+ + + + + ยินดีต้อนรับสู่ www.semsikkha.org + + + + + + + + + + ยินดีต้อนรับสู่ www.semsikkha.org + + + + +
ปฏิทินกิจกรรม
พฤศจิกายน 2008 ธันวาคม 2008
สัปดาห์ที่ 44 1
สัปดาห์ที่ 45 2 3 4 5 6 7 8
สัปดาห์ที่ 46 9 10 11 12 13 14 15
สัปดาห์ที่ 47 16 17 18 19 20 21 22
สัปดาห์ที่ 48 23 24 25 26 27 28 29
สัปดาห์ที่ 49 30
Login Form
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
เครือข่ายของเรา
Baandin.org
Sulak-sivaraksa.org
suan-spirit.com
siambaandin
semsikkhalai
สำนักพิมพ์เสมสิกขาลัย
สถาบันต้นกล้า
เสขิยธรรม
มันตรานิวาส
ป๋วยเสวนาคาร
ตัวกูของกู มิวสิค
wechange555.com
INEB
เคล็ดไทย

สนใจแลกลิงค์




สรรสาระ : ตามรอยความคิดทางการศึกษาและกระบวนการเรียนรู้ของพุทธทาสภิกขุ (๒) PDF พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย ประชา หุตานุวัตร   

ตอนที่ ๓ การศึกษาที่พึงปรารถนา

นิยาม

                ดังที่ผมได้กล่าวแล้วในตอนต้นว่า ปัจจัยหนึ่งที่เราจะเข้าใจความคิดของท่านอาจารย์พุทธทาสได้อย่างแม่นยำ ต้องเริ่มที่จับนิยามคำของท่านให้ได้ ส่วนเราจะเห็นด้วยกับท่าน หรือจะเถียงกับท่านนั้น จุดหนึ่งอาจจะต้องเริ่มที่ตรงนิยามนี่เอง

                เช่นเดียวกับคำสำคัญอื่นๆ คำนิยามคำว่าการศึกษาของท่านอาจารย์มีความหมายเฉพาะตัวของท่าน ผมเห็นท่านนิยามได้ ๓ แบบด้วยกันคือ

๑. ท่านโยงศึกษากับไปหาสิกขา และแยกวิเคราะห์คำว่าสิกขาโดยพยัญชนะดังนี้ "ศึกษา หรือสิกขา แปลว่า ดูเอง เห็นเอง ด้วยตนเอง เพื่อตัวเอง สะ แปลว่า เอง อิกขะ แปลว่า เห็น หรือดู สิกขา ศึกษา จึงแปลว่า ดูซึ่งตัวเอง โดยตนเอง เห็นตนเอง ประพฤติปฏิบัติโดยตนเอง" (อตัมมยตาปริทัสน์, น.๓๓๗-๘)

                ท่านแปลโดยอรรถว่า

  • ก. การศึกษาในอันดับแรก คือ ดู, ดูเข้าไปที่สิ่งนั้น สิ่งที่เป็นปัญหา ดูเข้าไปในสิ่งที่เป็นความทุกข์ หรือเป็นปัญหา
  • ข. ขั้นที่ ๒ ก็เห็น, เห็นตัวความทุกข์เห็นตัวปัญหา
  • ค. ขั้นที่ ๓ ก็รู้จัก, รู้จักตัวความทุกข์ รู้จักปัญหา ว่ามันเป็นอย่างไร มันคืออะไร?
  • ง. ขั้นที่ ๔ ก็วิจัย วิจารณ์, วิจัย วิจารณ์ตัวเหตุ ตัวปัญหา ตัวความทุกข์
  • จ. ขั้นที่ ๕ ก็ปฏิบัติตามความรู้ ที่วิจัยวิจารณ์มาอย่างดีแล้ว ปฏิบัติเพื่อให้แก้ปัญหาได้

ท่านตีความอีกว่าการศึกษาปัจจุบัน "เริ่มจากภายนอกทางวัตถุ แล้วน้อมเข้าไปแก้ปัญหาภายใน มันแก้ไม่ได้; ต้องดูจากภายใน ดูเข้าไปข้างใน แก้ได้แล้ว จึงจะออกมาแก้ปัญหาข้างนอก"

                ๒. เมื่อดูตามอรรถ ท่านเห็นว่าคำว่าการศึกษาและคำว่าธรรมะเป็นคำเดียวกัน โดยเล็งความหมายของธรรมะไปในแง่ของการปฏิบัติตามกฎธรรมชาติฝ่ายดับทุกข์ตามสมมติฐานที่ได้กล่าวแล้วในตอนที่ ๑

"ไม่ใช่ว่ามีธรรมะมีอยู่อย่างหนึ่ง แล้วมีการศึกษาอยู่อีกอย่างหนึ่งแล้วเอามาผนวกเข้าด้วยกัน แต่ว่าธรรมะในฐานะที่เป็นตัวระบบการศึกษาเสียเอง" (เทคนิคของการมีธรรมะ, น.๖๓)

                ๓. พูดอีกแบบหนึ่ง ท่านกล่าวว่าการศึกษาคือการพัฒนาสัญชาตญาณให้เป็นภาวิตญาณในทางโพธิ คือแทนที่จะให้พัฒนาไปในทางกิเลส เมื่อมองจากแง่ธรรมชาติของมนุษย์ที่ท่านนิยามไว้ในตอนที่หนึ่งที่ท่านเสนอว่า

"ตามธรรมชาติของมนุษย์นั้น สัญชาตญาณเป็นธรรมชาติยังไม่เป็นกิเลส กิเลสเกิดจากการศึกษาหรืออบรมสั่งสอนที่ผิด ถ้าอบรมสั่งสอนอย่างถูกต้อง สัญชาตญาณก็จะพัฒนาไปเป็นโพธิ ท่านถือว่าการศึกษาคือการกั้นกระแสสัญชาตญาณของเด็กเพื่อให้เดินไปทางถูกคือฝ่ายโพธิ อย่าให้เดินไปฝ่ายกิเลส" (อุดมคติของอนุบาลศึกษา, น.๔-๕)

                เราจะเห็นได้ว่าทั้งสามนิยามนี้ โดยเนื้อหาแล้วเป็นนิยามเดียวกัน และนี่เป็นนิยามเป้าหมายของของการศึกษาตามความคิดของท่านที่ว่าคือการพัฒนาเยาวชนไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ด้วย คือเป็นระบบฝึกฝนอบรมที่มีทั้งตัวทฤษฏีและการปฏิบัติที่จะบ่มเพาะให้ศักยภาพแห่งการรู้แจ้ง (โพธิจิต-พุทธภาวะ-กุศลมูล)ที่มีอยู่แล้วในตัวคนเราตามธรรมชาติให้งอกงามสมบูรณ์ ขบวนการพัฒนานี้ย่อมทำลายหรือลดทอนอำนาจของอกุศลให้อ่อนกำลังลง กล่าวคือปรับเปลี่ยนสัญชาตญาณแห่งอหังการมมังการ ให้พัฒนาไปในทางโพธิศรัทธาแทนที่จะพัฒนาเป็นความเห็นแก่ตัวอย่างที่ท่านวิจารณ์ระบบการศึกษาที่เป็นอยู่

เป้าหมายของการศึกษา

                ๑. เนื่องจากท่านตระหนักว่าสภาพสังคมปัจจุบันเป็นมิจฉาทิฐิดั่งกล่าวมาแล้ว เพราะฉะนั้นท่านเสนอนอกจากวางเป้าหมายว่าการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แล้ว ว่าจุดประสงค์สำคัญอีกประการหนึ่งของการศึกษาที่พึงปรารถนาก็คือการสร้างโลกใหม่ที่ดีกว่าเดิม เพื่อนำสังคมให้ก้าวไปสู่อริยสังคม

                ๒. ที่หมายความว่าท่านอาจารย์เห็นว่าน่าจะเป็นไปได้ที่จะใช้การศึกษาเป็นจุดเริ่มต้นที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม แต่การศึกษาจะต้องเป็นอิสระจากอิทธิพลทางการเมืองและทางเศรษฐกิจแบบปัจจุบันก่อน ที่คือหนทางของการปฏิรูปสังคมไทยนั่นเอง แต่นี่จะเป็นไปได้ในระดับกว้างขวางทั่วประเทศหรือไม่ ย่อมเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าสังคมไทยมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนผ่านแบบสันติได้หรือไม่

                ประเด็นก็คือสังคมไทยเข้มแข็งทางจริยธรรมพอหรือไม่ที่จะสร้างรัฐที่ยอมให้เกิดระบบการศึกษาเพื่อความเป็นมนุษย์ที่จะเป็นหัวจักรในการเปลี่ยนแปลงสังคมได้

                ๓. แต่การที่การศึกษาจะทำหน้าที่นี้ได้ การศึกษาต้องสามารถผลิต "เยาวชนอภิชาตบุตร" ขึ้น มาทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงสังคม ดังท่านกล่าวไว้ว่า

"พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่า บัณฑิตทั้งหลาย ไม่ปรารถนาอวชาตบุตร แต่ว่าเขาย่อมปรารถนาอภิชาตบุตร คือบุตรที่ดียิ่งไปกว่าบิดามารดา หรืออย่างน้อยก็อนุชาตบุตร บุตรที่เสมอกันกับบิดามารดา ... เราต้องการให้มีอภิชาตบุตร คือ บุตรที่ดีกว่าบิดามารดา ขอให้พุทธบริษัททั้งหลาย พยายามที่จะให้เกิดความสำเร็จในการปฏิวัติ ในการปฏิรูปจิตใจของมนุษย์เรา โดยเฉพาะเยาวชนของเรา ให้มีความเจริญก้าวหน้าดี ในอัตราที่เทียบกันได้กับการที่เราสามารถทำให้เกิดผลไม้พันธุ์ดี ดอกไม้พันธุ์ดี อะไรพันธุ์ดี ขึ้นมาในโลก ด้วยน้ำมือของมนุษย์แท้ๆ คือให้เกิดอภิชาตบุตร บุตรที่ดีกว่าบิดามารดา ยิ่งๆ ขึ้นไป ยิ่งๆ ขึ้นไป ยิ่งๆ ขึ้นไป ไม่มีที่สิ้นสุด" (เยาวชนกับศีลธรรม, น.๒๕)

"อภิชาตบุตรทั้งหลายในโลกนี้ ต้องทำความก้าวหน้าในโลกนี้ ... เราต้องสร้างเยาวชนที่ก้าวหน้าเป็นอภิชาตบุตรโดยถูกต้อง แล้วสกุลก็จะเป็นสกุลอภิชาตบุตร ประเทศก็จะเป็นประเทศอภิชาตบุตร ในที่สุดโลกทั้งโลก หรือมนุษยชาติทั้งหมด ก็จะเป็นโลกแห่งมนุษย์ผู้เป็นอภิชาตบุตร โลกนี้ก็จะดีกว่าโลกที่แล้วมา ... บิดามารดาทั้งหลาย ไม่มีอะไรอื่นที่ดีกว่านี้หรือน่าทำกว่านี้ "กว่านี้" คือกว่าการสร้างอภิชาตบุตรขึ้นมาในโลกนี้ เยาวชนกับศีลธรรม" (เยาวชนกับศีลธรรม, น.๓๔-๓๗)

                นอกจากที่มีพุทธพจน์กล่าวว่าบัณฑิตย่อมต้องการบุตรประเภทแรกแล้ว ในสถานปัจจุบันที่สังคมเป็นมิจฉาทิฐิและผู้ใหญ่ในสังคมส่วนใหญ่ต่างพากันหลงใหลในวัตถุนิยมอยู่อย่างลืมหูลืมตาไม่ขึ้นนั้น อภิชาตบุตรยังต้องมีคุณสมบัติพิเศษ ๒ ประการคือมีความฉลาดด้วย และกล้ายืนฝืนกระแสโลกอีกด้วย ท่านพูดชัดเจนว่า ถ้าเราเข้าเมืองตาหลิ่วแล้ว เราเป็นคนตาดี เราย่อมไม่ควรหลิ่วตาไปกับเขาด้วย

                แต่ฉลาดของท่านนั้นมีความหมายพิเศษตามแบบของท่านกล่าวคือ ฉลาดในการที่จะไม่ทำบาป ไม่เบียดเบียนผู้ใด ไม่เบียดเบียนตนเองด้วย

"ฉะนั้น คนฉลาดนั้นไม่รู้หนังสือสักตัวหนึ่ง ก็ได้" (เยาวชนกับศีลธรรม, น.๕๕)

                นอกจากฉลาดแล้ว ยังต้องเก่งด้วย เพื่อรู้เท่าทันความเจริญทางวัตถุและไม่ให้วัตถุกลายเป็นพิษขึ้นมา

                โดยสรุปแล้วท่านต้องการให้การศึกษ

"สร้างเยาวชนอภิชาตบุตร เพื่อเป็นบุรุษอาชาไนยจะได้เกิดขึ้นมาในโลก สำหรับแก้ปัญหาของโลก" (เยาวชนกับศีลธรรม, น.๒๐๓)

                บทบาทของเยาวชนอภิชาตบุตรนั้นเมื่อเขาเติบโตขึ้นมา ต้องมีหน้าที่หลัก ๓ ด้านด้วยกันคือ ๑. ผดุงรักษาโลกธรรมชาติให้อยู่ในสภาพสมดุล ๒. ทำหน้าที่ทางด้านการเมืองให้มีระบบการเมืองที่ทรงธรรม ๓. ต้องมีหน้าที่รักษาธรรมะให้เป็นหลักของสังคม (เยาวชนกับศีลธรรม, น.๕๘-๕๙)

                การสร้างเยาวชนชนิดนี้ อาจจะเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ทั้งพ่อแม่และครูบาอาจารย์ยอมรับได้ยาก เพราะ ท่านเสนอว่าต้องสอนให้เด็กเกิดความเคารพตนเอง คือเคารพคุณค่าสูงสุดของความเป็นมนุษย์ที่มีอยู่ในตัวทุกคน ให้เขารู้ว่าเราหวังจะให้เขาเป็นผู้สร้างโลกที่ดีกว่าสำหรับอนาคต ท่านกล่าวว่า

"แม้ว่าเด็กอาจจะอวดดี จะหยิ่งผยองไปบ้างก็ไม่เป็นไร ถ้าจะหยิ่งผยองไปในทางที่ว่าเราจะเป็นผู้สร้างโลกในอนาคต มันไม่เสียหายอะไร ... โตขึ้นมันจะค่อยๆ รู้เรื่องไปเอง ว่าเราควรจะทำอย่างไร เท่าไร เพียงไร เมื่อไร แต่ขอให้เรารับในความรู้สึกว่าเราเป็นผู้มีค่า เราเคารพคุณค่าของเราอันสูงสุดแห่งความเป็นมนุษย์" (อุดมคติของอนุบาลศึกษา, น.๒๗-๘)

                ในแง่ของคุณสมบัติที่พึงปรารถนา เยาวชนที่ได้รับการศึกษาที่ถูกต้องจะต้องมีคุณสมบัติพื้นฐานประจำตัว ๙ ประการคือ

๑. รู้จักตนเอง ตนคืออะไร เกิดมาทำไม จะได้อะไร ต้องทำอะไร

๒. เคารพตนเอง ในฐานะเป็นสิ่งมีค่าสูงสุด สงวนศักดิ์ศรีแห่งตนเองให้เต็มที่ มีความเป็นตนเองที่ไม่บกพร่อง

๓. เชื่อตัวเอง เชื่อตัวเองว่าธรรมชาติสร้างมาให้สามรถจะได้สิ่งที่ดีที่สุด มีความแน่ใจในตนเอง มีกำลังใจเต็มที่

๔. ซื่อตรงต่อตนเอง ไม่ขายตัวเอง เป็นตัวของตัวเอง ไม่ใช่ของกิเลส

๕. บังคับตัวเอง ไม่ปล่อยไปตามอำนาจของกิเลส บังคับตัวเองไว้ในร่องในรอย

๖. พอใจในตนเอง ที่รักษาตนไว้ได้ดี

๗. เป็นสุขได้ด้วยตนเอง เกิดจากความพอใจนั่นเอง

๘. พึ่งตนเองได้ มีตนเองเป็นที่พึ่ง

๙. รับผิดชอบตนเอง ต่อเกียรติยศของตนเอง

            เราต้องการเยาวชนชนิดนี้ ที่ประกอบด้วยธรรม ๙ ประการนี้ ... ที่เรียกว่ามีตนเป็นหลัก มีตนเป็นที่พึ่งอาศัย (เยาวชนที่พึงปรารถนา, น.๑๐)

                ในแง่ของคุณสมบัติที่จะทำคุณแก่สังคม

"เราอยากให้เยาชนของเรา ยึดหลักความจริง ความถูกต้อง ความดี ความงาม ความยุติธรรม ... ต้องการให้เยาชนของเรายึดสิ่งเหล่านี้เป็นหลัก คือเป็นตัวตน เป็นคุณสมบัติของยุวชน ที่มีธรรมะเป็นตัวตน แล้วเป็นยุวชนที่พึงปรารถนา" (เยาวชนที่พึงปรารถนา, น.๑๒)

                กล่าวอีกนัยหนึ่งต้องเป็นเยาวชนที่มีอุดมคติทั้งเพื่อเข้าถึงความสูงส่งที่ซ่อนอยู่ในตนและความดีงามของสังคมโดยต้องเห็นคนทั้งโลกรวมทั้งสัตว์อื่นๆ เป็นเพื่อนร่วมทุกข์

                ท่านอาจารย์สรุปคุณสมบัติของอภิชาตบุตรว่า

"ผู้ที่เป็นอภิชาตบุตรนี้ จะกล้าหาญในการที่จะไปเป็นพระอริยเจ้า มันไม่กลัว มันไม่อาย มันไม่สงสัย มันไม่ลังเล มันบากบั่นเพื่อความเป็นอริยบุคคล นี้ในส่วนตัวของเขาเอง เขาเป็นอย่างนั้น ทีนี้ในส่วนสังคมเขาก็ช่วยสังคม ให้มันเป็นอย่างนั้น เขาเป็นอย่างไรเขาก็จะสร้างสังคมอย่างนั้น นี้คือพวกอภิชาตบุตร ที่เป็นมหาบุรุษที่เกิดมาในโลกนี้ เพื่อทำโลกนี้ให้ได้รับประโยชน์เต็มที่ถึงที่สุด" (เยาวชนกับศีลธรรม, น.๗๓-๗๔)

                เงื่อนไขขั้นต้น ที่จะทำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการทางศึกษาก็คือ ผู้จัดการศึกษาต้องเลิกเอาฝรั่งเป็นมาตรฐาน แล้วหันมาหาครรลองของบรรพบุรุษ การศึกษาต้องนำไปสู่การเป็นไทย ท่านมีความรักความเป็นไทยอย่างเห็นได้ชัด แต่นี่ไม่ใช่ความคิดแบบชาตินิยมคับแคบที่นักการเมืองยุครัฐประชาชาติพยายามนำมาเสนอ ในช่วงร้อยกว่าปีที่ผ่านมา

                ตรงนี้ผมมีคำถามสองสามข้อ คือ ประการแรก เงื่อนไงขั้นต้นนี้จะประยุกต์ใช้อย่างไรในสังคมไทย ที่นักการศึกษาทั้งหมดล้วนได้รับการฝึกฝนอบรมมาแบบฝรั่งทั้งสิ้น ทั้งที่จบในเมืองไทยและต่างประเทศ การหาครรลองของบรรพบุรุษนั้นมีความหมายว่าอย่างไร จะทำอย่างไรจึงจะสามารถหาพบและนำมาเป็นมาตรฐานแทนมาตรฐานแบบฝรั่ง

                ที่ยากกว่านั้นก็คือเราแทบจะไม่เคยผลิตนักคิดทางด้านการศึกษาที่มีความกล้าหาญทางสติปัญญาของเราเองเลย แล้วจะเอาใครที่ไหนมาสร้างมาตรฐานใหม่ขึ้นอย่างชนิดที่เป็นตัวของตัวเอง

                ประการสุดท้าย ในรอบสองสามทศวรรษที่ผ่านมานี้ เมืองไทยเรามีการพื้นฟูภูมิปัญญาพื้นบ้านเกิดขึ้น ขบวนการนี้จะสามารถเอื้อต่อการหาครรลองทางการศึกษาของเราเองได้มากน้อยเพียงไร

เนื้อหาที่จะต้องเรียน

                เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวมาข้างต้น เราอาจจะกล่าวได้ว่าท่านอาจารย์พุทธทาสได้เสนอเนื้อหาที่ต้องเรียนรู้ใหม่ ต่างออกไปจากที่มีอยู่ในระบบการศึกษาปัจจุบัน โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น ๓ ด้านด้วยกัน กล่าวคือ

"พุทธศาสตร์เป็นศาสตร์สำหรับรู้ ธรรมศาสตร์เป็นศาสตร์สำหรับปฏิบัติ และสังฆศาสตร์นี้ เป็นศาสตร์สำหรับทำความผูกพัน หรือยึดหน่วงซึ่งกันและกัน ในระหว่างคนทุกคน" (เยาวชนกับศีลธรรม, น.๑๓๙)

พุทธศาสตร์

                ด้านนี้เป็นด้านที่เกี่ยวของกับภาคทฤษฏี สำหรับแก้ปัญหาต่างๆ ที่มนุษย์เผชิญอยู่ ท่านถือว่าเป็นการค้นหาหลักการ ทฤษฎีที่ถูกต้องเหมาะสม เพื่อหาอุดมคติของเรื่องนั้นๆ เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการปฏิบัติ ท่านแบ่งพุทธศาสตร์ ออกเป็น ๒ หมวดใหญ่

                ๑. ศิลปศาสตร์ ความรู้เพื่อการดำรงชีพ

                ๒. วิญญาณศาสตร์ ความรู้ที่จะมีสติปัญญาที่ไม่ให้เป็นทุกข์

                สำหรับหมวดศิลปศาสตร์ อันเป็นความรู้เพื่อการดำรงชีพนั้น กินความกว้างขวางกว่าอาชีวศึกษา หรือการเรียนวิชาชีพสาขาต่างๆ ที่เรามีกันอยู่ในปัจจุบัน ท่านแบ่งออกเป็น ๖ สาชาวิชาคือ

                ๑. รู้หนังสือ เพื่อเรียนรู้เรื่องธรรมดาสามัญอย่างหนึ่ง

                ๒. รู้จักดำรงชีพ คือมีอาชีพที่เหมาะสมอย่างหนึ่ง กับรู้จักการใช้ชีวิตอย่างถูกต้องเหมาะสม เรื่องกิน อยู่ หลับนอน ทำงานอย่างเหมาะสม เพื่อให้ดำรงชีพอย่างมีค่าที่สุด เพื่อให้ชีวิตแต่ละวันน้อมไปสู่ความสะอาด สว่าง สงบ

                ๓. รู้จักดูแลสุขภาพอนามัย

                ๔. รู้จักปฏิบัติเพื่อให้สังคมการเมืองเป็นไปอย่างถูกต้อง

                ๕. รู้จักโลกนี้ รวมทั้งระบบธรรมนิเวศวิทยา เพื่อไม่ให้มนุษย์ทำลายโลก

                ๖. รู้จักหน้าที่และสิทธิของมนุษย์

                ส่วนหมวดวิญญาณศาสตร์นั้นเป็นวิชาว่าด้วยอุดมคติของชีวิต คืออุดมคติของการเข้าถึงความดีสูงสุด อันหมายถึงพ้นดีขึ้นไป แล้ว อุดมคติของการปฏิบัติให้เข้าถึงความดีที่ว่านั้น สุดท้ายก็เป็นอุดมคติของการร่วมมือกับคนอื่นๆ เพื่อเข้าถึงความดีนั้น

"ขอสรุปสักหน่อยว่า สิ่งที่เรียกว่า อุดมคติของชีวิตนั้น มีค่ามาก ประเสริฐที่สุด และจำเป็นที่สุด ถ้าไม่รู้จักอุดมคติของชีวิตแล้ว ก็จะจม จะจมลงไป จมลงไป จมลงไป ในโคลนแห่งกิเลสน่ะ กิเลสมีอย่างไร ต้องการอะไร มันก็จะจมลงไปในโคลนนั้น; แต่ถ้ามีอุดมคติของชีวิต มันจะถอนขึ้นมา ถอนขึ้นมา ถอนขึ้นมา มันจะไปที่รอดพ้นและปลอดภัย ฉะนั้นเราต้องมีอุดมคติที่ถูกต้อง จึงจะได้" (เยาวชนกับศีลธรรม, น.๒๕๔)

ธรรมศาสตร์

                เป็นความรู้ด้านที่เป็นส่วนของการปฏิบัติของพุทธศาสตร์ ท่านอาจารย์เห็นว่าเรื่องที่เรียนที่สอนกันจำนวนมากเป็นเรื่องสูญเปล่า ไม่สู้มีประโยชน์ เพราะเอาไปปฏิบัติไม่ได้ หรือไม่ได้สอนกันให้ปฏิบัติได้ ถ้าจัดการศึกษาตามแนวนี้จริงย่อมหมายความว่า ทุกสาขาวิชานั้น การเรียนภาคทฤษฎีจะต้องควบคู่กับภาคปฏิบัติด้วย หน้าตาของการเรียนการสอนของเราจะเปลี่ยนไปจากปัจจุบันมากทีเดียว

                ท่านแปลธรรมศาสตร์ที่ท่านเป็นผู้บัญญัติขึ้นเองว่า เป็นศาสตร์แห่งการกระทำ ที่ออกมาจากความรู้อันถูกต้อง แล้วกระทำอย่างแข็งแกร่งที่สุด ให้ได้ตลอดสาย ตรงกับสิ่งที่ต้องกระทำ เพื่อให้เกิดผล หรือแก้ปัญหาได้จริงๆ ท่านกล่าวว่า

"ถ้าเราต้องการปฏิวัติเยาวชน ให้มาสู่ทางที่ถูกต้อง ... เป็นเยาวชนอภิชาตบุตรขึ้นมา เราต้องปฏิวัติเขาให้ได้โดยความรู้ที่พอเพียง เกี่ยวกับการกระทำ แล้วก็ทำให้ได้ ... ตามความรู้นั้นอย่างเพียงพอ"(เยาวชนกับศีลธรรม, น.๒๘๙)

สังฆศาสตร์

                ท่านอาจารย์ใช้คำอีกหลายคำเพื่อเรียกการเรียนรู้ในหมวดนี้ เช่น สัมพันธศาสตร์ สามัคคีศาสตร์ ศาสตร์แห่งความร่วมมือกัน ศิลปแห่งการสมคล้อยกันกับธรรมชาติ ศาสตร์แห่งความรัก ท่านอาจารย์มีความเชื่อว่า โดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์ต้องอยู่การอยู่กันเป็นหมู่คณะ การศึกษาปัจจุบันที่เน้นการแข่งขันย่อม และสังคมที่เน้นปัจเจกนิยมมากเกินไปย่อมเป็นการฝืนธรรมชาติ เพราะธรรมชาติสร้างมนุษย์มาให้ร่วมไม้ร่วมมือกัน

"ธรรมชาติ, หรือกฎของธรรมชาติ ที่เร้นลับที่สุด ที่ทำให้สิ่งที่มีชีวิต ต้องรวมกันเป็นหมู่, ธรรมชาติเป็นผู้กำหนดให้ว่าต้องมีการรวมกัน จึงจะอยู่ได้ หรือรอดชีวิตอยู่ได้ หรือมีกำลังขึ้นมา" (เยาวชนกับศีลธรรม, น.๓๒๐)

 "สังฆศาสตร์หมายถึงการรวมหมู่กันได้ คือการเข้าใจกันได้ การกลมเกลียวกันทำหน้าที่ ที่มนุษย์จะต้องทำ ; เป็นใจความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า "สงฆ์" พระสงฆ์ซึ่งแปลว่า ผู้ที่อยู่กันเป็นหมู่" (เยาวชนกับศีลธรรม, น.๓๑๒)

                การอยู่ร่วมกันนี้ ไม่ใช่เฉพาะในหมู่พวกเรากันเองเท่านั้น แต่เราจะอยู่ร่วมโลกกัน กับพวกที่มีอุดมคติต่างกัน หรือถึงกับมีอุดมคติขัดแย้งด้วย

"สรุปความหมายของคำว่า "สังฆศาสตร์" ... ว่าเป็นศาสตราที่มีอานุภาพมาก ที่จะตัดปัญหาของมนุษย์ได้ทุกรูปแบบ ถ้ามนุษย์ร่วมมือกันอย่างถูกต้อง อันนี้จะช่วยตัดปัญหาของมนุษย์ได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอะไร ทางกาย ทางใจ ทางส่วนตนหรือบุคคลอื่น หรือว่า อดีต อนาคต ปัจจุบัน อะไรก็ได้ทั้งนั้น เดี๋ยวนี้มนุษย์ไม่รู้ เพราะไม่รู้จึงไม่อาจร่วมมือกัน ฉะนั้น มนุษย์จึงอยู่อย่างมีปัญหามากเหลือเกิน" (เยาวชนกับศีลธรรม, น.๓๒๙)

                ท่านเชื่อว่า

"ในที่สุด วิญญาณแห่งสังฆศาสตร์จะนำไปสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริงอย่างที่กล่าวมาแล้ว; คือประชาธิปไตยอย่างถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ, คือประชาธิปไตยที่มีรากฐานอยู่บนหลักที่กล่าวว่า "สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น," นี่คือเจตนารมณ์แห่งสังฆศาสตร์" (เยาวชนกับศีลธรรม, น.๓๔๙)

สามศาสตร์สัมพันธ์กันอย่างไร

                แม้จะแบ่งกันความรู้ออกเป็นสามสาขา แต่ทั้งสามย่อมเกี่ยวพันกันอย่างแน่นแฟ้น

"คือพุทธศาสตร์ ... เราเรียกสิ่งนั้นๆ ว่ามันเป็นอย่างไร ให้รู้แจ้ง แล้วเราเรียนเพื่อรู้การปฏิบัติ เกี่ยวกับสิ่งนั้นๆ คือธรรมศาสตร์ แล้วเรียนเพื่อช่วยผู้อื่น เกี่ยวกับเรื่องนั้นด้วย คือสังฆศาสตร์" (เยาวชนกับศีลธรรม, น.๑๖๑)

 "พุทธศาสตร์ หรือความรู้ตัวนี้ มันกินกำลังสมอง ที่ใช้คิดนึก ธรรมศาสตร์หรือปฏิบัตินี้ มันกำลังสมองด้วย กินกำลังกายด้วย หรือว่าต้องใช้แคลอรี่มากอย่างนี้เป็นต้น ส่วนสังฆศาสตร์หรือการร่วมมือกันนั้น มันกินกำลังความเสียสละเพื่อผู้อื่น" (เยาวชนกับศีลธรรม, น.๓๕๙)

กระบวนการเรียนรู้

ข้อน่าคิดก็คือ ถ้าเราเอาเนื้อหาทั้งสามส่วนนี้มาจัดเป็นหลักสูตรการเรียนรู้ เราควรจะจัดสัดส่วนอย่างไร และท่านสอนกระบวนการเรียนรู้ไว้อย่างไรบ้าง

ประการแรก ผมคิดว่าเราอาจจะต้องคัดสรรค์กันใหม่ว่าประเด็นที่เยาวชนจะเรียนควรมีอะไรบ้าง เราอาจจะต้องตัดเรื่องที่ไม่จำเป็นออกเป็นอันมาก แล้วเอาเวลาที่เหลือมาเน้นทางด้านการปฏิบัติด้านต่างๆ และการฝึกฝนความเสียสละแก่ส่วนรวม

ประการที่สอง การจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนแยกเป็นวิชาต่างๆ อาจจะต้องลดลงหรือเลิกล้มไปเป็นอันมาก แล้วหันมาเรียนเป็นประเด็น หรือโครงการ ซึ่งต้องอาศัยความรู้หลายสาขาวิชามาเสริมกัน

ประการที่สาม แทนที่จะเน้นเรียนข่าวสารข้อมูล หรือสะสมความรู้ นักเรียนอาจจะต้องหันมาเรียนวิธีหาความรู้ หัดวิเคราะห์แล้วสังเคราะห์ขึ้นมาเป็นองค์ความรู้ของตนเองเพื่อแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่ง

                ประการที่สี่ ท่านเสนอไว้อย่างชัดเจนว่าจะต้องเน้นการรู้จักคิดอย่างมีวิจารณญาณแทนที่จะเรียนเพื่อจดและจำ คือเรียนให้คิดเป็นและคิดอย่างอิสระและอย่างสร้างสรรค์ได้

ประการที่ห้า ต้องฝึกให้เยาวชนหัดตัดสินใจเองให้มากที่สุดเท่าที่แต่ละวัยจะอนุญาตให้ทำได้ ท่านอาจารย์ย้ำว่าเราจะไม่ควรใช้การสั่งสอน แต่ใช้กระบวนการให้เด็กได้ค้นพบคำตอบด้วยตนเอง ด้วยการถามของครู หรือด้วยการสังเกต ค้นคว้า และทดลองเอง กระบวนการเรียนรู้เช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ ย่อมต้องอาศัยการตัดสินใจ (รวมทั้งการตัดสินใจที่ผิด) และเรียนจากการตัดสินใจนั้น การศึกษาที่จริงแท้จึงจะเกิดขึ้น

ประการที่หก เราต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อตัวความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและผู้สอน หรือผู้เรียนด้วยกันเอง เพราะสังฆศาสตร์ในความหมายของการเรียนรู้เรื่องความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและเน้นการเสียสละนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องผ่านความสัมพันธ์อันมีคุณภาพจริงแท้ หรือความสัมพันธ์เชิงกัลยาณมิตรเท่านั้น

                ประการที่เจ็ด ท่านอาจารย์ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ชนิดผ่านประสบการณ์ทั้งในแง่การลงมือกระทำ และการลิ้มรสผลจากการกระทำนั้น จึงจะถือได้ว่าการศึกษานั้นสมบูรณ์

ประการที่แปด ต้องถือว่าวิถีชีวิตคือการศึกษา ท่านอาจารย์เชื่อว่า

"การศึกษานั้นคือสิ่งที่มีอยู่แล้ว ในตัวชีวิตนั้นเองตลอดเวลา ... พอคลอดออกมาจากท้องแม่ ก็มีการศึกษาอย่างหนึ่ง โตขึ้นมาเป็นหนุ่มเป็นสาว เป็นพ่อบ้านแม่เรือน เป็นคนเฒ่าคนแก่ กระทั่งตายไป ตลอดสายแห่งชีวิตนี้เป็นการศึกษาอยู่ ในตัวมันเอง, เป็นการศึกษาที่จริงที่สุด ก็คือ การศึกษาที่รู้สึกได้ด้วยตนเอง"

                ประการที่เก้า ต้องสอนธรรมที่เป็นแก่นให้แก่เด็ก ตลอดชีวิตการเผยแพร่ธรรมของท่านอาจารย์ ท่านเน้นเสมอว่าธรรมะที่เป็นแก่นของพระพุทธศาสนา คือเรื่องการปฏิบัติเพื่อรู้แจ้งแทงตลอดนั้นควรนำมาสอนแก่ประชาชนทั่วไป ในความคิดทางการศึกษาของท่านท่านย้ำว่าต้องนำมาสอนกับเยาวชนด้วย ตั้งแต่เด็กเล็กเลยที่เดียว

"อาตมายืนยันว่าทุกอย่างที่จะไปพระนิพพาน ปรับปรุงมาใช้กับเด็กๆ ได้ ที่เขาจะละสิ่งที่ควรละ เขาจะทำสิ่งที่ควรทำ ขอให้นึกถึงข้อนี้ด้วย เอาธรรมะประเสริฐของพระพุทธเจ้า มาใช้กับเด็กได้ทุกระดับ ... เด็กๆ ก็ต้องเข้าใจว่า ยึดถือสิ่งใด สิ่งนั้นแหละมันจะกัด รักสิ่งใด สิ่งนั้นแหละมันจะกัด มันก็จะไม่ยึดมั่นถือมั่น หมายมั่นสิ่งใดให้มันกัด" (อุดมคติของอนุบาลศึกษา, น.๑๘)


บทสรุป

                เราจะเห็นได้ว่าท่านอาจารย์พุทธทาส ให้ความสำคัญกับการศึกษาอย่างยิ่งยวด สำคัญยิ่งกว่าเรื่องเศรษฐกิจการเมืองด้วยซ้ำไป และตั้งความหวังไว้ว่าการศึกษาจะเป็นตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่สัมมาทิฐิ

                ถ้าเราพิจารณาแก่นความคิดทางการศึกษาของท่านทั้งในด้านเป้าหมาย เนื้อหา และกระบวนการเรียนรู้ เราจะเห็นได้ว่าความคิดของท่านมีลักษณะเป็นการปฏิวัติทางการศึกษา มากกว่าการปฏิรูปด้วยซ้ำไป โดยเฉพาะเป้าหมายเรื่องการสร้างอภิชาตบุตรให้เติบโตขึ้นมาเป็นบุรุษอาชาไนย ที่จะทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงโลก ชนิดพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ คือจากมิจฉาทิฐิเป็นสัมมาทิฐิ เพื่อให้สังคมก้าวไปสู่อริยสังคมตามอุดมคติของพุทธศาสนา ทั้งกระบวนการเรียนการสอนของท่าน ที่เสนอให้ลดความสำคัญของส่วนที่เป็น "การเรียนหนังสือ"ลงอย่างมากมาย และหันมาเรียนจากชีวิตจริงด้านศีล สมาธิ ปัญญาให้มากขึ้น โดยเน้นให้เยาวชนของเรารู้จักค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง ทั้งเพิ่มเนื้อหาวิชาในทางธรรมศาสตร์และสังฆศาสตร์อย่างจริงจังดังกล่าวมาแล้ว ถ้าเราจินตนาการตามความคิดของท่าน หน้าตาของการศึกษาในอนาคตย่อมจะเปลี่ยนโฉมหน้าออกไปจนเราอาจจะจำไม่ได้เลยที่เดียว

                ขณะที่การศึกษาแบบเดิมทั่วโลกที่มีตะวันตกเป็นมาตรฐานกำลังพบวิกฤติ และนักการศึกษาชั้นนำในทุกทวีป ต่างพากันมองหาทางออกใหม่ๆ จะเป็นการฝันหวานเกินไปหรือไม่ ที่จะฝันให้เมืองไทยจะเป็นต้นแบบแห่งหนึ่งของการนำการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาของโลก โดยมีพุทธธรรมเป็นประทีปนำ นักการศึกษาของเราจะมีความกล้าหาญทางสติปัญญา พอที่จะเลิกเอาตะวันตกเป็นมาตรฐานหรือไม่ และจะมีความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะเสนอหนทางใหม่ที่อาจจะขัดกับนักการเมืองสวะอยู่ในมนต์สะกดของทุนนิยมที่ครองบ้านครองเมืองมานานเป็นทศวรรษหรือไม่ ผมว่านี้คือคำถามท้าทายที่ท่านอาจารย์ฝากไว้กับ ท่านทั้งหลายที่คุมอำนาจทางการศึกษาและครูบาอาจารย์ทางด้านครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์

                ระหว่างว่าอำนาจธรรม กับอำนาจทุนนั้น ผมเองเห็นว่าบารมีธรรมที่สังคมไทยสั่งสมมานับร้อยๆ ปี น่าจะมีความเข้มแข็งกว่าพลังหมักหมมของทุน ที่เพิ่งครอบงำสังคมไทยเมื่อเร็วๆ นี้เอง

ผมขอจบปาฐกถานี้ด้วยคำของท่านอาจารย์ที่ว่า

"โลกในอนาคตจะเป็นอย่างไร มันก็ขึ้นอยู่กับเยาวชน ในบัดนี้ ... ขอให้ผู้ที่เป็นบิดามารดากำหนดจดจำหลักเกณฑ์อันนี้ไว้ให้แม่นยำ จะได้มีโอกาสไปทำ ไปปรับปรุง ลูกเล็กๆ ตาดำๆ นั่นแหละ ให้มันเดินมาในทางของอภิชาตบุตร มิฉะนั้นมันก็จะย่ำเท้าอยู่ในที่เดิม ซึ่งทนทุกข์ทรมานด้วยกันทุกฝ่าย ... ข้อนี้ต้องคิดกันเสียให้ตกว่า เราจะเอารวย หรือว่าจะเอาถูกต้อง ดีประเสริฐ? ถ้าเป็นอภิชาตบุตร มันก็ต้องสร้างความเจริญสำหรับมนุษย์ แต่ก็ไม่ยากจนค่นแค้น ต้องไม่ลำบาก และมันยากจนไม่ได้หรอก คนที่ดีแล้ว มันยากจนไม่ได้หรอก มันมีแต่คนรัก มีคนสงสาร มีคนช่วยเหลือ แต่จะให้รวยเป็นมหาเศรษฐี มันก็เป็นไปไม่ได้เหมือนกัน เพราะมันไม่ต้องการ ... การที่มีหน้าที่จัดเตรียมยุวชนในบัดนี้ ให้ดีนั่นแหละคือการบำเพ็ญบุญ บำเพ็ญกุศลอย่างใหญ่หลวงที่สุดเลย คือสร้างโลกให้ปลอดภัยในอนาคต" (เยาวชนที่พึงปรารถนา, น.๒๔)

 

ความคิดเห็น

เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่แสดงความคิดเห็นได้
กรุณาเข้าสู่ระบบหรือสมัครสมาชิก

Powered by AkoComment 2.0!

ลงนามกำลังใจ
สมัครสมาชิกเว็บไซต์
ติดต่อเรา
เพื่อนบ้าน
กระดานสนทนา
ข่าวฝากประชาสัมพันธ์
Email 4 Staff
หนังสือแนะนำ
สินค้าน่าสนับสนุน
ช่วยคนชราธิเบตพลัดถิ่น
ภาพความหมาย
797568_candles_resize.jpg
ปักหมุดประกาศ

Image สารเพื่อนเสม  ข่าวสารองค์กรเครือข่าย มูลนิธิเสฐียรโกเศศ - นาคะประทีป จดหมายข่าวราย 2 เดือน ปีที่ 4 ฉบับที่ 32 พฤศจิกายน-ธันวาคม 2551
+ จุดเปลี่ยน / กฤตยา ศรีสรรพกิจ
+ ช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิต / วารุณี ไม้ตราวัฒนา
+ ในอ้อมกอดของขุนเขาและเหล่ากระบวนกร / พูลศรี ไชยประสิทธิ์
+ วัยเด็ก ..ต้นไม้แห่งความทรงจำ : นาทีชีวิต ตอน 2
+ Tokyo Tower : แม่ครับ...ผมรักแม่/ จากบทภาพยนตร์
+ สุนทรียสนทนา / วิทยากร โสวัตร  
 อ่านสารเพื่อนเสม
 

Image ปาจารยสาร ฉบับ "การศึกษาทางเลือก การเดินทางเพื่อกลับไปจุดเดิม? 
||
สมัครสมาชิก || บอร์ดชาวปาจารยสาร || 
ปีที่ 32 ฉบับที่ 6 กรกฎาคม-สิงหาคม 2551
- การศึกษาเพื่อการครอบงำ
- บทเรียนแห่งการปฏิรูปการศึกษา
- สู่การศึกษาทางเลือก
- ทางเลือกของทางเลือก
- แพทย์แผนทิเบตศาสตร์แห่งอดีต เพื่อรักษาปัจจุบัน
- ศานตินิเกตัน สถาบันชีวิต
- เวียตนามในความทรงจำนักปั่น
  

 อยากอ่านติดต่อไปที่ โทรศัพท์ 02- 8603527 หรืออีเมล์

Image ร่วมทำบุญเพื่อช่วยเหลือคนชราธิเบตพลัดถิ่นในอินเดีย ที่อาศัยอยู่ในบ้านพักคนชรา อายุตั้งแต่ ๗๐ ปีขึ้นไปได้มีโอกาสเข้าฟังธรรมจากองค์ทะไลลามะและแสวงบุญ ณ เมืองพุทธคยาในบั้นปลายของชีวิต รายละเอียดเพิ่มเติม

สถิติ
ผู้เยี่ยมชม: 3158461
   หน้าแรก arrow สิกขาปริทัศน์ (บทความ) arrow สรรสาระ arrow สรรสาระ : ตามรอยความคิดทางการศึกษาและกระบวนการเรียนรู้ของพุทธทาสภิกขุ (๒)