+ + + + + ยินดีต้อนรับสู่ www.semsikkha.org + + + + + + + + + + ยินดีต้อนรับสู่ www.semsikkha.org + + + + +
ปฏิทินกิจกรรม
พฤศจิกายน 2008 ธันวาคม 2008
สัปดาห์ที่ 44 1
สัปดาห์ที่ 45 2 3 4 5 6 7 8
สัปดาห์ที่ 46 9 10 11 12 13 14 15
สัปดาห์ที่ 47 16 17 18 19 20 21 22
สัปดาห์ที่ 48 23 24 25 26 27 28 29
สัปดาห์ที่ 49 30
Login Form
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
เครือข่ายของเรา
Baandin.org
Sulak-sivaraksa.org
suan-spirit.com
siambaandin
semsikkhalai
สำนักพิมพ์เสมสิกขาลัย
สถาบันต้นกล้า
เสขิยธรรม
มันตรานิวาส
ป๋วยเสวนาคาร
ตัวกูของกู มิวสิค
wechange555.com
INEB
เคล็ดไทย

สนใจแลกลิงค์




สรรสาระ : ที่สุดของอาสนะ..จบลงที่ท่าใด PDF พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย แปลและเรียบเรียง วีระพงษ์ ไกรวิทย์ และจิรวรรณ ตั้งจิตเมธี   

แปลและเรียบเรียงโดย
วีระพงษ์ ไกรวิทย์ และจิรวรรณ ตั้งจิตเมธี
 
ครูสอนโยคะเมื่อเริ่มสอนใหม่ๆ ก็ไม่ต่างอะไรกับผู้นำฝึกการออกกำลังกายทั่วๆ ไปเท่าไรนัก คือ สอนผู้เรียนให้ทำท่าตาม สอนให้ผู้เรียนได้ออกกำลังกายยืดเส้นยืดสายแก้เมื่อย ผู้เรียนเมื่อฝึกเสร็จแล้วก็รู้สึกสบายเนื้อสบายตัว กลับบ้านไปด้วยความพึงพอใจว่าตนเองได้ดูแลสุขภาพแล้ว เมื่อสอนโยคะไปเรื่อยๆ ครูจึงทำหน้าที่เพียงแค่เพิ่มอาสนะ(ท่าโยคะ)ให้มากขึ้นๆ ยากขึ้นๆ และท้าทายขึ้นๆ ครั้นสอนจนหมดท่าที่ครูสามารถทำได้แล้ว ก็ไม่รู้จะสอนอะไรต่อ ผู้เรียนเมื่อทำท่าได้ครบถ้วนก็คิดว่าตนเองคงฝึกโยคะได้สำเร็จเรียบร้อยแล้ว อาจหยุดฝึกโยคะแล้วหันไปสนใจฝึกอย่างอื่นต่อไป หรือหันมาเป็นครูสอน(ท่า)โยคะกับเขาบ้าง จริงหรือไม่ที่โยคะซึ่งมีมานานหลายพันปีและเป็นภูมิปัญญาตะวันออกของอินเดีย จะมีคุณค่าเพียงแค่การบริหารร่างกายเฉกเช่นการออกกำลังกายหรือกีฬาทั่วไป ใช่หรือเปล่าที่โยคะน่าจะมีแง่มุมทางด้านจิตใจหรือจิตวิญญาณแฝงอยู่ด้วย หากแต่ผู้ถ่ายทอดนั้นยังไม่สามารถเข้าถึงโยคะได้ จึงไม่อาจนำองค์ความรู้โบราณนี้มาสอนให้ผู้สนใจในยุคปัจจุบันได้ลิ้มรสอันละเมียดละไมของชีวิตด้านในได้


 
เมื่อครูโยคะเริ่มศึกษาโยคะลึกลงไปมากขึ้นๆ หลายคนจึงเริ่มสนใจอ่านหนังสือที่มีรูปภาพท่าอาสนะน้อยลงๆ หลายคนเริ่มหันมาสนใจตำราโยคะดั้งเดิม เช่น ตำรา "โยคะสูตร" ของปตัญชลี ซึ่งเป็นตำราแม่บทของโยคะที่ยังคงใช้กันอยู่ในยุคปัจจุบัน หากอ่านตำราโยคะสูตรในส่วนที่ว่าด้วยอาสนะก็จะเริ่มเข้าใจว่าอาสนะได้รับการออกแบบมาให้ฝึกอย่างไรและนำไปสู่เป้าหมายใด พูดถึงเนื้อหาที่ปตัญชลีกล่าวถึงอาสนะในโยคะสูตร คงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่พูดถึงประโยคที่สำคัญทั้ง 3 ประโยคซึ่งอยู่ในบทที่ 2 ประโยคที่ 46 47 และ 48
 
บทที่ 2 ประโยคะที่ 46 กล่าวเป็นภาษาสันสกฤตว่า "สถิระ สุขัม อาสนัม" แปลว่า อาสนะคือความสุขสบายและความนิ่งมั่นคง ซึ่งเป็นนิยามที่สั้นกระชับและเป็นลักษณะเฉพาะของอาสนะ คำถามต่อไปก็คือ ถ้าเป็นเช่นนั้นหากจัดท่าของร่างกายในท่าใดก็ได้ให้เกิดสภาวะของความสุขสบายและทรงตัวอยู่ในท่าด้วยความนิ่งมั่นคงได้นานเป็นระยะเวลาหนึ่ง ก็สามารถเรียกได้ว่าผู้ฝึกกำลังเข้าถึงอาสนะตามนิยามของตำราแม่บท "โยคะสูตร" สรุปเช่นนั้นได้หรือไม่...
 
หากลองพิจารณาคำว่า "อาสนะ - asana" ซึ่งมีรากศัพท์มาจากคำว่า "อาส - as" หมายถึง นั่ง  วัสดุที่ใช้สำหรับนั่งก็เรียกว่า "อาสนะ" เช่น เบาะรองนั่ง และเสื่อ เป็นต้น เมื่อเป็นเช่นนี้ท่าที่ใช้ทำอาสนะจึงไม่น่าจะเป็นท่าใดๆ ก็ได้ แต่น่าจะหมายถึงเฉพาะท่านั่งเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับท่ายืนและท่านอนแต่อย่างใด
 
ย้อนกลับไปพิจารณามรรคทั้ง 8 ของโยคะจะพบว่า ลำดับที่ต่อจากการฝึกอาสนะจะเป็นการฝึกปราณายามะและขั้นตอนต่างๆ ของการฝึกสมาธิ ซึ่งล้วนแต่ต้องใช้ท่านั่งในการฝึกทั้งสิ้น ท่านั่งขัดสมาธิโดยการพับขาทั้งสองข้างเข้ามาซ้อนขัดกัน ทำให้ขาถูกล็อคไว้หมดโอกาสในการเคลื่อนที่ หลังและคอตั้งตรงแต่ไม่เกิดอาการตึงเครียด ฐานที่ขาซึ่งมั่นคงจะช่วยพยุงร่างกายส่วนบนไว้ ขณะอยู่ในท่านั่งขัดสมาธิจึงสามารถดำรงสภาวะผ่อนคลายไว้ได้นาน พร้อมทั้งช่วยรักษาจิตให้ตื่นตัวและไม่ง่วงซึมหรืองีบหลับ เปรียบเทียบกับท่านอนซึ่งมีปรากฏอยู่ในตำรายุคหลังที่เรียกว่า หฐโยคะ เช่น ท่าศพ ถึงแม้จะอยู่ในสภาวะนิ่งและผ่อนคลายอย่างมาก แต่ก็ยากที่จะรักษาจิตให้ตื่นตัวอยู่เสมอ ขณะอยู่ในท่าศพนานผู้ฝึกจึงมีแนวโน้มสูงที่จะหลับได้ ส่วนอาสนะในท่ายืนที่มีอยู่ในตำราหฐโยคะเช่นกัน ก็พบว่าไม่อยู่ในสภาวะผ่อนคลายและนิ่งได้เท่ากับท่านั่งสมาธิ จึงอาจกล่าวได้ว่าอาสนะตามตำราโยคะสูตรเมื่อประมาณ 2,300 ปีก่อนนั้น เป็นอาสนะในท่านั่ง(สมาธิ)เท่านั้น
 
การจะทำอาสนะตามปตัญชลีโยคะสูตรหรือนั่งขัดสมาธิได้อย่างนิ่งมั่นคงเป็นเวลานานนั้น ร่างกายจะต้องมีความสบายมากพอควรทีเดียว หากท่านั่งสมาธิยังสร้างความตึงเครียด เจ็บปวด ไม่สบาย ก็เป็นการยากที่ผู้ฝึกจะคงสภาวะของความนิ่งไว้ได้ ทำให้ต้องขยับเคลื่อนไหวร่างกายบ้าง เมื่อร่างกายอยู่ในภาวะกระสับกระส่ายไม่นิ่ง ก็เป็นการยากที่จะตั้งจิตให้อยู่นิ่งได้ ดังนั้นหลักการสำคัญของอาสนะที่เป็นสิ่งจำเป็นข้อแรกจึงเป็นหลักของความสบาย (ผ่อนคลาย) หลังจากร่างกายสบายแล้วจึงมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดความนิ่งมั่นคงขึ้นซึ่งเป็นหลักการที่จำเป็นในข้อที่สอง
 
จริงอยู่การฝึกอาสนะตามตำราหฐโยคะที่มีท่าอันหลากหลายมากขึ้นนั้น สามารถช่วยให้ผู้ฝึกทำอาสนะในท่านั่งสมาธิด้วยสภาวะที่ร่างกายนิ่งและสบายได้นานขึ้น แต่ปัจจุบันการสอนอาสนะที่แพร่หลายกันทั่วไปเป็นการสอนให้ทำท่าด้วยการกระตุก ใช้ความพยายามมาก สร้างแรงกดดัน หรือความตึงเครียดเกิดขึ้นซึ่งใกล้เคียงกับแนวคิดของการออกกำลังกายเพื่อสร้างความแข็งแรงทางร่างกายและเกิดประโยชน์ต่อการบรรเทาและบำบัดรักษาโรค ไม่ใช่การฝึกอาสนะตามแนวคิดของปตัญชลีที่มุ่งผลทางด้านจิตใจและจิตวิญญาณ
 
บทที่ 2 ประโยคที่ 47 กล่าวเป็นภาษาสันสกฤตว่า "ประยัตนะ ไชถิลยะ อนันตะ สะมาปัตติภยาม" แปลว่า การฝึกอาสนะควรทำด้วยความผ่อนคลายจากการใช้ความพยายามและรวมจิตเข้ากับสภาวะอนันต์ ประโยคนี้กล่าวถึงเงื่อนไขอีก 2 อย่างที่จำเป็นสำหรับการฝึกอาสนะ อย่างแรกก็คือ ระหว่างที่ทรงตัวอยู่ในท่าอาสนะ ทุกๆ ส่วนของร่างกายควรจะได้รับการผ่อนคลายอย่างเต็มที่ โดยลดการใช้ความพยายามให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งจะทำให้ความตึงเครียดที่จะเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อต่างๆ ลดลงเหลือน้อยที่สุดเช่นกัน ความผ่อนคลายจึงเกิดขึ้น ซึ่งสภาวะนี้จะเกิดขึ้นได้ง่ายในอาสนะท่านั่งสมาธิ อย่างไรก็ตามท่าอาสนะอันหลากหลายตามตำราหฐโยคะบางท่าก็สามารถจะทำด้วยความผ่อนคลายจากความตึงเครียดได้ยกเว้นในกลุ่มของท่าอาสนะเพื่อทรงตัวรักษาสมดุลซึ่งมิอาจทรงตัวแบบนิ่ง สบาย และผ่อนคลายจากความตึงเครียดของกล้ามเนื้อได้ทั้งร่างกาย
 
อนันตะหรือสภาวะอนันต์หมายถึงความไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนสะมาปัตติหมายถึงการรวมอย่างสมบูรณ์กับวัตถุหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เงื่อนไขอย่างที่สองจึงเป็นการสร้างสมาธิด้วยการกำหนดจิตหลอมรวมจนเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุด เช่น ท้องฟ้า หรือมหาสมุทร ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะถอนจิตออกจากการรับรู้ทางร่างกายของผู้ฝึกเป็นการชั่วคราว*  ถ้าผู้ฝึกสามารถบรรลุเงื่อนไขทั้งสองคือการผ่อนคลายจากความตึงเครียดและกำหนดจิตอยู่กับสภาวะที่ไม่สิ้นสุดในระดับสูงได้แล้ว การฝึกอาสนะจะสมบูรณ์ที่สุดตามแนวคิดของปตัญชลี สภาวะดังกล่าวจะเอื้อให้ผู้ฝึกสามารถก้าวขึ้นไปฝึกมรรค 8 ของปตัญชลี เช่น ปราณายามะ ธารณะ และฌาน ได้ง่ายขึ้นด้วย
 
บทที่ 2 ประโยคะที่ 48 กล่าวเป็นภาษาสันสกฤตว่า "ตะโต ทะวันทะวานะภิฆาตะ" แปลได้ว่า จากการฝึกอาสนะด้วยวิธีดังกล่าวข้างต้นทำให้เกิดผลในการขจัดความขัดแย้งต่างๆ ภายใน ซึ่งอรรถกถาจารย์**  โบราณได้อธิบายคำว่า ทะวันทะวา ว่าหมายถึงสิ่งที่เป็นคู่ตรงข้าม เช่น ร้อน - หนาว ความสุขสบาย - ความเจ็บปวด ความหลงใหล - ความเกลียด ฯลฯ ซึ่งน่าจะหมายถึงความขัดแย้งทางจิตใจ เมื่อฝึกอาสนะ(ในท่านั่งสมาธิ)ไปเป็นระยะเวลานานตามหลักการในประโยคที่ 46 - 47 ข้างต้นแล้วความขัดแย้งทางจิตใจจะค่อยๆ ลดน้อยลงจนกระทั่งหมดไปในที่สุด เพราะการฝึกตามหลักการดังกล่าวทำให้ความตึงเครียดทางร่างกายและจิตใจลดลง สามารถดำรงสภาวะผ่อนคลายทางร่างกายและจิตใจได้อย่างสมบูรณ์ แม้จะเผชิญกับความทุกข์ยากต่างๆ ที่เข้ามารบกวนก็ตาม
 
อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า ท่าอาสนะดั้งเดิมตามตำราโยคะสูตรมีอยู่ท่าเดียวคือ ท่านั่งสมาธิ ส่วนหลักในการฝึกอาสนะ(นั่งสมาธิ) มี 4 ข้อ คือ สบาย นิ่ง ผ่อนคลายร่างกายทุกส่วน และจิตรวมรู้อยู่กับสภาวะที่ไม่มีที่สิ้นสุด(ผ่อนคลายจิตได้อย่างสมบูรณ์) รวมทั้งหากฝึกอาสนะ (นั่งสมาธิ) ได้สมบูรณ์ดีแล้ว ความขัดแย้งทางจิตใจจะได้รับการขจัดให้หมดไป ดังนั้นที่สุดของอาสนะก็จบลงที่ท่านั่งสมาธิด้วยประการฉะนี้เอง
 
* ในทัศนะของผู้แปลและเรียบเรียงเห็นว่า การฝึกอาสนะตามเงื่อนไขการรวมจิตเป็นหนึ่งเดียวกับสภาวะอนันต์ของปตัญชลีดังกล่าวหากมองในแง่มุมทางพุทธศาสนาจะพบว่าเป็นการฝึกสมาธิในระดับของสมถะกรรมฐาน คือ การทำสมาธิให้จิตนิ่ง โดยนำจิตไปกำหนดรู้กับวัตถุ จนจิตกับวัตถุรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งวัตถุตามแนวคิดของปตัญชลีก็คือ สภาวะอนันต์
** อรรถกถา หมายถึง คัมภีร์ที่เขียนขึ้นมาอธิบายคัมภีร์แม่บทอีกทีหนึ่ง  อรรถกถาจารย์ หมายถึง อาจารย์ผู้เขียนคัมภีร์อรรถกถา


 
เอกสารอ้างอิง :
Karambelkar, Dr. P. V., PATANJALA YOGA SUTRAS Sanskrta Sutras with Transliteration, Translation & Commentary, Kaivalyadhama Lonavla, 1986.

นำมาจาก : http://thaiyogainstitute.com

ความคิดเห็น

เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่แสดงความคิดเห็นได้
กรุณาเข้าสู่ระบบหรือสมัครสมาชิก

Powered by AkoComment 2.0!

ลงนามกำลังใจ
สมัครสมาชิกเว็บไซต์
ติดต่อเรา
เพื่อนบ้าน
กระดานสนทนา
ข่าวฝากประชาสัมพันธ์
Email 4 Staff
หนังสือแนะนำ
สินค้าน่าสนับสนุน
ช่วยคนชราธิเบตพลัดถิ่น
ภาพความหมาย
c_017_resize.JPG
ปักหมุดประกาศ

Image ปาจารยสาร ฉบับ "การศึกษาทางเลือก การเดินทางเพื่อกลับไปจุดเดิม? 
||
สมัครสมาชิก || บอร์ดชาวปาจารยสาร || 
ปีที่ 32 ฉบับที่ 6 กรกฎาคม-สิงหาคม 2551
- การศึกษาเพื่อการครอบงำ
- บทเรียนแห่งการปฏิรูปการศึกษา
- สู่การศึกษาทางเลือก
- ทางเลือกของทางเลือก
- แพทย์แผนทิเบตศาสตร์แห่งอดีต เพื่อรักษาปัจจุบัน
- ศานตินิเกตัน สถาบันชีวิต
- เวียตนามในความทรงจำนักปั่น
  

 อยากอ่านติดต่อไปที่ โทรศัพท์ 02- 8603527 หรืออีเมล์

Image สารเพื่อนเสม  ข่าวสารองค์กรเครือข่าย มูลนิธิเสฐียรโกเศศ - นาคะประทีป จดหมายข่าวราย 2 เดือน ปีที่ 4 ฉบับที่ 32 พฤศจิกายน-ธันวาคม 2551
+ จุดเปลี่ยน / กฤตยา ศรีสรรพกิจ
+ ช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิต / วารุณี ไม้ตราวัฒนา
+ ในอ้อมกอดของขุนเขาและเหล่ากระบวนกร / พูลศรี ไชยประสิทธิ์
+ วัยเด็ก ..ต้นไม้แห่งความทรงจำ : นาทีชีวิต ตอน 2
+ Tokyo Tower : แม่ครับ...ผมรักแม่/ จากบทภาพยนตร์
+ สุนทรียสนทนา / วิทยากร โสวัตร  
 อ่านสารเพื่อนเสม
 

Image ร่วมทำบุญเพื่อช่วยเหลือคนชราธิเบตพลัดถิ่นในอินเดีย ที่อาศัยอยู่ในบ้านพักคนชรา อายุตั้งแต่ ๗๐ ปีขึ้นไปได้มีโอกาสเข้าฟังธรรมจากองค์ทะไลลามะและแสวงบุญ ณ เมืองพุทธคยาในบั้นปลายของชีวิต รายละเอียดเพิ่มเติม

สถิติ
ผู้เยี่ยมชม: 3157863
   หน้าแรก arrow สิกขาปริทัศน์ (บทความ) arrow สรรสาระ arrow สรรสาระ : ที่สุดของอาสนะ..จบลงที่ท่าใด