|
สรรสาระ : ที่สุดของอาสนะ..จบลงที่ท่าใด |
|
|
|
|
เขียนโดย แปลและเรียบเรียง วีระพงษ์ ไกรวิทย์ และจิรวรรณ ตั้งจิตเมธี
|
|
แปลและเรียบเรียงโดย วีระพงษ์ ไกรวิทย์ และจิรวรรณ ตั้งจิตเมธี ครูสอนโยคะเมื่อเริ่มสอนใหม่ๆ ก็ไม่ต่างอะไรกับผู้นำฝึกการออกกำลังกายทั่วๆ ไปเท่าไรนัก คือ สอนผู้เรียนให้ทำท่าตาม สอนให้ผู้เรียนได้ออกกำลังกายยืดเส้นยืดสายแก้เมื่อย ผู้เรียนเมื่อฝึกเสร็จแล้วก็รู้สึกสบายเนื้อสบายตัว กลับบ้านไปด้วยความพึงพอใจว่าตนเองได้ดูแลสุขภาพแล้ว เมื่อสอนโยคะไปเรื่อยๆ ครูจึงทำหน้าที่เพียงแค่เพิ่มอาสนะ(ท่าโยคะ)ให้มากขึ้นๆ ยากขึ้นๆ และท้าทายขึ้นๆ ครั้นสอนจนหมดท่าที่ครูสามารถทำได้แล้ว ก็ไม่รู้จะสอนอะไรต่อ ผู้เรียนเมื่อทำท่าได้ครบถ้วนก็คิดว่าตนเองคงฝึกโยคะได้สำเร็จเรียบร้อยแล้ว อาจหยุดฝึกโยคะแล้วหันไปสนใจฝึกอย่างอื่นต่อไป หรือหันมาเป็นครูสอน(ท่า)โยคะกับเขาบ้าง จริงหรือไม่ที่โยคะซึ่งมีมานานหลายพันปีและเป็นภูมิปัญญาตะวันออกของอินเดีย จะมีคุณค่าเพียงแค่การบริหารร่างกายเฉกเช่นการออกกำลังกายหรือกีฬาทั่วไป ใช่หรือเปล่าที่โยคะน่าจะมีแง่มุมทางด้านจิตใจหรือจิตวิญญาณแฝงอยู่ด้วย หากแต่ผู้ถ่ายทอดนั้นยังไม่สามารถเข้าถึงโยคะได้ จึงไม่อาจนำองค์ความรู้โบราณนี้มาสอนให้ผู้สนใจในยุคปัจจุบันได้ลิ้มรสอันละเมียดละไมของชีวิตด้านในได้
เมื่อครูโยคะเริ่มศึกษาโยคะลึกลงไปมากขึ้นๆ หลายคนจึงเริ่มสนใจอ่านหนังสือที่มีรูปภาพท่าอาสนะน้อยลงๆ หลายคนเริ่มหันมาสนใจตำราโยคะดั้งเดิม เช่น ตำรา "โยคะสูตร" ของปตัญชลี ซึ่งเป็นตำราแม่บทของโยคะที่ยังคงใช้กันอยู่ในยุคปัจจุบัน หากอ่านตำราโยคะสูตรในส่วนที่ว่าด้วยอาสนะก็จะเริ่มเข้าใจว่าอาสนะได้รับการออกแบบมาให้ฝึกอย่างไรและนำไปสู่เป้าหมายใด พูดถึงเนื้อหาที่ปตัญชลีกล่าวถึงอาสนะในโยคะสูตร คงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่พูดถึงประโยคที่สำคัญทั้ง 3 ประโยคซึ่งอยู่ในบทที่ 2 ประโยคที่ 46 47 และ 48 บทที่ 2 ประโยคะที่ 46 กล่าวเป็นภาษาสันสกฤตว่า "สถิระ สุขัม อาสนัม" แปลว่า อาสนะคือความสุขสบายและความนิ่งมั่นคง ซึ่งเป็นนิยามที่สั้นกระชับและเป็นลักษณะเฉพาะของอาสนะ คำถามต่อไปก็คือ ถ้าเป็นเช่นนั้นหากจัดท่าของร่างกายในท่าใดก็ได้ให้เกิดสภาวะของความสุขสบายและทรงตัวอยู่ในท่าด้วยความนิ่งมั่นคงได้นานเป็นระยะเวลาหนึ่ง ก็สามารถเรียกได้ว่าผู้ฝึกกำลังเข้าถึงอาสนะตามนิยามของตำราแม่บท "โยคะสูตร" สรุปเช่นนั้นได้หรือไม่... หากลองพิจารณาคำว่า "อาสนะ - asana" ซึ่งมีรากศัพท์มาจากคำว่า "อาส - as" หมายถึง นั่ง วัสดุที่ใช้สำหรับนั่งก็เรียกว่า "อาสนะ" เช่น เบาะรองนั่ง และเสื่อ เป็นต้น เมื่อเป็นเช่นนี้ท่าที่ใช้ทำอาสนะจึงไม่น่าจะเป็นท่าใดๆ ก็ได้ แต่น่าจะหมายถึงเฉพาะท่านั่งเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับท่ายืนและท่านอนแต่อย่างใด ย้อนกลับไปพิจารณามรรคทั้ง 8 ของโยคะจะพบว่า ลำดับที่ต่อจากการฝึกอาสนะจะเป็นการฝึกปราณายามะและขั้นตอนต่างๆ ของการฝึกสมาธิ ซึ่งล้วนแต่ต้องใช้ท่านั่งในการฝึกทั้งสิ้น ท่านั่งขัดสมาธิโดยการพับขาทั้งสองข้างเข้ามาซ้อนขัดกัน ทำให้ขาถูกล็อคไว้หมดโอกาสในการเคลื่อนที่ หลังและคอตั้งตรงแต่ไม่เกิดอาการตึงเครียด ฐานที่ขาซึ่งมั่นคงจะช่วยพยุงร่างกายส่วนบนไว้ ขณะอยู่ในท่านั่งขัดสมาธิจึงสามารถดำรงสภาวะผ่อนคลายไว้ได้นาน พร้อมทั้งช่วยรักษาจิตให้ตื่นตัวและไม่ง่วงซึมหรืองีบหลับ เปรียบเทียบกับท่านอนซึ่งมีปรากฏอยู่ในตำรายุคหลังที่เรียกว่า หฐโยคะ เช่น ท่าศพ ถึงแม้จะอยู่ในสภาวะนิ่งและผ่อนคลายอย่างมาก แต่ก็ยากที่จะรักษาจิตให้ตื่นตัวอยู่เสมอ ขณะอยู่ในท่าศพนานผู้ฝึกจึงมีแนวโน้มสูงที่จะหลับได้ ส่วนอาสนะในท่ายืนที่มีอยู่ในตำราหฐโยคะเช่นกัน ก็พบว่าไม่อยู่ในสภาวะผ่อนคลายและนิ่งได้เท่ากับท่านั่งสมาธิ จึงอาจกล่าวได้ว่าอาสนะตามตำราโยคะสูตรเมื่อประมาณ 2,300 ปีก่อนนั้น เป็นอาสนะในท่านั่ง(สมาธิ)เท่านั้น การจะทำอาสนะตามปตัญชลีโยคะสูตรหรือนั่งขัดสมาธิได้อย่างนิ่งมั่นคงเป็นเวลานานนั้น ร่างกายจะต้องมีความสบายมากพอควรทีเดียว หากท่านั่งสมาธิยังสร้างความตึงเครียด เจ็บปวด ไม่สบาย ก็เป็นการยากที่ผู้ฝึกจะคงสภาวะของความนิ่งไว้ได้ ทำให้ต้องขยับเคลื่อนไหวร่างกายบ้าง เมื่อร่างกายอยู่ในภาวะกระสับกระส่ายไม่นิ่ง ก็เป็นการยากที่จะตั้งจิตให้อยู่นิ่งได้ ดังนั้นหลักการสำคัญของอาสนะที่เป็นสิ่งจำเป็นข้อแรกจึงเป็นหลักของความสบาย (ผ่อนคลาย) หลังจากร่างกายสบายแล้วจึงมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดความนิ่งมั่นคงขึ้นซึ่งเป็นหลักการที่จำเป็นในข้อที่สอง จริงอยู่การฝึกอาสนะตามตำราหฐโยคะที่มีท่าอันหลากหลายมากขึ้นนั้น สามารถช่วยให้ผู้ฝึกทำอาสนะในท่านั่งสมาธิด้วยสภาวะที่ร่างกายนิ่งและสบายได้นานขึ้น แต่ปัจจุบันการสอนอาสนะที่แพร่หลายกันทั่วไปเป็นการสอนให้ทำท่าด้วยการกระตุก ใช้ความพยายามมาก สร้างแรงกดดัน หรือความตึงเครียดเกิดขึ้นซึ่งใกล้เคียงกับแนวคิดของการออกกำลังกายเพื่อสร้างความแข็งแรงทางร่างกายและเกิดประโยชน์ต่อการบรรเทาและบำบัดรักษาโรค ไม่ใช่การฝึกอาสนะตามแนวคิดของปตัญชลีที่มุ่งผลทางด้านจิตใจและจิตวิญญาณ บทที่ 2 ประโยคที่ 47 กล่าวเป็นภาษาสันสกฤตว่า "ประยัตนะ ไชถิลยะ อนันตะ สะมาปัตติภยาม" แปลว่า การฝึกอาสนะควรทำด้วยความผ่อนคลายจากการใช้ความพยายามและรวมจิตเข้ากับสภาวะอนันต์ ประโยคนี้กล่าวถึงเงื่อนไขอีก 2 อย่างที่จำเป็นสำหรับการฝึกอาสนะ อย่างแรกก็คือ ระหว่างที่ทรงตัวอยู่ในท่าอาสนะ ทุกๆ ส่วนของร่างกายควรจะได้รับการผ่อนคลายอย่างเต็มที่ โดยลดการใช้ความพยายามให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งจะทำให้ความตึงเครียดที่จะเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อต่างๆ ลดลงเหลือน้อยที่สุดเช่นกัน ความผ่อนคลายจึงเกิดขึ้น ซึ่งสภาวะนี้จะเกิดขึ้นได้ง่ายในอาสนะท่านั่งสมาธิ อย่างไรก็ตามท่าอาสนะอันหลากหลายตามตำราหฐโยคะบางท่าก็สามารถจะทำด้วยความผ่อนคลายจากความตึงเครียดได้ยกเว้นในกลุ่มของท่าอาสนะเพื่อทรงตัวรักษาสมดุลซึ่งมิอาจทรงตัวแบบนิ่ง สบาย และผ่อนคลายจากความตึงเครียดของกล้ามเนื้อได้ทั้งร่างกาย อนันตะหรือสภาวะอนันต์หมายถึงความไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนสะมาปัตติหมายถึงการรวมอย่างสมบูรณ์กับวัตถุหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เงื่อนไขอย่างที่สองจึงเป็นการสร้างสมาธิด้วยการกำหนดจิตหลอมรวมจนเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุด เช่น ท้องฟ้า หรือมหาสมุทร ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะถอนจิตออกจากการรับรู้ทางร่างกายของผู้ฝึกเป็นการชั่วคราว* ถ้าผู้ฝึกสามารถบรรลุเงื่อนไขทั้งสองคือการผ่อนคลายจากความตึงเครียดและกำหนดจิตอยู่กับสภาวะที่ไม่สิ้นสุดในระดับสูงได้แล้ว การฝึกอาสนะจะสมบูรณ์ที่สุดตามแนวคิดของปตัญชลี สภาวะดังกล่าวจะเอื้อให้ผู้ฝึกสามารถก้าวขึ้นไปฝึกมรรค 8 ของปตัญชลี เช่น ปราณายามะ ธารณะ และฌาน ได้ง่ายขึ้นด้วย บทที่ 2 ประโยคะที่ 48 กล่าวเป็นภาษาสันสกฤตว่า "ตะโต ทะวันทะวานะภิฆาตะ" แปลได้ว่า จากการฝึกอาสนะด้วยวิธีดังกล่าวข้างต้นทำให้เกิดผลในการขจัดความขัดแย้งต่างๆ ภายใน ซึ่งอรรถกถาจารย์** โบราณได้อธิบายคำว่า ทะวันทะวา ว่าหมายถึงสิ่งที่เป็นคู่ตรงข้าม เช่น ร้อน - หนาว ความสุขสบาย - ความเจ็บปวด ความหลงใหล - ความเกลียด ฯลฯ ซึ่งน่าจะหมายถึงความขัดแย้งทางจิตใจ เมื่อฝึกอาสนะ(ในท่านั่งสมาธิ)ไปเป็นระยะเวลานานตามหลักการในประโยคที่ 46 - 47 ข้างต้นแล้วความขัดแย้งทางจิตใจจะค่อยๆ ลดน้อยลงจนกระทั่งหมดไปในที่สุด เพราะการฝึกตามหลักการดังกล่าวทำให้ความตึงเครียดทางร่างกายและจิตใจลดลง สามารถดำรงสภาวะผ่อนคลายทางร่างกายและจิตใจได้อย่างสมบูรณ์ แม้จะเผชิญกับความทุกข์ยากต่างๆ ที่เข้ามารบกวนก็ตาม อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า ท่าอาสนะดั้งเดิมตามตำราโยคะสูตรมีอยู่ท่าเดียวคือ ท่านั่งสมาธิ ส่วนหลักในการฝึกอาสนะ(นั่งสมาธิ) มี 4 ข้อ คือ สบาย นิ่ง ผ่อนคลายร่างกายทุกส่วน และจิตรวมรู้อยู่กับสภาวะที่ไม่มีที่สิ้นสุด(ผ่อนคลายจิตได้อย่างสมบูรณ์) รวมทั้งหากฝึกอาสนะ (นั่งสมาธิ) ได้สมบูรณ์ดีแล้ว ความขัดแย้งทางจิตใจจะได้รับการขจัดให้หมดไป ดังนั้นที่สุดของอาสนะก็จบลงที่ท่านั่งสมาธิด้วยประการฉะนี้เอง * ในทัศนะของผู้แปลและเรียบเรียงเห็นว่า การฝึกอาสนะตามเงื่อนไขการรวมจิตเป็นหนึ่งเดียวกับสภาวะอนันต์ของปตัญชลีดังกล่าวหากมองในแง่มุมทางพุทธศาสนาจะพบว่าเป็นการฝึกสมาธิในระดับของสมถะกรรมฐาน คือ การทำสมาธิให้จิตนิ่ง โดยนำจิตไปกำหนดรู้กับวัตถุ จนจิตกับวัตถุรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งวัตถุตามแนวคิดของปตัญชลีก็คือ สภาวะอนันต์ ** อรรถกถา หมายถึง คัมภีร์ที่เขียนขึ้นมาอธิบายคัมภีร์แม่บทอีกทีหนึ่ง อรรถกถาจารย์ หมายถึง อาจารย์ผู้เขียนคัมภีร์อรรถกถา
เอกสารอ้างอิง : Karambelkar, Dr. P. V., PATANJALA YOGA SUTRAS Sanskrta Sutras with Transliteration, Translation & Commentary, Kaivalyadhama Lonavla, 1986.
นำมาจาก : http://thaiyogainstitute.com เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่แสดงความคิดเห็นได้ กรุณาเข้าสู่ระบบหรือสมัครสมาชิก Powered by AkoComment 2.0! |