|
{mosimage} ...หลายคนอาจคิดว่าการทำสมาธิเป็นเรื่องยากลำบาก เป็นเรื่องไม่น่ายินดี แต่แท้จริงแล้วการทำสมาธิเป็นเรื่องน่ายินดี เป็นการงานของเราที่อยู่ตรงนั้น เฉกเช่นเดียวกับการทำงานของนักวิทยาศาสตร์ เราต้องมีเวลา มองอย่างลึกซึ้ง เฝ้าสังเกตุ เช่นเดียวกับนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังทำการทดลอง ใคร่ครวญ พิจารณา สิ่งที่เราใช้เพ่งมองทำสมาธิ อาจเป็นก้อนกรวด ก้อนเมฆ ท้องฟ้า หรือดอกไม้ อาจเป็นความโกรธ ความหวัง หรือความสิ้นหวัง หากเรามีเวลาใคร่ครวญ มองอย่างลึกซึ้ง เป็นสมาธิ เราจะสามารถถอนรากแห่งความโกรธ ความสิ้นหวัง เหล่านั้นได้
พวกเราเคยได้มีโอกาสพิจารณามือทั้ง 2 ของเราหรือไม่ หลายปีก่อนฉันเคยได้พินิจอาการปวดหัวไหล่ข้างซ้าย เมื่อพยายามดูแล เยียวยา ความเจ็บปวดนั้น ฉันจึงคิดว่าต้องแบ่งงานให้มือข้างซ้ายได้ทำบ้าง ซึ่งมือข้างซ้ายก็ยินดี ฉันตกลงใจให้มือซ้ายทำหน้าที่แปรงฟัน ในช่วงแรกค่อนข้างยากลำบาก ฉันสังเกตดูว่าเมื่อฉันยกมือซ้ายพยายามแปรงฟัน มือขวาก็ยกขึ้นมาด้วย มือขวาพยายามจะ Take over งานจากมือซ้าย เนื่องจากมือขวาทำงานได้ดีกว่า คล่องแคล่วกว่า และมีประสิทธิภาพมากกว่า แต่มือซ้ายก็มีความตั้งใจที่จะเรียนรู้ ฝึกหัด ฉันจึงบอกกับมือขวาว่า "ปล่อยให้น้องสาว(มือซ้าย) ได้ฝึกทำงานเถอะ เพื่อเธอจะได้พัก" หลังจากนั้น 2-3 วัน น้องสาว (มือซ้าย) ก็สามารถทำหน้าที่แปรงฟันได้อย่างดีเท่ากับที่พี่มือขวาเคยทำ และมือขวาก็ได้พักผ่อน มือทั้งสองเป็นพี่น้องกัน มือทั้งสองข้างนี้ต่างก็ไม่เป็นทุกข์ ไม่เคยต้องต่อสู้กันเพื่อความเก่งกว่า ไม่รู้สึกว่ามีปมด้อยหรือปมเด่น ฉันทราบดีว่า มือข้างขวาทำงานได้มากมาย เช่นการวาดภาพ การตีกลอง การเขียนบทกวี บทกวีทั้งหมดของฉันล้วนเขียนขึ้นด้วยมือขวาทั้งสิ้น ยกเว้นอยู่บทหนึ่ง ฉันจำได้ วันนั้นไม่มีดินสอ ปากกา มีเพียงกระดาษเก่าๆ 1 แผ่น ฉันจับกระดาษเก่าๆ แผ่นนั้นสอดในเครื่องพิมพ์ดีด แล้วมือซ้ายกับมือขวาก็ช่วยกันพิมพ์บทกวีนั้นออกมา บทกวีบทนั้นชื่อว่า "เจ้าควายน้อยๆ วิ่งตามพระอาทิตย์" บทกวีชิ้นนั้น เป็นการช่วยกันของมือซ้ายและมือขวา พี่มือขวาไม่มีปมเด่นที่ได้ทำอะไรมากมาย มือขวาไม่เคยกล่าวว่า "มือซ้ายที่รัก เธอไม่ค่อยทำอะไรเลยนะ" มือขวา ไม่เคยดูถูกมือซ้าย ฉันรับประกันได้ว่า มือขวาเป็นอิสระจากความเหนือกว่า และมือซ้ายก็ไม่เคยอิจฉามือขวา มือซ้ายไม่ได้เป็นทุกข์ที่ด้อยกว่า จนต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ประลองกัน มีอยู่คราวหนึ่ง ฉันใช้มือซ้ายจับตะปู มือขวาจับค้อน เพื่อจะตอกตะปูลงไปที่ผนังแล้วแขวนภาพที่สวยงามภาพหนึ่ง แต่เช้าวันนั้น มือขวาทำงานไม่คล่องแคล่ว แทนที่จะตอกลงไปที่ตะปูกลับไปตอกที่นิ้วหัวแม่มือของมือซ้าย ทันใดนั้นมือขวาก็รีบประคองมือซ้ายขึ้นมาเพื่อดูแลความเจ็บปวด มือขวาไม่ต้องรอให้มือซ้ายร้องบอกว่า "มาดูแลฉันหน่อย" และมือซ้ายก็ไม่ได้โกรธตอบมือขวา มือซ้ายไม่ได้กล่าวว่า "มือขวา นายแย่มากที่ทำให้ฉันเป็นทุกข์ เอาค้อนมาให้ฉัน ฉันจะตอกกลับเพื่อความยุติธรรม" เป็นที่ชัดเจนว่าไม่มีการแบ่งแยกว่าเป็นมือซ้าย เป็นมือขวา มือทั้งสองมิได้แยกต่อกัน เรารู้ว่ามือซ้ายมิใช่มือขวา มือขวาก็มิใช่มือซ้าย แต่ทั้งสองประสานและเป็นหนึ่งเดียวกัน ......................................... ส่วนหนึ่งจากปาฐกถาธรรม ท่านติช นัท ฮันห์ วันอังคาร 29 พฤษภาคม 2550 หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย |
ซาบซึ้งจนน้ำตาคลอ เขียนโดย ผู้เยี่ยมชม เปิด 2007-09-22 02:05:56 ขอบคุณมากครับ...ผมไปหอการค้าวันนั้น ไปเป็นอาสาสมัครช่วยงาน ทำให้ไม่ได้ตั้งใจฟังเต็มที่ รู้แค่ว่าดีมาก จากการที่ชวนพี่ชายและเพื่อนไปฟัง แต่พอมาได้อ่านเองแบบนี้แล้วรุ้สึกซาบซึ้งตื้นตันในการเปรียบเท
ียบให้เห็นถึงความสำคัญในการมอบความรักโดยไม่แบ่งแยก ไม่น้อยใจ ไม่แข่งขัน ไม่ตัดสิน รู้เพียงว่าเราขาดกันและกันไปอีกฝ่ายคงลำบาก แต่ถ้าเราอยู่ด้วยกัน ในบางโอกาส เราจะสร้างสรรสิ่งมหัศจรรย์ได้ |
เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่แสดงความคิดเห็นได้ กรุณาเข้าสู่ระบบหรือสมัครสมาชิก Powered by AkoComment 2.0! |