลธรรมแล้ว ระบบธรรมชาติก็จะเรรวน ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล และภัยธรรมชาติต่างๆ จะเกิดตามมา

                ท่านเรียกวงจรนี้ว่า ปฏิจจสมุปบาทแห่งทุพพลภาพ - กฎธรรมชาติว่าด้วยความเสื่อมทรามทางสังคม

 "ชนชั้นนำเกิดความไม่ชอบธรรมขึ้นก่อน แล้วประชาชนก็เกิดความไม่เป็นธรรมตามมา แล้วก็ทำลายธรรมชาติ ทำให้ธรรมชาติไม่ประกอบไปด้วยความถูกต้อง เมื่อธรรมชาติไม่ถูกต้องมันก็แวดล้อมมนุษย์ให้เลวลงไปอีก กระทั่งเลวทางกาย กระทั่งเลวทางจิตใจ เมื่อเรามีร่างกายวิปริต จิตใจก็พลอยวิปริต" (จาก จักวัตติสูตร)


 

ตอนที่ ๒

วิพากษ์ระบบการศึกษาปัจจุบัน

                บนพื้นฐานของการเข้าใจ ธรรมชาติ มนุษย์และสังคมดังกล่าวมาแล้วในตอนที่หนึ่งนั่นเอง ที่ท่านอาจารย์ใช้เป็นหลักในการวิจารณ์ระบบการศึกษาปัจจุบัน และเราต้องเข้าว่าท่านทำต่อเนื่องกันเป็นเวลาหลายสิบปี จนอาจจะเรียกได้ว่าท่านหันปากกระบอกปืนใหญ่มาที่กระทรวงศึกษาธิการเป็นส่วนใหญ่ในกระบวนการวิพากษ์วิจารณ์สังคมไทยของท่าน เพราะท่านเห็นว่าปัญหามากมายในสังคมไทยเกิดจากการศึกษาที่ผิดพลาด แม้แต่ความฉ้อฉลทางเศรษฐกิจการเมืองทั้งหลาย และความเสื่อมสลายทางวัฒนธรรม ท่านก็ถือว่ามาจากระบบการศึกษาที่ผิดพลาดด้วย

                แต่ไม่ได้หมายความว่าท่านเห็นการศึกษาเป็นอิสระจากอำนาจอื่นๆ ในสังคม ท่านปรารภอยู่เสมอว่าการศึกษาถูกใช้เป็นเครื่องมือของเศรษฐกิจการเมือง จนบางครั้งท่านถึงกับใช้คำว่าเป็นทาสทางเศรษฐกิจการเมืองก็มี

                มองมุมกลับท่านให้ความสำคัญกับการศึกษามากเป็นพิเศษ เพราะท่านเชื่อว่าถ้าเปลี่ยนที่นี่ได้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงด้านอื่นๆ เพื่อนำสังคมไทยและสังคมโลกไปสู่ความถูกต้อง หรือสัมมาทิฐิ กล่าวอีกนัยหนึ่งการวิจารณ์ว่าการศึกษาเป็นทาสระบบเศรษฐกิจการเมืองนั้น ท่านต้องการให้การศึกษาเป็นอิสระจากระบบเศรษฐกิจการเมือง มิฉะนั้นความหวังของท่านที่จะให้การศึกษาเป็นจักรตัวแรกที่จะหมุนไปเคลื่อนจักรอื่นๆ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั่วสังคมย่อมเป็นไปไม่ได้

                คำถามของพวกเราที่สนใจการศึกษาตามแนวคิดของท่านก็คือ ความหวังนี้ของท่านสมจริงแค่ไหน ประเด็นนี้เป็นประเด็นสำคัญสำหรับการถกเถียงเรื่องการปฏิรูปการศึกษาไทยในยุคนี้ เราไม่เคยมีนักการเมืองที่เป็นนักคิดทางด้านการศึกษา และเราไม่เคยมีนักการศึกษาที่กล้าหาญทางจริยธรรมพอที่จะยืนยันกับนักการเมืองว่าการศึกษาต้องตั้งอยู่บนธรรมะและเป็นอิสระจากการเมือง

                ประเด็นสำคัญที่สุดที่ท่านวิพากษ์ระบบการศึกษาปัจจุบัน ไม่เฉพาะในเมืองไทยเรา แต่ท่านหมายถึงการศึกษาทั่วโลกก็คือ การศึกษาไม่ได้ให้ความรู้พื้นฐานของความเป็นมนุษย์ แต่กลับส่งเสริมสัญชาตญาณของสัตว์ในตัวคนเราให้งอกงามยิ่งขึ้น ท่านไม่ได้ปฏิเสธว่าการศึกษาปัจจุบันได้ช่วยให้เยาวชนของเราฉลาดขึ้นกว่ายุคเก่าก่อนมากมาย แต่ความฉลาดนี้ ไม่ได้ทำให้คนต่างจากสัตว์ กล่าวคือการศึกษาส่งเสริมคนให้เป็นทาสอายตนะ คืออยากได้และอยากมีอยากเป็น

                ถ้าเรากลับไปมองสมมติฐานเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ของท่านที่กล่าวมาแล้วในตอนที่๑ ก็หมายความว่าการศึกษาส่งเสริมสัญชาติญาณแห่งตัวกู-ของกู หรืออหังการ มมังการ ให้งอกงามจากสัญชาตญาณธรรมชาติที่เป็นกลางๆ ให้เติบโตขึ้นเป็นกิเลสตัณหา และความเห็นแก่ตัวนานาแบบ ตั้งแต่อย่างหยาบๆ จนถึงละเอียดลึกซึ้งที่จะเอาเปรียบคนอื่นและสัตว์อื่น

                และนี่เองคือที่มาของคำว่าการศึกษาหมาหางด้วน คือสอนให้คนฉลาดแต่ไม่ได้สอนให้ควบคุมความฉลาด เพราะไม่ได้สอนให้เป็นอิสระจากกิเลส แต่กลับสอนว่าความดีงามคือการได้ทรัพย์ ชื่อเสียงและอำนาจ

                ผลเสียที่เกิดขึ้นจากการศึกษาแบบนี้ก็คือ

                ๑. เยาวชนของเราไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้จักดู ไม่รู้จักเห็น ไม่รู้จักวิจัยวิจารณ์การทำงานของจิตใจตัวเอง รวมทั้งไม่มีจุดหมายที่สูงส่งของชีวิต คือที่ท่านใช้คำว่า ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม คือเรียนหนังสือเพียงเพื่อมีอาชีพมีงานการทำเท่านั้น ท่านเห็นว่าเป็นเรื่องเสียหายมาก ที่เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วไม่ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่ธรรมชาติของมนุษย์มีให้ คือการเข้าถึงพุทธภาวะที่มีอยู่แล้วในตน

                ๒. การศึกษาแบบนี้ทำให้คนไม่อยากทำงานธรรมดาสามัญ เช่นการทำไร่ทำนา การทำมาค้าขายแบบหาเช้ากินค่ำ หรือประกอบอาชีพพื้นฐานต่างๆ

                ๓. ยิ่งเรียนยิ่งละทิ้งศาสนา ท่านคัดค้านการแยกศาสนาออกจากการศึกษาที่เราเอาแบบมาจากตะวันตกอย่างยิ่ง

                ๔. ทำให้คนหลงใหลในวัตถุนิยม อย่างไม่ลืมหูลืมตา กลายเป็นทาสของเทคโนโลยี

                ที่น่าสนใจก็คือท่านวิเคราะห์สาเหตุความผิดพลาดนี้อย่างไร

                ๑. ที่สำคัญที่สุด เพราะเราเอาฝรั่งเป็นมาตรฐานในการจัดการศึกษา และการพัฒนาประเทศด้วย ท่านเรียกร้องให้เลิกเอาฝรั่งเป็นมาตรฐานแล้วกลับมาหารากของเราเอง

                ๒. สิ่งแวดล้อมทางสังคมทั่วโลกเวลานี้เต็มไปด้วยสิ่งยั่วยุกิเลส หรือเห็นแก่ความอร่อยทางวัตถุธรรม และสิ่งชวนให้เสพติด ไม่ใช่เสพติดในความหายของยาเสพติดเท่านั้น แต่ในแง่ที่ลึกซึ้งกว่านั้นมาก คือติดในความอยากได้ อยากมี อยากเป็นต่างๆ

                ๓. สังคมไทยทั้งสังคมกลายเป็นสังคมมิจฉาทิฐิไปแล้ว ไม่ได้เป็นสังคมพุทธที่เนื้อหาอีกต่อไป กล่าวคือค่านิยมของสังคมเห็นความโลภเป็นของดีมีคุณค่า หรือถ้าคำของท่านก็ต้องว่าสังคมของเราบูชากิน กาม เกียรติกันอย่างไม่ลืมหูลืมตา

                ๔. แม้แต่พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ พระเจ้าพระสงฆ์ก็ตกอยู่ในบรรยากาศของความหลงผิดที่ว่านี้เช่นเห็นว่าเรื่องสันโดษและการไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นคำสอนที่ไม่สามารถเอามาสอนเด็กได้

                ๕. ยิ่งกว่านั้นมหรสพหรือที่ท่านเรียกว่าสิ่งประเล้าประโลมใจก็เป็นไปในทางเสริมน่านิยมที่ผิดๆ เช่นเดียวกัน

                ๖. ท่านสรุปว่าทั้งหมดนี้ ทำให้เยาวชนของเราเติบโตมาในบรรยากาศที่ไร้วัฒนธรรม และไม่รู้คุณค่าของความเป็นไทยอย่างแท้จริง

ท่านตระหนักว่าการที่จะแก้ไขนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ท่านจะเรียกร้องอย่างรุนแรง จริงจัง ต่อเนื่องให้นำศีลธรรมกลับมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่เยาวชน จนถึงกลับทำเป็นคำขวัญสำคัญของสวนโมกข์ว่า ศีลธรรมของเยาวชนคืออนาคตของโลก แต่ท่านก็ตระหนักว่าจะให้ศีลธรรมกลับมานั้น ไม่ใช่สามารถทำได้ด้วยการสอนศีลธรรมในโรงเรียน เพราะในระบบโรงเรียนนั้น พลังทางยั่วยุกิเลสมีมากเกินกว่าจะแก้ได้โดยการสอนศีลธรรมเป็นวิชาหนึ่งท่ามกลางวิชาอื่นๆ

                ท่านตระหนักว่าการจะนำการศึกษาในอุดมคติของท่านมาสู่ความเป็นจริงนั้น จะต้องหมายถึงการเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะจะต้องเกิดการปะทะระหว่างความคิดสองกระแสอย่างเข้มข้น

"... จะเอาการศึกษาชนิดของพระพุทธเจ้า ที่ทำลายความเห็นแก่ตัวเข้ามาจับกับระบบการศึกษาของคนที่เห็นแก่ตัวนี้ในครั้งแรก มันก็ต้องปะทะกันอย่างยิ่ง"

( อ่านตอนต่อไป วันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๐ )

ความคิดเห็น

เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่แสดงความคิดเห็นได้
กรุณาเข้าสู่ระบบหรือสมัครสมาชิก

Powered by AkoComment 2.0!

ลงนามกำลังใจ
สมัครสมาชิกเว็บไซต์
ติดต่อเรา
เพื่อนบ้าน
กระดานสนทนา
ข่าวฝากประชาสัมพันธ์
Email 4 Staff
หนังสือแนะนำ
สินค้าน่าสนับสนุน
ช่วยคนชราธิเบตพลัดถิ่น
ภาพความหมาย
ran02.jpg
ปักหมุดประกาศ

Image ร่วมทำบุญเพื่อช่วยเหลือคนชราธิเบตพลัดถิ่นในอินเดีย ที่อาศัยอยู่ในบ้านพักคนชรา อายุตั้งแต่ ๗๐ ปีขึ้นไปได้มีโอกาสเข้าฟังธรรมจากองค์ทะไลลามะและแสวงบุญ ณ เมืองพุทธคยาในบั้นปลายของชีวิต รายละเอียดเพิ่มเติม

Image สารเพื่อนเสม  ข่าวสารองค์กรเครือข่าย มูลนิธิเสฐียรโกเศศ - นาคะประทีป จดหมายข่าวราย 2 เดือน ปีที่ 4 ฉบับที่ 32 พฤศจิกายน-ธันวาคม 2551
+ จุดเปลี่ยน / กฤตยา ศรีสรรพกิจ
+ ช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิต / วารุณี ไม้ตราวัฒนา
+ ในอ้อมกอดของขุนเขาและเหล่ากระบวนกร / พูลศรี ไชยประสิทธิ์
+ วัยเด็ก ..ต้นไม้แห่งความทรงจำ : นาทีชีวิต ตอน 2
+ Tokyo Tower : แม่ครับ...ผมรักแม่/ จากบทภาพยนตร์
+ สุนทรียสนทนา / วิทยากร โสวัตร  
 อ่านสารเพื่อนเสม
 

Image ปาจารยสาร ฉบับ "การศึกษาทางเลือก การเดินทางเพื่อกลับไปจุดเดิม? 
||
สมัครสมาชิก || บอร์ดชาวปาจารยสาร || 
ปีที่ 32 ฉบับที่ 6 กรกฎาคม-สิงหาคม 2551
- การศึกษาเพื่อการครอบงำ
- บทเรียนแห่งการปฏิรูปการศึกษา
- สู่การศึกษาทางเลือก
- ทางเลือกของทางเลือก
- แพทย์แผนทิเบตศาสตร์แห่งอดีต เพื่อรักษาปัจจุบัน
- ศานตินิเกตัน สถาบันชีวิต
- เวียตนามในความทรงจำนักปั่น
  

 อยากอ่านติดต่อไปที่ โทรศัพท์ 02- 8603527 หรืออีเมล์

สถิติ
ผู้เยี่ยมชม: 3159925
   หน้าแรก arrow สิกขาปริทัศน์ (บทความ) arrow สรรสาระ arrow สรรสาระ : ตามรอยความคิดทางการศึกษาและกระบวนการเรียนรู้ของพุทธทาสภิกขุ (๑)