+ + + + + ยินดีต้อนรับสู่ www.semsikkha.org + + + + + + + + + + ยินดีต้อนรับสู่ www.semsikkha.org + + + + +
ปฏิทินกิจกรรม
พฤศจิกายน 2008 ธันวาคม 2008
สัปดาห์ที่ 44 1
สัปดาห์ที่ 45 2 3 4 5 6 7 8
สัปดาห์ที่ 46 9 10 11 12 13 14 15
สัปดาห์ที่ 47 16 17 18 19 20 21 22
สัปดาห์ที่ 48 23 24 25 26 27 28 29
สัปดาห์ที่ 49 30
Login Form
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
เครือข่ายของเรา
Baandin.org
Sulak-sivaraksa.org
suan-spirit.com
siambaandin
semsikkhalai
สำนักพิมพ์เสมสิกขาลัย
สถาบันต้นกล้า
เสขิยธรรม
มันตรานิวาส
ป๋วยเสวนาคาร
ตัวกูของกู มิวสิค
wechange555.com
INEB
เคล็ดไทย

สนใจแลกลิงค์




สรรสาระ : ๖ ตุลา กับสถานะทางประวัติศาสตร์การเมือง PDF พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย เรียบเรียงโดย วิภา ดาวมณี   

ในอดีตเคยมีเหตุการณ์นองเลือดทางการเมืองเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ หลายครั้งหลายหน ได้แก่ กบฎบวรเดช ๑๑ - ๒๗ ตุลาคม ๒๔๗๖ กบฎวังหลัง ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๒ กบฎแมนฮัตตัน ๒๙ มิถุนายน ๒๔๙๔ เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เหตุการณ์ ๑๘ - ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๓๕ คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าเหตุการณ์นองเลือด กลางพระนครครั้งรุนแรงและโหดร้ายที่สุดที่รัฐกระทำต่อประชาชน คือ เหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙

ในบทความซึ่งอาจจะดีที่สุดเกี่ยวกับ "การรัฐประหาร  ๖  ตุลาคม  ๒๕๑๙"  โดยศาสตราจารย์เบเนดิก  แอนเดอร์สัน  กล่าวไว้ว่า  โดยตัวของมันเองแล้วรัฐประหาร  ๖  ตุลา ไม่ใช่เรื่องใหม่ในประวัติศาสตร์ไทย  ไม่ว่าจะในสมัยใหม่หรือสมัยเก่า  เพราะเคยมีรัฐประหารหรือความพยายามที่จะทำรัฐประหารมาแล้วครั้งแล้วครั้งเล่านับตั้งแต่การปฏิวัติ  ๒๔๗๕   ดังนั้นทั้งนักวิชการและนักหนังสือพิมพ์ตะวันตก ต่างก็ลงความเห็นว่า  "การรัฐประหาร  ๖  ตุลา"  เป็นเรื่อง  "ธรรมดาๆ"  ของการเมืองไทย  และเป็นการกลับไปสู่ "สภาพปกติ"  หลังจากที่หลงระเริงอยู่กับ "ประชาธิปไตย"  หลังการปฏิวัติ ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ มาเป็นเวลา  ๓  ปี

แต่เบเนดิก  แอนเดอร์สัน  ก็กล่าวว่า  "การรัฐประหาร  ๖  ตุลา"  เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อใหม่ของการเมืองไทยอย่างน้อย   ๒ ประเด็น คือ  (๑)  บรรดาผู้นำฝ่ายซ้าย  แทนที่จะจบลงด้วยการถูกจับเข้าคุกจนลืม  หรือไม่ก็ลี้ภัยการเมืองอยู่ที่ต่างประเทศ  กลับเข้าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเศไทย) ในเขตป่าเขา  และ  (๒)    การรัฐประหาร  ๖  ตุลา  แตกต่างจากการรัฐประหารที่เคยมีมา  คือ  ไม่ใช่เพียงการยึดอำนาจกันในหมู่ผู้นำเท่านั้น  แต่เป็นการรัฐประหารที่ฝ่ายขวาใช้เวลากว่า  ๒  ปี ในการวางแผนการรณรงค์  คุกคามใช้ความรุนแรง  อย่างเปิดเผย  เห็นได้อย่างโจ่งแจ้งของ และปลุกปั่นยุยงให้เกิดความบ้าคลั่งของฝูงชน "ม็อบ"  เมื่อวันที่  ๖  ตุลาคม  ๒๕๑๙

พร้อมๆ  กับการเกิดของชนชั้นกระฎุมพี  ความปั่นป่วนทางด้านอุดมการณ์ในช่วง  ๓  ปีของยุค "ประชาธิปไตย" เบ่งบานนั้น  มีคนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยที่เบื่อหน่ายต่อความอับจนทางปัญญาและการใช้สัญลักษณ์ทางจารีตโดยระบอบ  สฤษฎิ์ - ถนอม - ประภาส   คนหนุ่มสาวตั้งคำถามต่อค่านิยมและวัฒนธรรมจารีตนั้น  ทำให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้ด้วยการโฆษณาเผยแพร่  สั่งสอนอุดมการณ์ชาติ - ศาสนา - พระมหากษัตริย์  หนักหน่วงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน สะท้อนออกมาในเพลง "หนักแผ่นดิน"  และคำพูดของพระกิตติวุฒโทที่ว่า "ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป"

ดร.ธงชัย  วินิจจะกูล  อดีตผู้นำนักศึกษา (ม.ธรรรมศาสตร์ )ในสมัยนั้น  และปัจจุบันเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ประเทศสหรัฐอเมริกา เล่าว่า  เมื่อเวลาประมาณ  ๒  นาฬิกา  ของวันที่  ๖  ตุลาคม  ตำรวจกับกองกำลังติดอาวุธและกำลังพลฝ่ายขวา  ได้เคลื่อนเข้าปิดล้อมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ซึ่งมีผู้คนจำนวน  ๔ - ๕  พันคนชุมนุมอยู่ตลอดคืน  ประท้วงการกลับมาของจอมพลถนอม  กิตติขจร   ซึ่งได้ถูกประชาชนลุกฮือขับไล่ออกจากประเทศไปเมื่อ  ๓  ปีก่อน  (การปฏิวัติ  ๑๔  ตุลาคม  ๒๕๑๖)  ซึ่งก่อนหน้านี้ พนักงานไฟฟ้าภูมิภาค ได้ถูกฆ่าแขวนคอ โดยฝีมือตำรวจนครปฐมขณะที่กำลังปิดโปสเตอร์ประท้วงการกลับมาของจอมพลถนอม  กิตติขจร       

ในเช้าตรู่ของวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เจ้าหน้าที่แต่งเครื่องแบบของฝ่ายรัฐไทยได้ใช้อาวุธสงครามหนักถล่มขบวนการนักศึกษาที่ชุมนุมต่อต้านการกลับมาของเผด็จการอย่างสงบในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมกันนั้น "องค์กรนอกระบบ" หรือกลุ่มอันธพาลการเมือง ซึ่งได้แก่ขบวนการลูกเสือชาวบ้าน กระทิงแดง และนวพล ได้ทำทารุณกรรมอย่างที่สุดกับนักศึกษาประชาชนที่ชุมนุมในธรรมศาสตร์ มีการลากคนออกมาแขวนคอที่ต้นมะขามสนามหลวง ลากคอไปตามสนามฟุตบอล และเตะต่อยทุบตีอย่างบ้าคลั่ง ทำอนาจารกับนักศึกษาทั้งหญิง เผาศพนั่งยางบนท้องถนน กระทั่งเอาไม้แหลมตอกศพอย่างเลือดเย็น ฯลฯ การกระทำผิดมนุษย์มนาดังกล่าว แม้แต่ศัตรูต่างสัญชาติที่รบกันในสนามรบก็ยังไม่ทำกันถึงเพียงนี้ แต่รัฐไทยที่อ้างว่าเป็นรัฐพุทธกับก่อกรรมทำเข็ญอย่างโหดเหี้ยมต่อนักศึกษา ประชาชนของตนในช่วงเวลาเข้าพรรษา !

หลังจากนั้นผู้ถูกกระทำที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงก็ถูกจับเข้าคุก ส่วนผู้ที่ก่ออาชญากรรมก็ได้รับการขอบคุณยกย่องจากบุคคลระดับสูงของสังคมไทย   พอถึงเวลา ๑๘ นาฬิกาของเย็นวันนั้น  คณะทหารก็ประกาศยึดอำนาจ ทางการแถลงว่าในวันนั้นมีผู้เสียชีวิตประมาณ  ๔๐  คน  บาดเจ็บเป็นร้อย  และถูกจับกุมไป  ๓  พันคน  แต่ก็เชื่อกันว่าจำนวนผู้เสียชีวิต  บาดเจ็บ  รวมทั้งสูญหายน่าจะสูงกว่าที่ทางการแถลง

กล่าวโดยย่อ  ๖  ตุลาคม   ๒๕๑๙   ก็คือวันที่มีการรัฐประหาร  นำการเมืองไทยกลับไปสู่การปกครองโดยคณะทหารอีกครั้งหนึ่ง  (แต่มีนายกรัฐมนตรีมาจากข้าราชการตุลาการ)  การรัฐประหาร  ๖  ตุลา   มาพร้อมกับความรุนแรงและป่าเถื่อน  อย่างชนิดที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นได้ในสังคมไทย   ภาพของความทารุณโหดร้ายได้รับการเผยแพร่ไปทั่วโลก  การสังหารหมู่กลางพระนคร หน้าพระบรมมหาราชวัง และ พระอารามหลวงในวันนั้น ถูกถ่ายทอดออกโทรทัศน์ช่อง  ๙  ด้วย

แต่ก็เป็นที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่ง  ที่  ๖  ตุลาคม  ๒๕๑๙  กลายเป็นอดีตที่ดูเหมือนผ่านมาแล้วก็ผ่านไป  ประหนึ่งว่าเป็นการพังพินาศของอดีต  "ขาดสถานะทางประวัติศาสตร์"  ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นทั้งโดยตรงและโดยอ้อม  ทั้งจากอุดมการณ์ทั้งขวาและซ้าย  ดูจะสับสน  งุนงง  เลอะลืมปฏิเสธ  และบางครั้งขาดความเข้าใจต่อ  ๖  ตุลา  ในบริบทเฉพาะของการเมืองไทย  และบริบทใหญ่ของการเมืองโลก

ในบริบทประวัติศาสตร์การเมืองไทย  ๖  ตุลา  น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางสังคมที่เป็นปฏิปักษ์  ต่อต้าน  และพยายามปลดปล่อยตนเองจากการครอบงำของระบอบสังคมเก่า (และเก่ากว่า)  ขบวนการนี้รู้จักในชื่อต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็น "ประชาธิปไตย"  "รัฐธรรมนูญ"  หรือ "เสรีภาพ" 

แนวความคิดทางการเมืองใหม่โดยพาะอย่างยิ่ง  "เสรีนิยม"  และ  "สังคมนิยม"  อันเป็นสิ่งที่ตรงข้ามและปฏิปักษ์กับลัทธิ "อนุรักษ์นิยม"  หรือส่วนที่แตกหน่ออกมาเป็น  "อำนาจนิยม"  ที่เป็นพื้นฐานของ  "สมบูรณาญาสิทธิ์"  กับ "เสนา - อำมาตยนิยม"

ถ้าหากจะดูตามลำดับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์แล้ว  จะเห็นได้ว่าความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและทางความคิด  กินระยะเวลาอันยาวนานกว่า  ๑๐๐  ปี

อาจกล่าวได้ว่ากระแสความคิดทางการเมืองหลักของผู้ที่ต้องการจะปลดปล่อย  นับตั้งแต่เทียนวรรณมาถึงพวกกบฎ  ร.ศ. ๑๓๐  (เก็กเหม็ง)  จนกระทั่ง "ผู้ก่อการ"  หรือ  "คณะราษฎร"  ๒๔๗๕  นั้นเป็นความคิดด้านเสรีนิยมเป็นหลัก   รูปแบบของระบอบประชาธิปไตยและลัทธิรัฐธรรมนูญ  ที่ได้รับความบันดาลใจจากยุโรปตะวันตกตั้งแต่การปฏิวัติฝรั่งเศส  ค.ศ. ๑๗๘๙ ที่ชูแนวความคิดว่าด้วยเสรีภาพ  เสมอภาพและภารดรภาพนั้นเป็นกระแสหลัก  ส่วนอิทธิพลของสังคมนิยม  อันเป็นผลพวงของการปฏิวัติรัสเซีย (ค.ศ. ๑๙๑๗) นับได้ว่าเป็นกระแสรอง

เมื่อการปลดปล่อยเข้าสู่ระบอบใหม่ภายหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ไม่บรรลุตามเป้าหมายหลังการสิ้นสุดของ  "สมบูรณาญาสิทธิ์" การเมืองไทยจึงได้แปลงรูประบอบเข้าสู่ความเป็น "เสนา - อำมาตยนิยม"  เรียกกันทั่วๆ ไปว่า "เผด็จการทหาร"  ซึ่งในความจริงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงข้าราชการทหารเท่านั้น  แต่รวมไปถึงข้าราชการพลเรือนและข้าราชการตุลาการด้วย

การปลดปล่อยตัวเองนี้ยังยืดเยื้อยาวนานมาอีก  ผ่านช่วงของเหตุการณ์  ๖  ตุลา  ๒๕๑๙  ผ่านช่วงพฤษภามหาโหด ๒๕๓๕  จนกระทั่งปัจจุบัน เมื่อ ๑๙ กันยายน ปีที่ผ่านมา  ในช่วงของการเดินทางของประวัติศาสตร์การเมืองไทยนับแต่  ๒๕๑๙  เป็นต้นมา  ความคิดเสรีนิยมยังเป็นความคิดกระแสหลักอยู่

ในทางสากลกระแสคลื่นของการปฏิวัติยังคงกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป  คละเคล้าด้วยความคิดทั้งแบบเสรีนิยมและแบบสังคมนิยม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทศวรรษ ๑๙๖๐  และ  ๑๙๗๐  ที่เป็นยุคสมัยของขบวนการนักศึกษาทั่วโลก  ขบวนการนักศึกษากลายเป็นพลังทางสังคมและการเมืองสำคัญ   4  ทศวรรษที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งก็ตรงกับช่วงของก่อนและหลัง  ๑๔  ตุลาคม  ๒๕๑๖   พลังนี้มาจากปัญญาชนที่อยู่ในสถาบันทางความรู้  อยู่ในเมืองใหญ่ ใกล้กับอำนาจและสื่อมวลชน  มาจากชนชั้นนำของสังคม การที่จะจำกัดและกำจัดนักศึกษาทำไม่ได้ง่ายนัก  อธิการบดีของมหาวิทยาลัยไทยจึงเคยมีชื่อของจอมพลอยู่ในตำแหน่งดังกล่าว

      ในประเทศด้อยพัฒนา และกำลังพัฒนา รัฐจะดูเปราะบาง ไม่คุ้นเคยกับ ประชาธิปไตยและเสรีภาพ และไม่ฉลาดพอกับการจัดการกับขบวนการศึกษาของตนโดยสันติวิธี  บ่อยครั้งรัฐจะทำเกินกว่าเหตุ ใช้ความรุนแรงและการทำลายชีวิตในการเผชิญกับปัญหา   อย่างในเอเชียภาพของ "อาชญากรรมโดยรัฐ" กลายเป็นภาพที่คุ้นตา ทั้งพม่า ไทย จีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลี ฯลฯ

ความจำเป็นในการชำระประวัติศาสตร์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙

มีเหตุการณ์นองเลือดครั้งใดเล่านอกจากเหตุการณ์ ๖ ตุลา ที่มีการทำทารุณกรรมอย่างป่าเถื่อนต่อชนผู้ปราศจากอาวุธ   ข้อกล่าวหาในการล้อมสังหารโหดนักศึกษาประชาชน คือ นักศึกษาทำละครเหมือนองค์พระบรมโอรสาธิราชฯ กลุ่มผู้ชุมนุมในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นพวกคอมมิวนิสต์และมีพวกญวนส่องสุมกำลังอาวุธไว้ในใต้ถุนหอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์

 ขณะที่ครั้งหนึ่ง ไทยแลนด์ ในปี ค.ศ.๑๙๗๓ สร้างความบันดาลการนักศึกษากรีกร้องตะโกน ว่า "ไทยแลนด์ ๆ ๆ ๆ" ประหนึ่งจะแปลว่า "เสรีภาพ ๆ ๆ ๆ" ในการประท้วงขับไล่รัฐบาลอำนาจนิยมของตน กระแสความคิดที่จะปลอดปล่อยและพลังของกระบวนการนักศึกษานี้แหละ ทำให้เห็นที่มาและที่ไปของ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ กับ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เยาวชนคนหนุ่มสาวมี "ความฝัน" ที่จะเห็นโลกใหม่ของเขาและเธอ

ถ้าวันนี้มีการทำโพลสำรวจความเห็นของสังคมไทยว่า มองกรณี ๖ ตุลา ๒๕๑๙ อย่างไร มองนักศึกษาประชาชนที่ถูกแขวนคอ ถูกตอกอก ถูกเผากลางถนน ถูกล้อมยิงกลางแม่น้ำเจ้าพระยา ฯลฯ ว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์หัวรุนแรงเป็นเหยื่อบริสุทธิ์ทางการเมือง หรือเป็นวีรชนต้านเผด็จการผลจะออกมาอย่างไร ? สังคมไทยจะเปิดกว้างแค่ไหนในการประเมินฐานะทางประวัติศาสตร์ของคน ๖ ตุลา อย่างแท้จริง

การสร้างประติมานุสรณ์ ๖ ตุลา ควรนำไปสู่การตั้งคำถามว่า "ใครสั่งให้เจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบของรัฐถล่มนักศึกษาด้วยปืนอาวุธสงคราม?"  ใครสนับสนุนให้องค์กรอันธพาลนอกระบบประหัตประหารประชาชนและนักศึกษาที่ธรรมศาสตร์?" และ "บุคคลระดับสูงเหล่านี้ยังมีบทบาทสำคัญในสังคมไทยหรือไม่?" เพราะถ้าเขายังมีบทบาทอยู่ เราควรมีท่าทีต่อเขาอย่างไร?

ประติมานุสรณ์ ๖ ตุลา ที่หน้าหอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีลักษณะเป็นเขื่อนกั้นลำธาร การพัฒนาประชาธิปไตย ทำลายเจตนารมณ์ของหนุ่มสาวนักต่อสู้ที่ชิงชังต่อเผด็จการ แลอำนาจนิยม

              ประชาธิปไตยในปัจจุบันนี้มีผลสะท้อนจากเหตุการณ์ ๖ ตุลา  

คนที่มองว่าเราควรลืมเหตุการณ์ ๖ ตุลา เป็นคนที่ต้องการให้สังคมไทยล้มลุกคลุกคลานต่อไป ท่ามกลางความมืดมน ประติมานุสรณ์ ๖ ตุลา เป็นความพยายามระดับหนึ่งที่จะนำแสงสว่างกลับมาสู่สังคมไทย นี่คือความจำเป็นในการชำระประวัติศาสตร์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙

    

( หมายเหตุ:  จาก ในหนังสือ ๑๔-๖ ตุลา พิมพ์ครั้งแรกในหนังสือประจำงาน  ๒๐ ปี ๖ ตุลา ของ คณะกรรมการดำเนินงาน ๒๐ ปี ๖ ตุลา ๒๕๓๙ เขียนโดยชาญวิทย์ เกษตรศิริ

และจากหนังสือ ประติมานุสรณ์ 6 ตุลา 2519 จัดทำโดย คณะกรรมการดำเนินงานสร้างกำแพงประวัติศาสตร์ ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในวาระเปิดประติมานุสรณ์ ๖ ตุลา เมื่อ  วันที่ ๖ ตุลา ๒๕๔๓  เขียนโดย สันติสุข  โสภณสิริ ,ใจ อึ๊งภากรณ์)

 

--------------------------------- เพิ่มเติม --------------------------------

ข้อมูล  ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ เช้าวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙

ากการติดตามสืบเสาะหาหลักฐานล่าสุด(ตุลาคม 2544) พบแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ ซึ่งรวบรวมรายชื่อผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์เช้าวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ไว้อย่างครบถ้วน พร้อมรูปถ่ายและรายละเอียดสาเหตุการเสียชีวิต โดยมีการแยกกลุ่มผู้เสียชีวิตออกเป็น ๒ ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายนักศึกษาและประชาชนที่เป็นผู้ต้องหา และฝ่ายเจ้าพนักงาน

ฝ่ายนักศึกษาและประชาชน เสียชีวิตจำนวน ๔๑ ราย ในจำนวนนี้

- เป็นศพถูกเผา ระบุรายละเอียดแยกชายหญิงไม่ได้ จำนวน ๔ ราย

- เป็นศพชายไทยไม่ทราบชื่อ จำนวน ๖ ราย

- ผูกคอตายที่สถานีตำรวจนครบาลบางเขน เมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๒๐ (ขณะเป็นผู้ต้องหา) จำนวน ๑ ราย ชื่อ นายวันชาติ ศรีจันทร์สุข

คงเหลือศพที่ระบุชื่อได้ และมอบให้ญาติไปจัดการตามประเพณีแล้ว จำนวน ๓๐ ราย (ชาย ๒๖ ราย หญิง ๔ ราย) ได้แก่

ชื่อ-นามสกุล สาเหตุการเสียชีวิต

๑. นายพงษ์พันธ์ เพรามธุรส ถูกระเบิด

๒. นายวิชิตชัย อมรกุล ถูกของแข็งมีคมและถูกรัดคอ

๓. นายอับดุลรอเฮง สาตา ถูกกระสุนปืน

๔. นายมนู วิทยาภรณ์ ถูกกระสุนปืน

๕. นายสุรสิทธิ์ สุภาภา ถูกกระสุนปืน

๖. นายสัมพันธ์ เจริญสุข ถูกกระสุนปืน

๗. นายสุวิทย์ ทองประหลาด ถูกกระสุนปืน

๘. นายบุนนาค สมัครสมาน ถูกกระสุนปืน

๙. นายอภิสิทธิ์ ไทยนิยม ถูกกระสุนปืน

๑๐. นายอนุวัตร อ่างแก้ว ถูกระเบิด

๑๑. นายวีระพล โอภาสพิไล ถูกกระสุนปืน

๑๒. นายสุพจน์ พันธุ์กาฬสินธุ์ ถูกกระสุนปืน

๑๓. นางสาวภรณี จุลละครินทร์ ถูกกระสุนปืน

๑๔. นายยุทธนา บูรศิริรักษ์ ถูกกระสุนปืน

๑๕. นายภูมิศักดิ์ ศิระศุภฤกษ์ชัย ถูกกระสุนปืน

๑๖. นางสาววัชรี เพชรสุ่น ถูกกระสุนปืน

๑๗. นายดนัยศักดิ์ เอี่ยมคง ถูกกระสุนปืน

๑๘. นายไพบูลย์ เลาหจีรพันธ์ ถูกกระสุนปืน

๑๙. นายชัยพร อมรโรจนาวงศ์ ถูกกระสุนปืน

๒๐. นายอัจฉริยะ ศรีสวาท ถูกกระสุนปืน

๒๑. นายสงวนพันธุ์ ซุ่นเซ้ง จมน้ำ

๒๒. นางสาววิมลวรรณ รุ่งทองใบสุรีย์ ถูกกระสุนปืน

๒๓. นายสมชาย ปิยะสกุลศักดิ์ ถูกกระสุนปืน

๒๔. นายวิสุทธิ์ พงษ์พานิช ถูกกระสุนปืน

๒๕. นายสุพล พาน หรือ บุญทะพาน ถูกกระสุนปืน

๒๖. นายศิริพงษ์ มัณตะเสถียร ถูกกระสุนปืน

๒๗. นายวสันต์ บุญรักษ์ ถูกกระสุนปืน

๒๘. นายเนาวรัตน์ ศิริรังษี ถูกกระสุนปืน

๒๙. นายปรีชา แซ่เซีย ถูกของแข็ง อาวุธหลายชนิด และถูกรัดคอ

๓๐. นางสาวอรุณี ขำบุญเกิด ถูกกระสุนปืน

 

 

โครงการกำแพงประวัติศาสตร์:ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
ร่วมกับ โครงการหอจดหมายเหตุ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
จัดงานรำลึก 31 ปี  6 ตุลาคม 2519

กำหนดการ
วันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม 2550  
บริเวณสวนประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
07.00 น. - 07.30 น.       
พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 32 รูป ที่สวนประวัติศาสตร์ ฯ หน้าหอประชุมใหญ่ 
                  พิธีกร  อ.วิภา ดาวมณี นำเข้าสู่งานรำลึก 31 ปี 6 ตุลา
07.30 น.-08.00 น.  พิธีวางพวงมาลา และสดุดีวีรชน โดย ตัวแทน อมธ.และนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างกลุ่ม องค์กรประชาธิปไตย และองค์กรภาคประชาชน
08.00 น.- 09.00 น  ปาฐกถาพิเศษ “ บทเรียน 6 ตุลา 2519 กับการปฏิรูปการเมืองไทย”
โดย จอน  อึ๊งภากรณ์                                        
09.00 น. - 09.30 น.
               พิธีมอบรางวัล “คมตุลา” ประจำปี 2550 แด่ สุวิทย์  วัดหนู
               จัดโดย กองทุนญาติวีรชน 6 ตุลา
               อ่านบทกวีสดุดีวีรชน โดยวัฒน์ วรรลยางกูล
               ประกอบดนตรี โดย ลูกหลานคนเดือนตุลา 
09.30 น. -11.00  น.
               พิธีเปิดห้อง จารุพงษ์  ทองสินธุ์ (ปรับปรุงใหม่)
               พิธีกรเสนอประวัติวีรชน 6 ตุลา จารุพงษ์ ทองสินธุ์
                   ตัวแทนกรรมการชมรมโดมรวมใจ กล่าวรายงาน
               ประธานโครงการหอจดหมายเหตุ กล่าวถึง
                   ความสำคัญ และ ฐานะทางประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519
               ตัวแทนกลุ่มเพื่อจารุพงษ์ กล่าวไว้อาลัย
                   อธิการบดีกล่าวขอบคุณ ผู้บริจาคเงินปรับปรุงห้องฯ
                   กรรมการญาติวีรชนฯ  และ ผู้เข้าร่วมงาน
               เดินเป็นขบวนอย่างสงบไปยังตึกกิจกรรมนักศึกษา  
                   คุณพ่อจินดา  ทองสินธุ์   ตัดริบบิ้น ณ บริเวณซุ้มหน้าอาคาร
                   เข้าชมนิทรรศการชั้นล่าง และห้องจารุพงษ์ ชั้น 2 

ติดต่อสอบถาม ผู้ประสานงานกิจกรรม โครงการกำแพงฯ
โทร. 081-6134792
Email:

ความคิดเห็น

เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่แสดงความคิดเห็นได้
กรุณาเข้าสู่ระบบหรือสมัครสมาชิก

Powered by AkoComment 2.0!

ลงนามกำลังใจ
สมัครสมาชิกเว็บไซต์
ติดต่อเรา
เพื่อนบ้าน
กระดานสนทนา
ข่าวฝากประชาสัมพันธ์
Email 4 Staff
หนังสือแนะนำ
สินค้าน่าสนับสนุน
ช่วยคนชราธิเบตพลัดถิ่น
ภาพความหมาย
596694_daisy_age.jpg
ปักหมุดประกาศ

Image ปาจารยสาร ฉบับ "การศึกษาทางเลือก การเดินทางเพื่อกลับไปจุดเดิม? 
||
สมัครสมาชิก || บอร์ดชาวปาจารยสาร || 
ปีที่ 32 ฉบับที่ 6 กรกฎาคม-สิงหาคม 2551
- การศึกษาเพื่อการครอบงำ
- บทเรียนแห่งการปฏิรูปการศึกษา
- สู่การศึกษาทางเลือก
- ทางเลือกของทางเลือก
- แพทย์แผนทิเบตศาสตร์แห่งอดีต เพื่อรักษาปัจจุบัน
- ศานตินิเกตัน สถาบันชีวิต
- เวียตนามในความทรงจำนักปั่น
  

 อยากอ่านติดต่อไปที่ โทรศัพท์ 02- 8603527 หรืออีเมล์

Image สารเพื่อนเสม  ข่าวสารองค์กรเครือข่าย มูลนิธิเสฐียรโกเศศ - นาคะประทีป จดหมายข่าวราย 2 เดือน ปีที่ 4 ฉบับที่ 32 พฤศจิกายน-ธันวาคม 2551
+ จุดเปลี่ยน / กฤตยา ศรีสรรพกิจ
+ ช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิต / วารุณี ไม้ตราวัฒนา
+ ในอ้อมกอดของขุนเขาและเหล่ากระบวนกร / พูลศรี ไชยประสิทธิ์
+ วัยเด็ก ..ต้นไม้แห่งความทรงจำ : นาทีชีวิต ตอน 2
+ Tokyo Tower : แม่ครับ...ผมรักแม่/ จากบทภาพยนตร์
+ สุนทรียสนทนา / วิทยากร โสวัตร  
 อ่านสารเพื่อนเสม
 

Image ร่วมทำบุญเพื่อช่วยเหลือคนชราธิเบตพลัดถิ่นในอินเดีย ที่อาศัยอยู่ในบ้านพักคนชรา อายุตั้งแต่ ๗๐ ปีขึ้นไปได้มีโอกาสเข้าฟังธรรมจากองค์ทะไลลามะและแสวงบุญ ณ เมืองพุทธคยาในบั้นปลายของชีวิต รายละเอียดเพิ่มเติม

สถิติ
ผู้เยี่ยมชม: 3158420
   หน้าแรก arrow สิกขาปริทัศน์ (บทความ) arrow สรรสาระ arrow สรรสาระ : ๖ ตุลา กับสถานะทางประวัติศาสตร์การเมือง