|
ชีวิตเป็นเรื่องเปราะบาง ในทางวัฒนธรรมพื้นบ้านความตายใกล้ชิดกับเรามากและมันเตือนเราเสมอ ที่วัดในหมู่บ้านเมื่อมีคนตายเขาจะจุดพลุ เป็นสัญญาณบอกว่ามีการตายเกิดขึ้น แต่ในปัจจุบันเราพูดกันเรื่องความมั่นคงและหลักประกันของชีวิต ซึ่งจริงๆ แล้วเรื่องเหล่านี้เป็นมายา เราผลักไสความตายให้ไกลออกไปจากชีวิต เราไม่อยากคิดกับมัน เราให้เรื่องความตายเป็นหน้าที่ของหมอกับพยาบาลที่จะตัดสินใจว่าเมื่อไหร่ที่เราสมควรตาย เมื่อนั้นก็ถอดเครื่องช่วยหายใจออก แพทย์และพยาบาลก็เรียนรู้เรื่องโรคมาก แต่ไม่ค่อยได้เรียนรู้เกี่ยวกับความตาย ในทางการแพทย์สมัยใหม่ คน 100 คน ตายก็เหมือนกันหมด คือหมดลมหายใจ หัวใจหยุดเต้น สมองหยุดทำงาน แต่การตายทางจิตวิญญาณ คน 100 คน ก็ตาย 100 แบบ สิ่งสำคัญก็คือมิติทางการแพทย์จะสามารถทำให้ผู้ป่วยตายอย่างสงบได้อย่างไร การตายอย่างสงบเป็นอย่างไร ตายอย่างสงบคือผู้ตายได้ปลดเปลื้องภาระสุดท้ายแล้วออกเดินทาง
ในเชิงศาสนา ความตายไม่ใช่เพียงช่วงหนึ่งของชีวิต แต่ความตายเป็นช่วงหนึ่งของวัฏฏะสงสาร การเวียนเกิดเวียนตาย ในชุมชนความตายของคนในหมู่บ้านเป็นเรื่องสาธารณะ เป็นงานของชุมชน ซึ่งต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับการทำงานศพในปัจจุบัน ชาวบ้านเรียกว่า "งานศพ" ส่วนปัจจุบันใช้คำว่า "พิธีศพ" ที่เรียกว่าเป็นงานเพราะมันมีอะไรหลายสิ่งหลายอย่าง และไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ส่วนพิธีคือรูปแบบ ทำเป็นพิธี ทำตามพิธี ไม่มีและไม่รู้ความหมาย คนสมัยก่อนมีความคิดว่า ความตายเป็นประตูไปสู่ภพภูมิที่ดีกว่า เรามีชีวิตมาก่อนใน ชาติก่อน ชาตินี้ และชาติหน้า เรายอมรับชาตินี้ว่าเป็นผลของการกระทำในชาติก่อน และเราทำดีในชาตินี้เพื่อมุ่งไปในชาติหน้า เรายอมรับว่าชีวิตเป็นเรื่องชั่วคราว ประเดี๋ยวประด๋าว การทำใจให้สงบจึงเป็นเรื่องสำคัญ รู้จักพอ "พอแล้ว" ซึ่งต่างจากความคิดในปัจจุบันที่ให้ความสำคัญเฉพาะชาตินี้มาก เมื่อให้ความสำคัญมากก็ไม่พอ ขอต่อเวลา พอ 60 ก็ขอสัก 80 ได้ไหม พอ 80 ก็ขอต่อ 120 ได้หรือเปล่า... การพยายามทำให้ความตายเป็นเรื่องมิดชิด ตายเงียบๆ ใน ICU แล้วรีบเคลื่อนเข้าเมรุ คือรูปธรรมของการปฏิเสธความตาย ให้ความตายเป็นเรื่องต้องห้าม อุจาด ปิดบัง ไม่อยากรู้ เราคิดว่าความตายเป็นวิกฤติการณ์ คือ หมดลม หัวใจหยุดเส้น สมองหยุดทำงาน แต่ถ้ามิติทางจิตวิญญาณเราจะคิดอีกอย่าง เราจะถามว่า เขาได้ปลดเปลื้องภาระในใจแล้วหรือยัง คนปัจจุบันใช้ชีวิตแบบลืมเกิด ลืมตาย ซื้อบ้านสักหลังขอแค่ "อยู่แล้วรวย" พอแล้วชีวิตนี้ เราคิดว่าชีวิตคือการเสพย์สุข ก็ต้องให้มันสุขเต็มที่ เงินทั่วโลกใช้จ่ายไปกับเรื่อง skin care 35 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในกรณีเดียวกัน เราใช้เงินเพียง 9 พันล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้นในการจัดหาน้ำสะอาดสำหรับคนทั่วโลก กระบวนทัศน์ในปัจจุบันเราคิดว่าเราสามารถเข้าถึงและจัดการกับชีวิตได้ จัดการกับธรรมชาติได้ เราจะสามารถเข้าใจกฎเกณฑ์ต่างๆ เช่นการถอดรหัสพันธุกรรม การจัดการระบบนิเวศน์ การคาดการณ์ภัยพิบัติต่างๆ ฯลฯ หลายอย่างนี้เราก็ยังคงใช้กระบวนทัศน์แบบนี้ได้ดีแต่ตอนนี้เราก็เริ่มเห็นข้อจำกัด เราเริ่มรู้ว่า เราใช้กระบวนทัศน์นี้ไม่ได้ในทุกๆ เรื่อง มันมีขีดจำกัด ความรู้สมัยใหม่ทำให้เราไม่เชื่อในชาติหน้า ไม่เชื่อในสวรรค์ ในเมื่อเราไม่คิดว่ามีชาติหน้า ไม่มีสวรรค์ เราจึงทำให้ทุกอย่างมีในชาตินี้ ทำชาตินี้ให้เป็นสวรรค์ ลืมเกิด ลืมตาย เราไม่คิดด้วยซ้ำว่าความตายเป็นส่วนหนึ่งของสมการสุดท้ายในชีวิต สมัยก่อนเวลาถามว่าอยากเห็นตัวเองตายอย่างไร บางทีจะมีคำตอบว่า คล้ายแสงตะเกียงที่ค่อยๆ หรี่ลง แล้วดับในที่สุด คือเห็นเป็นภาพ มีจินตนาการ แต่ปัจจุบันมีงานวิจัยสมัยใหม่ ได้คำตอบคล้ายๆ กันว่า อยากให้ตายแบบ ปั๊บไปเลย เช่นอุบัติเหตุตายดับไป หลับแล้วตายไป หรือะไรทำนองนี้ คือเราไม่อยากนึกถึงความตาย เราอยากให้มัน ปั๊บไปเลย ไม่รู้เนื้อรู้ตัว การมองว่า เราอยากตายอย่างไร นั่นคือการถามว่า แล้วเราจะมีชีวิตอยู่อย่างไร มีงานใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์ที่สอดคล้องกับมิติทางศาสนา คือ คนใกล้ตายจะเปลี่ยนข้อมูล (information) เป็นภาพ (form) เช่นคนที่ฆ่าไก่มาตลอดชีวิตพอใกล้ตายก็จะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นไก่ที่จะถูกฆ่า... การได้ครุ่นคิดว่าเราอยากตายอย่างไร จะทำให้เราแสวงหาคำตอบว่าเราจะมีชีวิตอยู่อย่างไร หากเราอยากตายแบบ โล่ง โปร่ง เบา สบาย เราก็จะใช้ชีวิตในแนวทางนั้นเช่นกัน ----------------------------------
วัฒนธรรม ความตาย วาระสุดท้ายของชีวิต สถาบันมนุษยวิทยาสิรินธร พฤหัสบดี 5 ก.ค.2550 วงเสวนา วัฒนธรรม ความตาย วาระสุดท้ายของชีวิต พระไพศาล วิสาโล, นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ,คุณ.....พยาบาลจาก มอ., ดำเนินรายการโดย คุณอรศรี งามวิทยาพงศ์ -------------------------------------
หมายเหตุ
เสมสิกขาลัย ขอเชิญร่วมอบรม "เผชิญความตายอย่างสงบ วันที่ 27-29 ตุลาคม 2550" ณ แสนปาล์ม เทรนนิ่งโฮม นครปฐม วิทยากร พระไพศาล วิสาโล คุณกานดาวศรี ตุลาธรรมกิจ นพ. พรเลิศ ฉัตรแก้ว และ คุณปรีดา เรืองวิชาธร การเผชิญความตายอย่างสงบ อาจไม่ใช่เรื่องง่ายดาย ที่เราจะคิดและทำให้จิตสงบได้ในทันทีทันใด เพราะในทัศนะของเราความตาย เป็นสิ่งที่จะมาพรากเอาทุกอย่างที่รักและมีอยู่ไป เราควรทำอย่างไรดี -------------------------------------
เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่แสดงความคิดเห็นได้ กรุณาเข้าสู่ระบบหรือสมัครสมาชิก Powered by AkoComment 2.0! |