|
อาตมาคิดว่าเป็นนิมิตดี ที่ได้จะมีการพยายามโยงแนวคิดเรื่องการแก้ไขความขัดแย้งซึ่งเป็นศาสตร์ที่มีการพัฒนามากในตะวันตก ให้มาเชื่อมกับแนวคิดหรือภูมิธรรมดั้งเดิม คือแนวคิดทางพุทธศาสนาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทย เพราะฉะนั้นอาตมาคิดว่าสิ่งที่จะพูดต่อไป คงมีส่วนช่วยเสริมให้เกิดความผสมผสาน หรือการกลมกลืนให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อให้วิธีนี้หยั่งรากลึกในสังคมไทย มิใช่เป็นเพียงแค่ของแปลกปลอม
ถึงเวลาเปลี่ยนวิธีคิดใหม่
อาตมาอยากจะเริ่มต้นอย่างนี้ว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีความขัดแย้งเกิดขึ้นในสังคมไทยมากในอัตราที่ถี่เร็วและรุนแรงมากขึ้น การประท้วงเฉพาะภาคอีสาน ช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมามีมากกว่า ๙๐๐ ครั้งในหนึ่งปี ก็คือ ๓ ครั้งต่อ ๑ วัน ยังไม่นับถึงการเดินประท้วงในที่ต่าง ๆ ในภาคอื่น ๆ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ความขัดแย้งในแง่เศรษฐกิจก็ดี ในแง่สิ่งแวดล้อม หรือ ทรัพยากรธรรมชาติก็ดี เกิดขึ้นมาก รวมทั้งความขัดแย้งยังเกี่ยวกับแบบแผนทางการเมืองการปกครอง อาตมาคิดว่า เหตุการณ์หลาย ๆ อย่างเป็นบทเรียนให้เราได้รู้ว่าวิธีการเดิมหรือแนวคิดเดิม ๆ นั้นเห็นทีจะใช้ได้ไม่เต็มที่หรือว่าไม่มีประสิทธิภาพเท่าไรแล้ว อาตมาขอยกตัวอย่างกรณีขยะเชียงใหม่ ซึ่งเป็นกรณีง่าย ๆ และเห็นชัดไม่ซับซ้อน ปี ๒๕๓๗ เกิดเหตุการณ์ขยะท่วมเมืองเชียงใหม่ ปี ๒๕๓๘ มีการประท้วงคัดค้านโรงไฟฟ้าพลังขยะที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะนำเข้ามาในจังหวัดเชียงใหม่เพื่อแก้ปัญหาขยะ มีการประท้วงจนไม่สามารถจะสร้างได้ ปี ๒๕๓๙-๔๐ เงียบไป ที่จริงมีเหตุการณ์คุกรุ่นอยู่แต่ไม่เป็นข่าว ปี ๒๕๔๑ ก็เกิดปัญหาขยะอีก ภายในเวลา ๕ ปี จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งไม่ใช่จังหวัดใหญ่เท่าไร มีปัญหาเรื่องขยะ ๓ ปี อย่างต่อเนื่อง และจนบัดนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่าจะลงเอยอย่างไร ในความเห็นของอาตมา เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนถึงความล้มเหลวหรือความไม่เพียงพอของวิธีการแก้ไขปัญหาที่ใช้อยู่ วิธีการที่ใช้อยู่เป็นอย่างไร วิธีแรก เน้นเรื่องการใช้อำนาจ ที่ผ่านมาเรามักใช้อำนาจแก้ปัญหา คือสั่งการลงมาจากเบื้องบนสู่เบื้องล่าง พอมีโครงการอะไรขึ้นมาก็ประกาศให้ชาวบ้านรับรู้แล้วก็มาสร้าง ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็สร้างไม่ได้หลายแห่ง ไม่ใช่เฉพาะโรงไฟฟ้าขยะเท่านั้นที่สร้างไม่ได้ โรงกำจัดกากพิษเจนโก้ที่จังหวัดระยองก็สร้างไม่ได้ และเขื่อนแก่งเสือเต้นที่จังหวัดแพร่ก็ยังคาราคาซังอยู่ ศูนย์นิวเคลียร์องครักษ์ก็เริ่มจะมีปัญหา การใช้อำนาจโดยการสั่งการจากบนลงล่างเพื่อให้ประชาชนรับ เริ่มจะถูกต่อต้านแล้ว วิธีนี้ไม่เพียงพอที่จะแก้ปัญหาได้ มีบางครั้งใช้อำนาจที่แรงกว่านั้นคือการใช้ความรุนแรง กรณีโรงไฟฟ้าหางดงก็มีการลอบยิงผู้นำ โชคดีที่ไม่ตาย แต่กรณีเจนโก้ที่ระยอง ผู้นำถูกยิงตาย แม้กระนั้นก็สร้างไม่ได้ แม้จะใช้ความรุนแรงแบบดิบ ๆ
วิธีที่สอง คือการใช้เงินแก้ปัญหา เช่น สั่งซื้อเทคโนโลยีมาแก้ปัญหา เช่น ซื้อคอมพิวเตอร์มาแก้ปัญหาจราจร ทุ่มเงินสร้างเขื่อนแก้ปัญหาน้ำท่วม หรือบางทีก็ซื้อตัวผู้นำเพื่อระงับการประท้วง วิธีนี้ชักจะใช้ไม่ได้แล้ว เพราะไม่สามารถยุติการประท้วงของชาวบ้านได้
ขอให้ดูโครงการต่อไปนี้ โรงงานแทนทาลัมที่ภูเก็ต โรงกำจัดกากพิษที่ระยอง โรงไฟฟ้าพลังขยะที่เชียงใหม่และโครงการท่อส่งก๊าซเมืองกาญจน์ ทุกโครงการใช้เงินมหาศาล ใช้เทคโนโลยีทันสมัย และเสนอผลประโยชน์แก่ผู้นำชาวบ้านมากมายแต่ทุกโครงการ ยกเว้นโครงการท่อก๊าซ ถูกต่อต้านจนต้องยกเลิกในที่สุด ทั้งหมดนี้ชี้ว่าลำพังเงินอย่างเดียว ยังไม่ใช่หลักประกันว่าโครงการต่าง ๆ จะสร้างได้
ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องให้ความสนใจกับวิธีที่ ๓ นั่นคือการแสวงหาความร่วมมือจากสังคม จากประชาชน โดยเฉพาะคนท้องถิ่น ปัญหาทุกวันนี้ ไม่ว่าที่ไหน แก้ไม่ได้ถ้าสังคมไม่ร่วมมือ ถึงจะมีเตาเผาขยะล้ำยุค แต่ถ้าประชาชนไม่ช่วยแยกแยะหรือลดการทิ้งขยะ ขยะก็จะยังเป็นปัญหาทุกเมื่อ
ความร่วมมือจากสังคม ไม่ได้หมายถึงการร่วมมือกับรัฐเท่านั้น รัฐเองก็ต้องลงมาหา ชาวบ้านด้วย ก่อนที่จะริเริ่มโครงการอะไร ควรสอบถามหรือปรึกษาชาวบ้านก่อน เช่น จัดประชา-พิจารณ์ หรือจัดประชุมโต๊ะกลมโดยมีชาวบ้านเข้าร่วม หรือมีตัวแทนประชาชนไปเป็นกรรมการร่วม วิธีนี้จะช่วยลดความขัดแย้งไปได้มาก และเป็นหลักประกันอย่างแท้จริงว่า โครงการต่าง ๆ จะสร้างได้สำเร็จ วิธีนี้อาจจะใช้เวลา แต่บ่อยครั้งกลับใช้เวลาน้อยกว่าโครงการต่าง ๆ ที่ยืดเยื้อคาราคาซังเพราะถูกประชาชนต่อต้าน หลักการไกล่เกลี่ยแบบพุทธ
คราวนี้อาตมาจะพูดถึงเรื่องการไกล่เกลี่ยแบบพุทธ บางท่านอาจจะสงสัยว่าพุทธศาสนาเกี่ยวข้องอะไรกับการไกล่เกลี่ย เพราะว่าตามความเข้าใจของเรา เรามักจะเข้าใจว่าพุทธศาสนาเน้นเรื่องอุเบกขาหรือความวางเฉย แต่ที่จริงไม่ใช่ ที่จริงแล้วพุทธศาสนาส่งเสริมให้คนดีกัน ไม่ใช่แค่วางเฉยเวลามีความขัดแย้ง ถึงแม้ว่าเราจะมีคำพังเพยไทยหลายอย่าง เช่น เอาหูไปนา เอาตาไปไร่ หรือว่าพูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทองอะไรทำนองนั้น คำพังเพยเหล่านี้ไม่สอดคล้องกับหลักพุทธศาสนา พุทธศาสนาเห็นว่าเมื่อมีความขัดแย้งต้องหาทางทำให้คืนดี พระพุทธเจ้าตรัสไว้ "เมื่อคนเหล่าอื่นขัดแย้งกันอยู่ ผู้ใดพยายามประสานให้เขาคืนดีกันผู้นั้นชื่อว่าเป็นผู้มีความรับผิดชอบ เป็นผู้จัดธุระที่ยอดเยี่ยม" ทรงสรรเสริญคนที่จะพยายามให้มีความคืนดีกัน ถ้ามีความขัดแย้งแล้ว ถืออุเบกขาอันนั้นถือว่าไม่สอดคล้องกับหลักพุทธศาสนา ในพุทธประวัติมีหลายครั้งที่พระพุทธองค์ได้ทรงเป็นผู้ไกล่เกลี่ย หลายท่านคงทราบดีว่าสมัยหนึ่ง พวกศากยะกับโกลิยะเคยจะทำสงครามกันเพื่อแย่งน้ำ พระองค์ก็ไปห้าม รายละเอียดเดี๋ยวอาตมาจะเล่าอีกที อีกคราวหนึ่ง พระเจ้าวิฑูฑภะโอรสพระเจ้าปเสนทิโกศลเคยคิดจะยกทัพไปทำลายพวกศากยะที่กรุงกบิลพัสดุ์ ซึ่งเป็นพระญาติของพระพุทธองค์ พระองค์ก็เข้าไปห้ามเช่นกัน เข้าไปเตือน ซึ่งเดี๋ยวอาตมาก็จะพูด บางครั้งพระองค์ถึงกับตรัสตำหนิพระอานนท์ที่วางเฉย มีคราวหนึ่งพระอุทายีได้จ้วงจาบพระสารีบุตร แล้วพระอานนท์นิ่งเฉย พระองค์ก็เลยตรัส อย่าลืมว่าตอนนั้นพระอานนท์เป็นโสดาบันแล้ว พระพุทธองค์ตรัสว่า "ดูกร อานนท์ ไฉนพวกเธอจึงวางเฉยต่อภิกษุผู้เถระซึ่งถูกเบียดเบียนอยู่ (คือถูกจ้วงจาบ) เพราะความการุณย์หรือความกรุณาย่อมไม่เกิดขึ้นจากการปล่อยให้ภิกษุผู้เถระถูกเบียดเบียน" พระพุทธองค์ทรงเห็นว่าเรื่องแบบนี้วางเฉยไม่ได้ พุทธศาสนาไม่วางเฉยเมื่อมีความขัดแย้ง ต้องเข้าไปแก้ไข เพราะถือเป็นกิจส่วนรวม เป็นประโยชน์ท่าน นี่ประการที่หนึ่ง ประการที่สอง หลักการของพุทธให้ความสำคัญกับสิ่งที่เราเรียกว่า อกุศลมูล แต่ก่อนที่จะพูดต่อไป ขอให้มาดูเรื่องของความขัดแย้งในภาพรวม
ความขัดแย้งและการแก้ไขความขัดแย้งนั้นมี ๓ องค์ประกอบ
องค์ประกอบที่หนึ่ง คือประเด็นหรือข้อเรียกร้อง เช่น เรื่องเขื่อน โรงไฟฟ้า ค่าชดเชย รัฐธรรมนูญ เป็นต้น นี่เป็นเรื่องเกี่ยวกับประเด็นปัญหา องค์ประกอบที่สอง ก็คือ บุคคลหรือคู่ขัดแย้ง องค์ประกอบที่สาม ก็คือกระบวนการหรือปฏิสัมพันธ์ เช่น การตอบโต้กัน การเผชิญหน้ากัน การใช้ความรุนแรงต่อกัน หรือการเจรจาต่อกัน อันนี้เป็นเรื่องของปฏิสัมพันธ์
คราวนี้ในเรื่องประเด็นปัญหามันมีหลายแง่ เช่นอาจจะเป็นเรื่องผลประโยชน์ทางวัตถุ เช่น เงินชดเชย อาจเป็นเรื่องอำนาจหรือศักดิ์ศรี เช่น ๒-๓ ปีก่อน พจนานุกรม LONGMAN พูดถึงกรุงเทพฯว่าเป็นแหล่งโสเภณี ก็มีการประท้วงกัน มีการขัดแย้งกันขึ้นมา อันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับศักดิ์ศรีของประเทศชาติ ประเด็นปัญหาในบางแง่อาจจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความคิดเห็น ความเชื่อ เช่น เรื่องเกี่ยวกับศาสนาเมื่อปีที่แล้วก็มีการจุดประเด็นว่า ควรจะให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติหรือไม่ นี่เป็นเรื่องเกี่ยวกับความคิดเห็นหรือความเชื่อหรืออาจมีกรณีโต้เถียงกันว่านักศึกษาควรแต่งกายอย่างไรดี ที่จุฬาฯอาจารย์บอกว่านักศึกษาควรจะนุ่งกระโปรงให้ยาว ๆ หน่อย นักศึกษาบอกว่าไม่ยอม ถือว่าขัดสิทธิเสรีภาพ นี่เป็นเรื่องเกี่ยวกับความเห็นความเชื่อ ในทางพุทธศาสนาเรามีคำสำหรับพวกนี้ ถ้าเป็นเรื่องผลประโยชน์ทางวัตถุมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัณหา อำนาจศักดิ์ศรีจะเกี่ยวข้องกับเรื่องมานะ ความเชื่อเป็นเรื่องของ ทิฏฐิ ตัณหา มานะ ทิฏฐิ คือปัญหา เราจะเรียกว่าเป็นกิเลสก็ได้ เวลาคนมีความขัดแย้งกันขึ้นมา ถ้าไปเกี่ยวข้องกับปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้นโดยอาศัยแรงจูงใจ ๓ ประการที่ว่า ก็มักจะเกิดความขัดแย้งรุนแรงขึ้นและแก้ไขลำบาก
อันที่สองเรื่องบุคคล เรื่องบุคคลมักจะหนีไม่พ้นเรื่องโลภะ โทสะ โมหะ คนไทยเราคุ้นกับคำว่า อคติ เช่น โทสาคติ ความลำเอียงเพราะโกรธ โมหาคติ ความลำเอียงเพราะหลง ภยาคติ ความลำเอียงเพราะกลัว จริง ๆ มีความลำเอียงเพราะชอบหรือ ฉันทาคติ แต่ว่าฉันทาคติมักจะไม่ค่อยเกี่ยวข้องโดยตรงกับความขัดแย้งเท่าไร
ส่วนกระบวนการหรือปฏิสัมพันธ์ก็เช่นว่า แต่ละฝ่ายเกี่ยวข้องกันอย่างไร เจรจาด้วยอารมณ์โกรธใช้ถ้อยทีที่สุภาพวิธีการโปร่งใสหรือเปล่า หรือคิดแต่เอาชนะ กระบวนการเหล่านี้ มันก็ปรุงแต่งไปด้วย โลภะ โทสะ โมหะ
อกุศลมูลคือตัวการ ถ้าดูแล้วจะเห็นว่า ทั้ง ๓ ส่วนนี้มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันมาก ยกตัวอย่างเช่น กรณีขยะเชียงใหม่ ปฏิสัมพันธ์ที่ผ่านมาในอดีตก็คือว่าเทศบาลเคยรับปากกับชาวบ้านว่า ถ้าจะเอาขยะไปทิ้งต้องมีวัสดุรองพื้นหลุมขยะเสียก่อน เช่น พลาสติกหรือว่าปูนซีเมนต์ เพื่อที่จะไม่ให้ขยะนั้นซึมไปทำให้น้ำใต้ดินสกปรก ปรากฏว่าเทศบาลไม่ได้ทำ เมื่อเทศบาลไม่ได้ทำ อคติเกิดขึ้นในหมู่ชาวบ้าน พอเกิดอคติขึ้นมาแล้วมันก็นำไปสู่ความโกรธได้ง่าย และเกิดความไม่ไว้วางใจ นี่เป็นเรื่องเมื่อ ๒ ปีที่แล้ว ทีนี้พอเทศบาลหรือบริษัทเอกชนที่ได้สัมปทานจะไปขอที่ชาวบ้าน เพื่อทำที่รองรับขยะ ก็มีปัญหาขึ้นมาทันที หลายท่านอาจจะบอกว่ากรณีขยะเชียงใหม่ มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ผลประโยชน์ท้องถิ่นเข้ามาเกี่ยวข้อง อันนี้อาจมาไม่ปฏิเสธ แต่ว่าเป็นเพียงปัจจัยหนุน ถ้าหากว่าชาวบ้านเขามีความไว้เนื้อเชื่อใจบริษัทหรือเทศบาลแล้ว ปัญหาพวกนี้จะไม่เกิดขึ้นยืดเยื้อเป็นเดือน เพราะฉะนั้น ตัวปฏิสัมพันธ์ อคติ อกุศลมูล ทำให้ความขัดแย้งลุกลาม แล้วทำให้ปัญหาแก้ยาก อกุศลมูล เปรียบเสมือนกับตัวที่ทำให้ประเด็นหรือความขัดแย้งมีความขุ่นมัวมึนทึม ทำให้ทุกอย่างยืดเยื้อไปหมด ขอให้นึกถึงเขื่อนปากมูล นึกถึงกรณีแก่งเสือเต้น นึกถึงกรณีท่อก๊าซพม่า กรณีเหล่านี้ยืดเยื้อเพราะบุคคลมีอคติต่อกัน อกุศลมูล หรือ โลภ โกรธ หลง ยังทำให้ประเด็นปัญหาบานปลาย จำกรณีไทยซัมมิทได้ไหม เดิมเป็นการประท้วงเรื่องค่าแรง ประท้วงไปประท้วงมาเกิดตีกันพอตีกันเกิดอะไรขึ้นมา ประเด็นก็เปลี่ยน กลายเป็นเรื่องเจ้าหน้าที่รัฐรังแกชาวบ้าน ประเด็นมันเปลี่ยนไปเลย มีหลายครั้งที่ประเด็นเปลี่ยนไปสู่เรื่องอื่น
พูดในแง่พุทธศาสนา ความขัดแย้งแก้ยากเพราะว่าความโลภ โกรธ หลง กรณีล่าสุด กรณีนักศึกษาเชียงใหม่อยากจะตบอาจารย์ หลายท่านคงได้ยินข่าวนักศึกษาเชียงใหม่อยากจะตบอาจารย์มันสะท้อนถึงอิทธิพลของอกุศลมูลได้ไม่น้อย เรื่องของนักศึกษาเชียงใหม่เริ่มต้นเมื่อนักศึกษาพบว่าอาจารย์ไม่ตั้งใจสอน อาจารย์เวลามาพูดหน้าชั้นก็มักจะพูดถึงประวัติของตัวเอง พูดถึงเรื่องลูก พูดถึงเรื่องสามี ไม่ค่อยได้สอน แถมมีการลอกเอาตำราของอาจารย์บางท่านมาสอน นักศึกษาคนหนึ่งก็เกิดความหงุดหงิดไม่พอใจ เดินออกนอกห้องเป็นการประท้วง พอเดินออกมา เกิดอะไรขึ้นมาอาจารย์ก็ไม่พอใจ พอมีการประกาศผลสอบปรากฏว่านักศึกษาคนนั้นได้ อกุศลมูล เปรียบเสมือนกับตัวที่ทำให้ประเด็นหรือความขัดแย้งมีความขุ่นมัวมึนทึม ทำให้ทุกอย่างยืดเยื้อไปหมด ขอให้นึกถึงเขื่อนปากมูล นึกถึงกรณีแก่งเสือเต้น นึกถึงกรณีท่อก๊าซพม่า กรณีเหล่านี้ยืดเยื้อเพราะบุคคลมีอคติต่อกัน อกุศลมูล หรือ โลภ โกรธ หลง ยังทำให้ประเด็นปัญหาบานปลาย จำกรณีไทยซัมมิทได้ไหม เดิมเป็นการประท้วงเรื่องค่าแรง ประท้วงไปประท้วงมาเกิดตีกันพอตีกันเกิดอะไรขึ้นมา ประเด็นก็เปลี่ยน กลายเป็นเรื่องเจ้าหน้าที่รัฐรังแกชาวบ้าน ประเด็นมันเปลี่ยนไปเลย มีหลายครั้งที่ประเด็นเปลี่ยนไปสู่เรื่องอื่น พูดในแง่พุทธศาสนา ความขัดแย้งแก้ยากเพราะว่าความโลภ โกรธ หลง กรณีล่าสุด กรณีนักศึกษาเชียงใหม่อยากจะตบอาจารย์ หลายท่านคงได้ยินข่าวนักศึกษาเชียงใหม่อยากจะตบอาจารย์มันสะท้อนถึงอิทธิพลของอกุศลมูลได้ไม่น้อย เรื่องของนักศึกษาเชียงใหม่เริ่มต้นเมื่อนักศึกษาพบว่าอาจารย์ไม่ตั้งใจสอน อาจารย์เวลามาพูดหน้าชั้นก็มักจะพูดถึงประวัติของตัวเอง พูดถึงเรื่องลูก พูดถึงเรื่องสามี ไม่ค่อยได้สอน แถมมีการลอกเอาตำราของอาจารย์บางท่านมาสอน นักศึกษาคนหนึ่งก็เกิดความหงุดหงิดไม่พอใจ เดินออกนอกห้องเป็นการประท้วง พอเดินออกมา เกิดอะไรขึ้นมาอาจารย์ก็ไม่พอใจ พอมีการประกาศผลสอบปรากฏว่านักศึกษาคนนั้นได้ 
การขยายตัวของความขัดแย้งไม่แน่ชัดว่าการที่อาจารย์ให้เกรด D แก่นักศึกษาคนนั้น เกี่ยวกับการที่อาจารย์ไม่พอใจนักศึกษาที่เดินออกนอกห้องหรือไม่ อาจจะไม่เกี่ยวข้องกันก็ได้ แต่นักศึกษาคนนั้นคิดว่าเกี่ยวข้อง ก็เลยทำเรื่องประท้วง เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงอาจารย์ทุกคนในคณะนั้น แล้วก็ลงชื่อตัวเอง แต่ไม่เอ่ยชื่ออาจารย์คนนั้น อาจารย์คนนั้นก็ไม่พอใจ เลยพูดด่าว่านักศึกษาคนนั้นตามห้อง ตามชั้นเรียนต่าง ๆ จะเห็นได้ว่าความขัดแย้งมันเริ่มขึ้น อันนี้โทสะเป็นตัวหลักเลย รวมทั้งโมหะด้วย นักศึกษาได้ยินก็ต้องการไปฟังกับหู เข้าไปในห้องอาจารย์กำลังสอนก็เกิดการเผชิญหน้า อาจารย์ก็ไม่พอใจเลยบอกให้นักศึกษาคนนั้นออกจากห้อง พูดไปพูดมานักศึกษาก็เข้าไปประชิดตัวอาจารย์เพราะไม่พอใจที่อาจารย์จะไล่ตัวเองออกนอกห้อง ถือว่าไม่มีเหตุผล มิหนำซ้ำอาจารย์บอกว่าจะเรียกเจ้าหน้าที่ ร.ป.ภ. มาจัดการ นักศึกษาก็เลยเข้าไปประชิดตัว เกิดการเผชิญหน้าทางกายภาพไม่ใช่เฉพาะทางถ้อยคำอาจารย์ก็เลยพูดถึงบุพการีของนักศึกษาผู้นั้นว่าไม่สั่งสอน นักศึกษาคนนั้นเลยบอกว่าอยากจะตบอาจารย์สักหน่อย แต่ว่าไม่ทำ เห็นได้ชัดว่าอกุลศลมูลมันทำให้ความขัดแย้งลุกลาม จะเรียกว่าเป็นเกลียวที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ
อาตมาพูดยาวเพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่า ทางพุทธศาสนาเราเน้นให้ความสำคัญกับเรื่องอกุศลมูลคือ โลภะ โทสะ โมหะ มาก เพราะว่ามันเป็นตัวทำให้เกิดความขัดแย้งลุกลามขึ้นมา คราวนี้หลักการของพุทธคืออะไร ก็คือว่าต้องจัดการกับอกุศลมูลให้ได้ เพราะถ้าอกุศลมูลแก้ไม่หมด มันจะทำให้แก้ปัญหาครึ่ง ๆ กลาง ๆ ยกตัวอย่างเช่น ในหลายกรณีแม้ว่าในที่สุดรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดึงดันจนได้ตามที่ต้องการ เช่น สร้างเขื่อนขึ้นมาได้ สร้างท่อก๊าซขึ้นมาได้ แต่ว่าเมื่อไม่จัดการกับอกุศลมูล ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกันอยู่ ยังมีอคติต่อกันอยู่ ผลก็คือเรื่องยืดเยื้อ เขื่อนปากมูลสร้างขึ้นมาได้เสร็จ ๔-๕ ปีแล้ว ก็ยังยืดเยื่อต่อมาอีกนาน ประชุมกันที่ทำเนียบนายกฯก็หลายครั้ง แต่ทุกวันนี้ก็ยังระแวงกันอยู่ ปัญหายังไม่จบง่าย ๆ เรื่องท่อก๊าซ ป.ต.ท. ก็เหมือนกัน แม้ว่าสร้างท่อก๊าซได้ แต่เมื่อไม่ได้จัดการกับตัวอกุศลมูล โดยเฉพาะความโกรธ ยังคุกรุ่นอยู่ ปัญหาก็จะตามมาอีก นี่เรียกว่าเป็นการแก้ปัญหาแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ เพราะไม่ได้จัดการกับอกุศลมูล เพียงแต่พยายามผลักดันให้ได้ข้อเรียกร้องที่ตัวเองต้องการ ซึ่งไม่พอ พุทธศาสนาเห็นว่า ต้องจัดการกับอกุศลมูลด้วย ทีนี้จะจัดการอย่างไร ก็ต้องใช้กุศลเอาชนะอกุศล ก็คือเอาชนะความโกรธด้วยความไม่โกรธ มีพุทธพจน์พูดไว้หลายครั้งหลายหนหลายที่ เช่น เอาชนะความชั่วด้วยความดี เอาชนะความตระหนี่ด้วยการให้ เอาชนะความเท็จด้วยสัจจะ ก็คือการให้กุศลเอาชนะอกุศล
บทบาทของผู้ไกล่เกลี่ย ทีนี้มาพูดถึงเรื่องบทบาทของผู้ไกล่เกลี่ย พุทธศาสนาก็มีความเห็นว่า ผู้ไกล่เกลี่ยจะต้องช่วยหาทางขจัดอคติหรืออกุศลมูลในใจคู่ขัดแย้งให้ได้ เช่น ผู้ไกล่เกลี่ยต้องช่วยทำให้คู่กรณีตระหนักว่า สิ่งที่ตนเองเรียกร้องอาจจะเรียกร้องมากเกินไป หรือทำให้เขาเห็นว่าข้อเรียกร้องที่เขาต้องการที่จริงแล้วมันไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่เขาพยายามลงทุนลงแรงไปเลย พระพุทธองค์เคยเตือนพวกโกลิยะและศากยะที่จะทำสงครามเพื่อแย่งน้ำ พระพุทธองค์ถามว่าน้ำกับกษัตริย์ อะไรมีค่ามากกว่ากัน ทุกคนก็บอกว่ากษัตริย์มีค่ามากกว่า ก็เมื่อกษัตริย์มีค่ามากกว่าจะทำสงครามแย่งน้ำกันไปทำไม ทุกคนก็ได้สติ โลภะมันหายไปเลย ผู้ไกล่เกลี่ยทำให้โลภะลดลงไป โดยทำให้คู่กรณีตระหนักว่า มีสิ่งอื่นที่มีค่ามากกว่าผลประโยชน์ทางวัตถุ นี่เป็นการทำให้โลภะลดลง
คราวนี้ในแง่โทสะ จะลดโทสะอย่างไร เราลดโทสะได้โดยทำให้คู่ขัดแย้งเห็นโทษของความโกรธเช่นว่า ทำให้เกิดความสูญเสียมากขึ้น อย่างกรณีตัวอย่างนักศึกษาเชียงใหม่ เมื่อต่างคนต่างโกรธใส่กันแล้ว มันบานปลายแล้ว ทุกฝ่ายสูญเสีย ผลปรากฏอาจารย์คนนั้นก็เสียสติไป ร้องให้ฟูมฟาย เรียกว่า สติแตก ส่วนนักศึกษาก็เสียใจ และเสียการเรียน เพราะถูกลงโทษให้พักการเรียน นักศึกษาบอกว่า คิดเพียงจะให้อาจารย์สำนึกตัวต่อไปจะได้สอนดี ๆ ปรากฏว่าผลที่ออกมาคนละเรื่องไปเลย โทษของความรุนแรง ถ้าเราตระหนักแล้ว เราจะพบว่าการระงับยับยั้งชั่งใจ ให้ผลดีกว่า มันให้ผลตามเป้าหมายมากกว่า ผู้ไกล่เกลี่ยสามารถลดโทสะด้วยการทำให้เกิดเมตตาต่อกัน เห็นความทุกข์ความยากลำบาก หรือเจตนาของอีกฝ่ายหนึ่งแล้วเราต้องมองให้ลึกลงไปด้วยว่า เพราะการกระทำของเราทำให้คู่กรณีมีส่วนแข็งกร้าวต่อเราหรือเปล่า บางครั้งความขัดแย้งลุกลามไปได้เพราะตัวเราเอง การกระทำของเราเอง โดยที่เราเองไม่รู้ตัว ผู้ไกล่เกลี่ยควรทำหน้าที่นี้ ควรจะทำให้คู่กรณีตระหนักว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าหากไม่ยอมเจรจากันให้นึกถึงสถานการณ์เลวร้ายที่สุดสิว่ามันจะเป็นอย่างไรถ้าไม่มีการเจรจากัน นี่คือการช่วยทำให้เขาเห็นภาพว่า ถ้าความขัดแย้งลุกลามต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นมา อันนี้ก็จะช่วยให้เกิดสติและลดโทสะลงไปได้เหมือนกัน
อันหนึ่งที่สำคัญคือการลดโมหะหรือลดโมหาคติ เมื่อมีความขัดแย้ง เช่นระหว่างชาวบ้านกับผู้ว่าราชการ มักจะมีอคติทั้ง ๒ ฝ่าย ฝ่ายทางบ้านเมืองก็มักจะคิดว่า ฝ่ายชาวชาวบ้านมีผู้หนุนหลังได้แก่นักการเมืองท้องถิ่น ส่วนชาวบ้านก็มักจะคิดว่า ข้าราชการกับนายทุนฮั้วกัน นี่คือทัศนคติซึ่งบางครั้งเป็นโมหาคติ ที่ควรจะแก้ไข ผู้ไกล่เกลี่ยจะช่วยได้ในการทำให้เกิดความเข้าใจที่ดีต่อกัน ที่สำคัญคือการทำให้เห็นมุมมองที่ต่างกัน สถานการณ์เดียวกัน พฤติการณ์อย่างเดียวกัน แต่มองคนละแง่คนละมุมก็ทำให้เกิดอคติต่อกันได้ อันนี้ผู้ไกล่เกลี่ยควรจะช่วยทำให้เขาได้ตระหนักว่า จริง ๆ แล้วทั้ง ๒ ฝ่ายไม่ได้มีเจตนาหรือมีอคติต่อกัน หรือการทำให้คู่กรณีได้ชั่งใจระหว่างประโชน์ระยะสั้นจนลืมประโยชน์ระยะยาวไปเสีย
บทสรุปก็คือว่า บทบาทสำคัญของผู้ไกล่เกลี่ยก็คือการลดอคติในคู่กรณี ไม่ว่าจะเป็น โทสะ โลภะ หรือโมหะ และวิธีกระตุ้น และวิธีที่จะช่วยลดอคติได้ดีที่สุดคือ การกระตุ้นให้คิด เทศนาสั่งสอนบางครั้งก็ไม่ช่วย การกระตุ้นให้เขาฉุกคิดขึ้นมาได้มีประโยชน์มากกว่า อย่างที่อาตมายกกรณีพระพุทธองค์ห้ามสงครามระหว่างพระเจ้าวิฑูฑภะที่จะยาตราทัพไปถล่มกรุงกบิลพัสดุ์ของเจ้าศากยะ วิฑูฑภะนี้มีแม่เป็นศูทร เป็นนางทาสเนื่องจากพวกศากยะหลอกให้พระเจ้าปเสนทิโกสลแต่งงานกับนางทาส วิฑูฑภะก็เลยเป็นลูกของนางทาสจึงถูกรังเกียจเหยียดหยามจากพวกศากยะซึ่งเป็นพวกถือวรรณะ วิฑูฑภะเกลียดชังพวกศากยะมากเมื่อได้เป็นเจ้าแผ่นดินก็จะยาตราทัพไปทำลายกรุงกบิลพัสดุ์ พระพุทธองค์เข้าไปห้าม ห้ามอย่างไร ทรงเข้าไปห้ามโดยพระองค์ไปนั่งอยู่กลางแดดวิฑูฑภะเมื่อยาตราทัพผ่านมาก็ถามว่า ทำไมพระพุทธองค์ไม่ไปนั่งใต้ร่มไม้ พระพุทธองค์ก็ตรัสว่า "เงาของหมู่ญาติร่มเย็นกว่าร่มไม้" พูดอย่างนี้เข้าวิฑูฑภะก็สำนึกขึ้นมาได้ว่า พระญาติเป็นสิ่งสำคัญก็เลยยกทัพกลับ แต่ตอนหลังพระพุทธองค์ก็ห้ามไม่ได้
กรณีแม่น้ำโรหิณีที่ว่าแย่งน้ำกันระหว่างพวกศากยะกับพวกโกลิยะ พระพุทธองค์ทีแรกก็ถามว่าน้ำกับกษัตริย์อะไรมีค่ามากกว่ากัน พอถามเช่นนี้ทั้ง ๒ ฝ่ายก็ระลึกขึ้นได้ว่า ไม่สมควรฆ่ากันเพื่อแย่งน้ำ กรณีร่วมสมัยกรณีหนึ่ง อาตมาคิดว่าน่าสนใจเมื่อประมาณปี ๒๕๑๐ เกิดสงคราม ๖ วันระหว่างอียิปต์กับอิสราเอล อิสราเอลก็ยึดบางส่วนของประเทศอียิปต์ ได้ที่ราบสูงโกลานและแหลมไซนาย ทางอียิปต์ก็เรียกร้องขอให้อิสราเอลถอนกำลังทหารออกจากดินแดนซึ่งเป็นของอียิปต์ ก็ยื้อกันทั้ง ๒ ฝ่าย เพราะว่าอิสราเอลไม่ยอม อียิปต์ก็ยืนกระต่ายขาเดียวให้อิสราเอลถอนทหารออกไปจากดินแดนของตนเอง มีคราวหนึ่งนักข่าวก็ไปถามนัสเซอร์ (ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีอียิปต์เวลานั้น) ว่า "ท่านต้องการเรียกร้องอะไรจากอิสราเอล" นัสเซอร์ก็บอกว่าขอเรียกร้องให้อิสราเอลถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ของอียิปต์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแหลมไซนาย หรือที่ราบสูงโกลานอย่างไม่มีเงื่อนไขใด ๆ นักข่าวคนนั้นก็ถามว่า อะไรจะเกิดขึ้นกับ โกลด้า แมร์ นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ถ้าหากวันพรุ่งนี้เธอไปปรากฏตัวต่อหน้าสถานีวิทยุโทรทัศน์แล้วบอกกับประชาชนว่า "ต่อไปนี้ เราจะถอนทหารอิสราเอลทั้งหมดออกจากที่ราบสูงโกลานและแหลมไซนายออกไปให้หมดเลย นอกจากนี้ข้าพเจ้ายังมีข่าวบอกอีกว่า เราจะถอนไปโดยที่เราไม่ได้อะไรเลย" นักข่าวคนนั้นถามว่า ถ้าโกลด้า แมร์ พูดอย่างนี้กับประชาชนอิสราเอล ท่านคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้น นัสเซอร์ก็บอกว่า ถ้าพูดอย่างนี้ โกลด้า แมร์ก็แย่แน่ ๆ เลย
ผู้ไกล่เกลี่ยควรทำหน้าที่เหมือนนักข่าวคนนั้น คือตั้งคำถามให้คู่กรณีตระหนักว่า ข้อเรียกร้องของตนเองนั้นบางครั้งก็มากเกินไป ขอให้สังเกตว่าผู้ไกล่เกลี่ยจะสามารถระงับความขัดแย้งได้เพราะการตั้งคำถาม การตั้งคำถามเป็นเครื่องมือที่สำคัญมากสำหรับผู้ไกล่เกลี่ย การเทศน์ช่วยได้บ้าง แต่การตั้งคำถามให้คู่กรณีคิดขึ้นมาเองจะช่วยมากกว่า และคำถามควรจะเป็นคำถามเปิดไม่ใช่คำถามปิด ทุกวันนี้คนไทยเราทะเลาะกัน เพราะเราใช้คำถามปิดกัน เช่น จะเอาเขื่อนแก่งเสือเต้นหรือไม่ จะเอาเขื่อนน้ำโจนหรือเปล่า จะเอาโรงไฟฟ้าขยะหรือไม่ มีแต่คำถามที่ต้องตอบว่า ใช่หรือไม่ใช่ทั้งนั้นนี่เรียกว่าคำถามปิด ตั้งคำถามผิด ความคิดเราก็เลยติดตันเพราะเราถามกันแต่เพียงว่า จะเอาเขื่อนหรือไม่เอาเขื่อน ถ้าเราถามอย่างนี้มันก็จะมี ๒ พวก พวกหนึ่งเอา พวกหนึ่งไม่เอา แบ่งเป็น ๒ ขั้ว ขัดแย้งกัน เราควรจะถามใหม่ว่าเราเรียกร้องเขื่อนแก่งเสือเต้นไปเพื่ออะไร เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมใช่ไหม ถ้าเป็นเช่นนั้นเราควรจะถามคำถามใหม่ว่าเราจะแก้ปัญหาน้ำท่วมได้อย่างไร? คำถามว่า "อย่างไร" นี่ตอบได้เยอะเลย นี่เรียกว่าคำถามเปิด ถ้าเราใช้คำถามว่า "เอาหรือไม่เอา" "ใช่หรือไม่ใช่" นี่เป็นคำถามปิด มันเกิด ๒ พวกขึ้นมา แต่ถ้าเราตั้งคำถามเปิดเช่น จะแก้ปัญหาอย่างไรคำถามเปิดอย่างนี้มันทำให้จินตนาการกว้างไกลคิดได้ร้อยแปดว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร โดยที่ไม่ติดกับเขื่อนหรือไม่เขื่อน กรณีเขื่อนแก่งเสือเต้นเป็นกรณีหนึ่งที่อาตมาคิดว่าเราควรตั้งคำถามใหม่ควรตั้งคำถามเปิด และผู้ไกล่เกลี่ยควรทำหน้าที่นี้คือตั้งคำถามเปิดเป็นหลัก ไม่ใช่ตั้งคำถามปิด นอกจากนั้นการพูดด้วยสัจจะ เมตตา และสติเป็นสิ่งสำคัญ แต่อาตมาไม่มีเวลาจะลงรายละเอียด
ธรรมะและวินัย : สิ่งจำเป็นสำหรับการไกล่เกลี่ย
อาตมาคงจะไม่ใช้เวลามาก แต่คิดว่ามีอีก ๒-๓ ประเด็นอยากจะเน้น คือการพยายามที่จะช่วยให้คู่ขัดแย้งพยายามคิดในกรอบใหม่คือ ไม่ใช่คิดแต่ในแง่แพ้หรือชนะ แต่คิดในกรอบที่เรียกว่าได้ประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่าย จะเรียกว่าประสานประโยชน์ก็ได้เพราะการคิดแบบแพ้ชนะ ในที่สุดแล้ว มักจะลงเอยด้วยการแพ้ ทั้ง ๒ ฝ่าย กรณีเขื่อนปากมูลถึงแม้จะสร้างได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า กฟผ. หรือ ปตท. ชนะ เพราะว่าเสียชื่อ เสียหายหลายอย่าง เสียเงินอีกด้วยเพราะโครงการยืดเยื้อ และบางกรณีก็ยับเยินไปเลย กรณีแทนทาลัมที่ภูเก็ต ปี ๒๕๒๙ ยับเยินทั้ง ๒ ฝ่าย โรงงานสร้างไม่ได้ เพราะถูกเผา คนภูเก็ตก็เสียหาย ไม่มีโครงการอะไรที่จะมาลงที่ภูเก็ตต่อไปเพราะเขากลัว ในสหรัฐฯมีกรณีผัวเมียแบ่งสมบัติหลังจากหย่ากัน พอศาลบอกว่าให้แบ่งสมบัติกันคนละครึ่ง สามีขายอะไรได้ต้องแบ่งให้ภรรยาครึ่งหนึ่ง สามีก็ไม่พอใจ สามีทำอย่างไรทราบไหม เอารถราคานับหมื่นไปขายด้วยราคา ๑ เหรียญ เพราะไม่อยากให้ภรรยาได้เงินมาก ผลคืออะไรสามีก็ได้แค่ครึ่งเหรียญ นี่เรียกว่าวิธีคิดแบบแพ้ทั้ง ๒ ฝ่าย เพื่อที่ต้องการแก้แค้นอีกฝ่ายหนึ่งให้มันสะใจไม่อยากให้อีกฝ่ายหนึ่งได้เงินมากก็เลยแกล้งเขา ผลคือตัวเองก็เดือดร้อนด้วย จะสังเกตว่าบางทีเราแก้ปัญหากันอย่างนี้ทั้งนั้น เพื่อความสะใจเพราะขาดสติ ตรงนี้ผู้ไกล่เกลี่ยต้องเตือนสติตรงนี้
ที่อาตมาพูดมาทั้งหมดนี้เน้นเรื่องธรรมะหรือปรับทัศนคติปรับจิตปรับใจ แต่อย่าเพิ่งเข้าใจว่าพุทธศาสนา เน้นเฉพาะเรื่องธรรมะ หรือเน้นเฉพาะเรื่องการทำใจให้มีขันติ ให้มีเมตตา ให้ลดโทสะ โลภะ โมหะ เท่านั้น ที่จริงพุทธศาสนามีมากกว่านั้นพุทธวิธีไม่ได้เน้นเฉพาะเรื่องธรรมะอย่างเดียว วิธีการหรือกระบวนการก็มีความสำคัญ จริง ๆ แล้วในพุทธศาสนามีกระบวนการแก้ไขความขัดแย้งอยู่มาก แต่ว่ากระบวนการเหล่านั้นเป็นกระบวนการที่มักจะใช้ในคณะสงฆ์เวลาพระมีความขัดแย้ง เราเรียกว่า อธิกรณ์ พระวินัยที่เกี่ยวกับอธิกรณ์มีเยอะมาก ระเบียบขั้นตอนต่าง ๆ ที่เรียกว่ากระบวนการนี่มีเยอะ วิธีการแก้ไขความขัดแย้งทำได้หลายอย่าง เช่น วิธีการตัดสินโดยใช้เสียงส่วนใหญ่ เรียกว่า เยภุยยสิกา วิธีการยอมรับผิดโดยที่ไม่จำเป็นต้องให้มีการพิจารณาก็มี เรียกว่า ปฏิญญาตกรนะ วิธีการให้ประนีประนอมกันทั้ง ๒ ฝ่ายเรียกว่า ติณวัตถารกวินัย ไม่ต้องชี้ถูกชี้ผิดก็มี อธิกรณสมถะ หรือวิธีการระงับความขัดแย้งในคณะสงฆ์มีถึง ๗ วิธีที่อาตมาพูดมาเมื่อกี้มีแค่ ๓ วิธีเท่านั้น พุทธศาสนาให้ความสำคัญกับกระบวนการมาก ไม่ใช่เน้นให้ทุกคนมีเมตตาอย่างเดียว แต่ยังคิดค้นกระบวนวิธีเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งหรืออธิกรณ์ อย่างมีประสิทธิภาพ พุทธศาสนาบางทีมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ธรรมวินัย ธรรมะเป็นเรื่องในใจ วินัยเป็นเรื่องเกี่ยวกับระเบียบข้อบังคับ กฎเกณฑ์ภายนอก ทั้ง ๒ อย่างต้องไปด้วยกัน จะขาดอันใดอันหนึ่งไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ทั้งธรรมะและวินัย เป็นสิ่งที่เราควรจะคิดต่อ และทำให้เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะวินัยส่วนที่เป็นกระบวนไกล่เกลี่ยนั้น ที่พูดมาข้างต้นเป็นวิธีการที่ใช้สำหรับคณะสงฆ์เท่านั้น ควรที่เราจะพัฒนาและปรับปรุงเพื่อให้เหมาะแก่สังคมฆราวาสด้วย อาตมาเชื่อว่าในพุทธศาสนามีขุมทรัพย์อีกมากมายที่เราสามารถ "ขุด" มาใช้เพื่อการไกล่เกลี่ยคืนดีในสังคมไทยได้อย่างสมสมัย ประเด็นอยู่ที่ว่าเราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เพียงใด
(ปรับปรุงจากการบรรยายในการประชุมปฏิบัติการเรื่อง "รัฐธรรมนูญกับการระงับความขัดแย้งในสังคมไทย" จัดโดยสภาความมั่งคงแห่งชาติและสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนีบยรัฐบาล เมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๔๑) (ปรับปรุงจากการบรรยายในการประชุมปฏิบัติการเรื่อง "รัฐธรรมนูญกับการระงับความขัดแย้งในสังคมไทย" จัดโดยสภาความมั่งคงแห่งชาติและสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนีบยรัฐบาล เมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๔๑) (ปรับปรุงจากการบรรยายในการประชุมปฏิบัติการเรื่อง "รัฐธรรมนูญกับการระงับความขัดแย้งในสังคมไทย" จัดโดยสภาความมั่งคงแห่งชาติและสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนีบยรัฐบาล เมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๔๑) ................................................ นำมาจาก http://www.santisikkha.org
เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่แสดงความคิดเห็นได้ กรุณาเข้าสู่ระบบหรือสมัครสมาชิก Powered by AkoComment 2.0! |