|
เมื่อระหว่างวันที่ 2 - 31 มกราคม 2551 ที่อาศรมวงศ์สนิท มีการจัดการอบรมให้การศึกษาเรื่องการออกแบบหมู่บ้านนิเวศน์ (Eco-village Design Education) มีผู้เข้าร่วมอบรมกว่า ๓๐ คน จากหลายประเทศทั่วโลก ทั้งไทย พม่า กัมพูชา ฟิลิปินส์ แอฟริกาใต้ ไอร์แลนด์ โปรตุเกต อังกฤษ สก๊อตแลน เป็นต้น ผู้เขียนก็เข้าร่วมในการอบรมนี้ด้วย ได้แลกเปลี่ยนความรู้จากการศึกษาชุมชนทางเลือกในเมืองไทยกับเพื่อนๆ ผู้เข้าร่วม และได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากการแลกเปลี่ยนระหว่างกัน รวมทั้งจากวิทยากรหลายท่านที่ทางผู้จัดหลักสูตรเชิญมาแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะจาก Stuart Scott ที่ทำงานรณรงค์เรื่องโลกร้อน ทำรายงานนำเสนอเรื่องวิกฤตโลกร้อนได้ดีมาก คือดูแล้วเห็นปัญหาอยู่ในขั้นวิกฤติอย่างชัดเจน เกิดความตระหนกหวาดหวั่น และตระหนักว่าจะต้องแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน

วิถีทางหนึ่งซึ่งเป็นทางแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์โลกร้อนและวิกฤติสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องซึ่งคุณสก๊อต นำเสนอและพวกเราเองต่างก็ตระหนักเช่นนั้นตรงกันก็คือ การต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของพวกเรากันใหม่ ให้มีความใกล้ชิดและเป็นมิตรกับธรรมชาติมากขึ้น เป็นอยู่ด้วยความตระหนักรู้อย่างลึกซึ้งถึงความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์โยงใยกันของระบบต่างๆ และความเป็งองค์รวมหรือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของระบบทั้งมวล และคำตอบหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตก็คือ หมู่บ้านนิเวศน์ หรือ Eco - village คือการใช้ชีวิตอยู่กันเป็นชุมชน พยายามทำการผลิตเพื่อการพึ่งตนเองในวิถีที่ยั่งยืน เป็นมิตรกับธรรมชาติ ฟื้นฟูสภาพนิเวศน์ของพื้นที่ที่เสื่อมโทรมให้กลับสู่สภาวะสมดุลย์ ทั้งระบบน้ำ อาหาร อากาศ ดิน และอื่นๆ หมู่บ้านนิเวศน์ในที่นี้ ย่อมหมายรวมถึงหมู่บ้านหรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมที่พวกเราคุ้นเคยกันดีในบ้านเรา ซึ่งได้ใช้ชีวิตอยู่กันเป็นชุมชน ทำการผลิตเพื่อการพึ่งตนเอง สัมพันธ์กับธรรมชาติอย่างใกล้ชิดอ่อนน้อมถ่อมตน วิถีดั้งเดิมจริงๆนั้นถือเป็นวิถีแห่งความสมดุลย์อย่างแท้จริง จากการพัฒนากระแสหลักที่ผ่านมาทำให้ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม เริ่มสูญเสียรูปแบบการใช้ชีวิตที่สัมพันธ์เกื้อกูลกับธรรมชาติแต่เดิม และเริ่มหันไปสู่รูปแบบการใช้ชีวิตที่ทำลายธรรมชาติให้เกิดความเสื่อมเสียมากขึ้น ฉะนั้นแล้ว ในการนำเสนอทางออกของปัญหาวิกฤติการสิ่งแวดล้อมและนิเวศน์วิทยาในปัจจุบัน ก็คือการสนับสนุนส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ได้รักษาหรือหวนกลับไปสู่คุณค่าในวิถีชีวิตดั้งเดิมของพวกเขา ในขณะเดียวกัน ก็ส่งเสริมคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนเมืองชนชั้นกลางที่เริ่มหันมาสนใจการใช้ชีวิตทางเลือกและสนใจในการแก้ปัญหาของระบบนิเวศน์ คนเหล่านี้เริ่มแสวงหาความรู้เกี่ยวกับการเป็นอยู่ หรือการใช้ชีวิตที่สอดคล้องเกื้อกูลกับธรรมชาติ 
การแสวงหาความรู้ทางหนึ่งของชนชั้นกลางเหล่านี้คือการเรียนรู้จากชาวบ้าน จากชุมชนที่สะสมภูมิปัญญาเช่นนี้มามากและยังคงรักษามันเอาไว้แนบแน่นในวิถีชีวิต กับการแสวงหาความรู้จากคอร์สอบรมต่างๆ ที่มีความเป็นวิชาการ หรือวิทยาศาสตร์ปนอยู่ในการปฏิบัติ เช่นคอร์สอบรมให้การศึกษาเรื่องการออกแบบหมู่บ้านนิเวศน์ (Eco - village design education) นี้เป็นต้น และ Permaculture (หรืออาจเรียกว่าเกษตรกรรมยั่งยืน) ซึ่งเป็นหลักสูตรของฝรั่ง โดยเนื้อหาไม่ได้ต่างจากความรู้จากภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวบ้านแถบบ้านเรานัก แต่ของเขาจะมีการอธิบายเป็นวิชาการและวิทยาศาสตร์มากกว่า ส่วนของเราจะมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับมิติทางจิตวิญญาณมากกว่า เสร็จจากคอร์สอบรมการออกแบบหมู่บ้านนิเวศน์ที่อาศรมวงศ์สนิท ผู้เขียนก็ชวนพ่อไปเข้าคอร์สอบรม เกษตรกรรมยั่งยืน (permaculter) ที่วัดปางเติม อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ โดยจัดโดยคุณสก๊อตกับลุงยุทธ นักปั่นจักรยานเพื่อความฝันของเด็กและนักเกษตรกรรมทางเลือกด้วย ที่ชวนพ่อไปเข้าคอร์สนี้เพราะอยากให้พ่อเห็นองค์ความรู้ในแบบของฝรั่ง และให้เห็นว่ากระแสหมู่บ้านนิเวศน์นี้เป็นกระแสที่กำลังเกิดขึ้นไปทั่ว มีฝรั่งหันมาสนใจการใช้ชีวิตแบบดั้งเดิมของเราเยอะแยะ อันเนื่องมาจากวิกฤติสิ่งแวดล้อมโลก และวิกฤติชีวิตอุตสาหกรรมในเมืองใหญ่หาความสุขไม่ค่อยได้ด้วย ที่คอร์สอบรมนี้มีแต่ฝรั่งทั้งนั้น ทั้งจากอเมริกา อังกฤษ เยอรมัน กัมพูชา มีคนไทยอยู่ 3 - ๔ คน 
ออกจากคอร์สอบรม permaculture ที่นั่นผู้เขียนก็ชวนพ่อไปต่อที่อำเภอแม่แตง เพื่อไปดูชุมชนสองสามแห่งที่นั่น เมื่อเดินทางมาถึงแม่แตง ที่ทางแยกเขื่อนแม่งัด ก็บอกรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างว่าไปที่ "บ้านดิน" บรรดามอเตอร์โซค์รับจ้างรู้จักกันดี เพราะมีคนเดินทางไปที่นั่นกันบ่อยๆ โดยเฉพาะชาวต่างชาติ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง พาไปจนถึงทางเข้าชุมชนพันพรรณ เป็นชุมชนทางเลือกตั้งใหม่ ๓ ปี โดยผู้บุกเบิกคือโจน จันได หนุ่มใหญ่จากจังหวัดยโสธร โดยมีเป้าหมายหลักคือการสะสมเมล็ดพันธ์พืชท้องถิ่น(ไม่เฉพาะท้องถิ่นในเมืองไทย) เป็นธนาคารเมล็ดพันธ์ เพราะมีแนวคิดว่า เราต้องมีความมั่นคงทางอาหาร และความมั่นคงทางอาหารทางหนึ่งก็คือการมีเมล็ดพันธ์สะสมไว้ปลูกและไม่ให้สูญหายไป เป็นอิสระจากการพึ่งพิงเมล็ดพันธ์จากบรษัทธุรกิจ จึงได้ตั้งชื่อชุมชนว่าพันพรรณ ระหว่างที่เดินเที่ยวชมชุมชนกับพี่โจ เราก็ได้พบเห็นหนุ่มสาวชาวฝรั่งอีกสิบกว่าคนกำลังคลุกดินปั้นดินเป็นบ้านกันอยู่อย่างสนุกสนาน พี่โจเล่าว่าเป็นนักฝึกงานจากอเมริกา มาอยู่เกือบสามเดือนแล้ว สัปดาห์หน้าจะถึงกำหนดกลับ แต่พวกเขาไม่อยากกลับกัน เพราะกำลังสนุกกับการทำงานและใช้ชีวิตคลุกดินคลุกฝุ่น นอนบ้านดิน กินข้าวกล้อง เล่นน้ำหนอง ทดลองใช้ชีวิตติดดิน ใกล้ชิดและเกื้อกูลธรรมชาติ ถัดจากชุมชนพันพรรณ เดินเลยไปอีกสัก ๕ นาทีทางหลังบ้าน ก็จะพบกับอีกชุมชนหรืออีกโครงการหนึ่ง ชื่อโครงการปัญญา (Panya Project) คนหนุ่มสาวชาวอเมริกันเขาบุกเบิกไว้เมื่อปีกว่าๆ มาแล้ว จากพื้นดินเดิมที่มีแต่ต้นมะม่วงเพราะเป็นสวนมะม่วงเดิม ก็เริ่มมีพืชผักอาหารปลอดสารเคมีอยู่เยอะ ไว้กินอยู่กันในชุมชน และรองรับแขกผู้มาเยือน ที่นี่เองพวกเขาจัดคอร์ส permaculture กันบ่อยๆ เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ที่สนใจจะใช้ชีวิตเกษตรกรในวิถีเกษตรกรรมยั่งยืนฟื้นฟูสภาพนิเวศทั้งดิน น้ำ อาหาร อากาศ และชีวิตคืนสู่ความสมดุลย์ นอกจากนั้นก็มีเด็กนักเรียนจากโรงเรียนนานาชาติมาออกค่ายทดลองทำบ้านดิน กินข้าวกล้อง เล่นน้ำหนองทำลองใช้ชีวิตติดดินกันบ่อยๆ ด้วยเช่นกัน 
พาพ่อเดินดูสวนปัญญาแล้วก็เดินเลยขึ้นไปทางเขาสูง เพื่อไปเยี่ยมสวนอยู่สบาย ซึ่งมีพี่กฤษ กับพี่เยาว์ หนุ่มสาวสามีภรรยาที่เพิ่งบุกเบิกที่แห่งนี้เมื่อปีที่แล้วให้การต้อนรับอย่างดี จัดหาที่นั่งเอนหลังสบายๆ ในร้านกาแฟแสนสบายที่เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีตู้หนังสือเกี่ยวกับชีวิตทางเลือกและจิตวิญญาณให้เลือกอ่านทั้งภาษาไทยภาษาอังกฤษ เมื่ออำลาแม่แตงและสวนทั้งสาม เราพ่อลูกก็มุ่งหน้าเข้าเชียงใหม่เพื่อหารถกลับ ที่เชียงใหม่เราได้พบกับกลุ่มหนุ่มสาวจากประเทศโปตุเกต ๔ คน สะพายเป้หอบของพะรุงพะรัง พูดคุยกันได้ความว่าพวกเขาร่วมกันฝันถึงการใช้ชีวิตในชุมชนเช่นหมู่บ้านนิเวศน์มานาน ช่วงเวลาที่ผ่านมาหลายปีนี้เป็นช่วงของการแสวงหาความรู้เรื่องชุมชนและการเกษตรยั่งยืน และตอนนี้กำลังมองหาพื้นๆที่จะนำความฝันและความรู้ที่ได้ศึกษาและฝึกฝนมาบ่มเพาะลงในพื้นที่จริงๆ เสียที พวกเขายังไม่รู้ว่าจะลงหลักปักฐานกันที่ไหน เลยยังหอบของกันพะรุงพะรังอยู่ และเชื่อว่าจะได้พบที่ที่ใช่ บ้านที่แท้จริงในเร็ววันนี้... การเดินทางเที่ยวนี้รู้สึกอิ่มอกอิ่มใจ ทั้งเพราะได้เดินทางกับพ่อที่ไม่ค่อยได้ใช้เวลาร่วมกันเท่าใดนัก และเพราะได้พบเจอแต่ผู้คนที่มีจิตใจดีงาม ผู้คนที่คิดการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย เป็นประโยชน์ต่อตเองและผู้อื่น ทำให้รู้สึกเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังในช่วงเวลาแห่งวิกฤตการณ์เช่นนี้ ส่งพ่อกลับบ้านที่หนองคาย ตัวเองกลับมาที่อาศรมวงศ์สนิท ก็ได้พบกับหนุ่มอิตาลี เข้ามาแนะนำตัวว่าเขาเป็นนักเขียน ทำงานเขียนเรื่องหมู่บ้านนิเวศน์ในประเทศอิตาลี เอาหนังสือของเขาให้ดู แต่อ่านไม่ออกเพราะเป็นภาษาอิตาลี แต่ดูรูปภาพแล้วก็น่าสนใจดี เขาบอกว่าอยากจะเขียนหนังสือเรื่องหมู่บ้านนิเวศน์ในแถบเอเชีย และถามว่าสนใจจะทำร่วมกันไหม... มันรู้สึกตื้นตันใจ ที่ได้เห็นความเคลื่อนไหวของปรากฎการณ์หมู่บ้านนิเวศน์กระจายอยู่ทั่ว และเป็นแรงบันดาลใจให้อยากเขียนอยากเล่า ให้เรื่องราวเหล่านี้แพร่หลายต่อไป เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่แสดงความคิดเห็นได้ กรุณาเข้าสู่ระบบหรือสมัครสมาชิก Powered by AkoComment 2.0! |