+ + + + + ยินดีต้อนรับสู่ www.semsikkha.org + + + + + + + + + + ยินดีต้อนรับสู่ www.semsikkha.org + + + + +
ปฏิทินกิจกรรม
ตุลาคม 2008 พฤศจิกายน 2008
สัปดาห์ที่ 40 1 2 3 4
สัปดาห์ที่ 41 5 6 7 8 9 10 11
สัปดาห์ที่ 42 12 13 14 15 16 17 18
สัปดาห์ที่ 43 19 20 21 22 23 24 25
สัปดาห์ที่ 44 26 27 28 29 30 31
Login Form
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
เครือข่ายของเรา
Baandin.org
Sulak-sivaraksa.org
suan-spirit.com
siambaandin
semsikkhalai
สำนักพิมพ์เสมสิกขาลัย
สถาบันต้นกล้า
เสขิยธรรม
มันตรานิวาส
ป๋วยเสวนาคาร
ตัวกูของกู มิวสิค
wechange555.com
INEB
เคล็ดไทย

สนใจแลกลิงค์




เครือข่ายจิตตปัญญาศึกษา : ประชาธิปไตยเชิงลึก: ของขวัญวันเด็กย้อนหลัง PDF พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย ปาริชาด สุวรรณบุบผา   

โดย ปาริชาด สุวรรณบุบผา เครือข่ายจิตตปัญญาศึกษา http://contemplative-knowledge.blogspot.com

คอลัมน์ ณ พรมแดนแห่งความรู้ โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๑

คำโปรย: เสียงและความรู้สึกของทุกคนมีค่า ถึงแม้จะแตกต่างแต่ก็สามารถแบ่งปัน อธิบาย ชี้แจง เหตุผล และจุดยืนของความแตกต่างนั้นได้

                วันเด็กที่เพิ่งผ่านพ้นมาเมื่อไม่กี่อาทิตย์ ทำให้นึกถึงการเรียนรู้ของเด็กๆ และนึกถึงสิทธิประเภทหนึ่งของเด็กไทย ได้แก่ สิทธิในการมีส่วนร่วม (Participation Right) ในด้านต่างๆ ตั้งแต่ในครอบครัว ในโรงเรียนและในสังคม การสนับสนุนและเปิดโอกาสให้เด็กๆ มีพื้นที่ปลอดภัย กล้าที่จะแสดงออก ตั้งคำถาม และร่วมแสดงความคิดเห็น ร่วมตัดสินใจ เป็นสิ่งที่ต้องสนับสนุนให้เกิดการปฏิบัติจริงตั้งแต่ในครอบครัว

                เมื่อพิจารณาลักษณะครอบครัวไทยและสังคมไทย แน่นอนเรามิเคยปฏิเสธความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใหญ่กับผู้น้อย แต่การมองอีกด้านทำให้ได้ย้อนกลับมาตั้งคำถามว่าเราได้ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของเด็กมากมายเพียงใด จริงอยู่หลายครั้งเราได้พยายามปรับปรุงกระบวนการเรียนรู้ให้ทั้งเด็กและครูได้มีโอกาสเรียนรู้ร่วมกัน เป็นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงของผู้เรียน ได้แบ่งปันความรู้สึก และร่วมเล่าหรือเขียนถึงสิ่งที่ได้ยินให้นำมาเชื่อมโยงกับการใช้ชีวิตของตน แต่จะเป็นไปได้ขนาดไหนที่เด็กสามารถโต้แย้งถึงสิ่งที่ตนเห็นด้วย และไม่เห็นด้วยได้อย่างปลอดภัย หรือแม้กระทั่งสามารถบอกได้ว่า "หนูไม่เข้าใจ" "หนูขอให้อธิบายเพิ่ม" หรือ "เนื้อหาที่เรียนมากเกินไป หนูรับไม่ไหวแล้ว"

                การเปิดโอกาสให้เด็กได้มีส่วนร่วม เป็นการ "ปลดปล่อยความทุกข์" ในการเรียนรู้ของเด็ก และฝึกฝนความเป็นประชาธิปไตยในชีวิตจริงของเด็ก โดยไม่ต้องรอให้อายุครบเกณฑ์เลือกตั้ง หรือไปเข้าร่วมชมรมประชาธิปไตยใดๆ ในโรงเรียน เพราะ "ประชาธิปไตย" ที่สามารถเริ่มต้นได้ในครอบครัว หรือในชั้นเรียน จะเป็น "ประชาธิปไตยเชิงลึก" (Deep Democracy) ที่ผู้น้อยซึ่งอ่อนด้อยกว่าทั้งอายุ ความรู้และอำนาจ สามารถมีส่วนร่วมส่งเสียงแสดงความคิดเห็นของตนได้อย่างอิสระและปลอดภัย แนวคิดนี้ได้เทียบเคียงมาจากแนวคิดของ อานี มินเดล (Arny Mindell) เขากล่าวถึง ความเป็นประชาธิปไตยเชิงลึก ว่าเป็นทัศนคติที่ให้ความสำคัญต่อการตระหนักรู้ของเสียงและความคิดเห็นของทั้งคนที่สำคัญและไม่สำคัญ เสียงของคนที่ดูเหมือนจะด้อยกว่า (ทั้งอายุ ความรู้ และอำนาจ) นั้นมีความหมาย มีคุณค่า มีปัญญาแฝงอยู่ และปัญญานี้มีผลต่อกลุ่มคนส่วนรวมเช่นกัน แนวคิดนี้เขยิบระดับขึ้นจากประชาธิปไตยทั่วไปในประเด็นว่า เสียงส่วนน้อย คนกลุ่มน้อยก็สำคัญ มิใช่แต่เสียงส่วนใหญ่เท่านั้น เสียงที่มีน้ำหนักมากกว่าบางครั้งก็อาจละเลยไม่ได้พิจารณาเสียงและเหตุผลของส่วนน้อย

                เปรียบเทียบกับกรณีของเด็กในครอบครัว ในห้องเรียน เสียงของเด็กมักสำคัญน้อยกว่า เด็กไทยจำนวนมากเป็นโรคเหงา โรคไม่กล้า และโรคขาดความมั่นใจในตนเอง เพราะไม่สามารถมี "พื้นที่ปลอดภัย" ในการแสดงความคิดเห็น และการมีส่วนร่วมตั้งแต่อยู่ในครอบครัว ระหว่างพ่อแม่พี่น้องและ ในห้องเรียน ระหว่างครูกับศิษย์ เมื่อประชาธิปไตยเบื้องต้นยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในบ้าน ในโรงเรียน การมุ่งเรียกร้องถึงความสำคัญและคุณค่าของความเป็นประชาธิปไตยที่ผ่านการเลือกตั้ง และระบบตัวแทนก็ไกลจากความเป็นจริง

                ประชาธิปไตยเชิงลึกจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อผู้ใหญ่ ผู้มีความสำคัญได้มี "สติ" และ "ตระหนักรู้" เต็มใจให้เด็กได้มีส่วนร่วมบอกความรู้สึกและร่วมเรียนรู้ สติและความตระหนักรู้นี้จะเกิดขึ้นเสมอๆ เมื่อผู้ใหญ่ได้มีโอกาส "ใคร่ครวญ" ถึงสิ่งที่ตนคิด พูดและแสดงออก การตระหนักรู้ ยังเปิดโอกาสให้เห็นทัศนคติของตนที่ยอมรับ "ความแตกต่างหลากหลาย" และ "รวมผู้อื่น" เช่น เด็ก หรือ ผู้ด้อยโอกาสกว่าเข้าไว้ในชีวิตการทำงานและการอยู่ร่วมกันด้วย

                ประชาธิปไตยเชิงลึกจึงเป็นการฝึกฝนจิตใจจาก "ด้านใน" ยอมรับและเต็มใจฝึกฝนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากการแปลกแยก (ระหว่างเด็ก-ผู้ใหญ่ ระหว่างศิษย์-ครู) สู่การเห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงอิงอาศัยซึ่งกันและกัน ประชาธิปไตยเชิงลึกจึงเสนอแนะก้าวที่เลยพ้นความสำคัญของ "เสียงส่วนใหญ่" ตลอดจน "คนที่ใหญ่กว่า" (ทั้งอายุ ความรู้ อำนาจและสถานภาพต่างๆ) การที่บุคคลจะฝึกการเห็นความสำคัญของคนที่ด้อยกว่า เสียงของคนตัวเล็กกว่า ต้องอาศัย "การฝึกฝนด้านใน" เป็นประสบการณ์ด้านในของการตระหนักรู้ถึงความเชื่อมโยง ความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันของทุกสิ่งนั่นเอง

                เครื่องมือในการฝึกประชาธิปไตยเชิงลึกซึ่งง่ายที่สุดคือ "การฟัง" ที่ไม่ใช่แต่เพียง "ได้ยิน" เสียงของเด็กเท่านั้น แต่เป็นการฟังด้วยหัวใจที่เมตตาต่อเด็ก ฟังโดยไม่คิดตัดสินตามประสบการณ์ที่ผู้ใหญ่เคยประสบมาก่อน แต่ให้โอกาสเด็กได้พูดความรู้สึก ได้เล่าเหตุผล ได้แบ่งปันสิ่งที่ตนคิด โดยไม่ตัดบทว่า "ฉันอาบน้ำร้อนมาก่อน!" และฟังโดยการเอาใจเขามาใส่ใจเรา ลองนึกถึงเมื่อครั้งตนเองเป็นเด็ก นึกถึงสภาวะที่ตนอ่อนด้อยกว่า หัวใจแบบเด็กๆ ของตนนั้นเรียกร้องอะไร

                การฟังอย่างลึกซึ้งเช่นว่านี้เกิดขึ้นในกระบวนการสานเสวนา (Dialogue) นั่นเอง ดังนั้น ประชาธิปไตยเชิงลึกจึงสามารถสอดแทรกในการเรียนรู้ของทุกวิชา ไม่จำกัดว่าต้องเรียนวิชาหน้าที่พลเมืองวิชารัฐศาสตร์หรือนิติศาสตร์เท่านั้น ในครอบครัว ในห้องเรียน ในการทำงาน ก็สามารถเริ่มต้น "การฟังด้วยหัวใจ" เพื่อเชื้อเชิญให้ทุกคนมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มน้อยขนาดไหน เสียงและความรู้สึกของทุกคนมีค่า ถึงแม้จะแตกต่างแต่ก็สามารถแบ่งปัน อธิบาย ชี้แจง เหตุผล และจุดยืนของความแตกต่างนั้นได้

                ประชาธิปไตยเชิงลึกโดยผ่านวัฒนธรรมแห่งการฟังเช่นนี้ จะเป็นพื้นฐานของการพัฒนาประชาธิปไตยที่พวกเราโดยเฉพาะในสภาวการณ์ปัจจุบันเรียกร้องหาเป็นอย่างยิ่ง

                ความเหงาของผู้คนทั้งหลายจะได้รับการบรรเทาให้ลดน้อยลง เพราะการฟังอย่างลึกซึ้งจะทำให้เด็กและผู้คนทั้งหลายได้สื่อสารกันอย่างเมตตา เชื่อมโยงความรู้สึกของผู้หนึ่งไปสู่อีกผู้หนึ่ง ถมช่องว่างของความแปลกแยกไปสู่โยงใยเอื้อเฟื้อต่อกัน ดังในพระพุทธศาสนาว่าด้วยปรโตโฆสะ อันเป็นการเรียนรู้ที่เกิดจากการได้ยินได้ฟัง การมีกัลยาณมิตรที่ดี และมีโยนิโสมนสิการ คือการคิดอย่างแยบคาย

                แน่นอนว่าเสียงของเด็กที่คิดเห็นแตกต่างอาจไม่สบอารมณ์ผู้ใหญ่ หรือนำไปสู่ความขัดแย้ง แต่ก็ทำให้ผู้ใหญ่ ครู อาจารย์ ได้มีโอกาสฝึกจิต ฝึกเมตตา ฝึกความอดทนมากขึ้นและเพียรพยายาม "พัฒนา" ตนเอง และความรู้สึกไม่สบอารมณ์จะคลายลงเมื่อมีความต่อเนื่องของการฟังที่เมตตาและกติกาหลายๆ อย่างของสานเสวนา เช่น ความใจกว้าง  การยอมรับและพร้อมจะวิพากษ์วิจารณ์ตัวเอง เป็นต้น เพียงเท่านี้เด็กก็จะวางใจและเริ่มกล้าพอที่จะแสดงความคิดเห็น ร่วมเรียนรู้ สิทธิการมีส่วนร่วมของเด็กก็จะได้รับการปฏิบัติจริง  ประชาธิปไตยที่พึงประสงค์ในบ้านเมืองของเราอาจใกล้ความเป็นจริงขึ้นบ้างก็เป็นได้

 

ความคิดเห็น

เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่แสดงความคิดเห็นได้
กรุณาเข้าสู่ระบบหรือสมัครสมาชิก

Powered by AkoComment 2.0!

ลงนามกำลังใจ
สมัครสมาชิกเว็บไซต์
ติดต่อเรา
เพื่อนบ้าน
กระดานสนทนา
ข่าวฝากประชาสัมพันธ์
Email 4 Staff
ภาพความหมาย
538339_98468634_resize.jpg
ปักหมุดประกาศ

Image ปาจารยสาร ฉบับ "มีอะไรก็กินไปเถอะ" || สมัครสมาชิก || บอร์ดชาวปาจารยสาร || 
ปีที่ 32 ฉบับที่ 5 พฤษภาคม-มิถุนายน 2551
วรรณกรรมไท้ยไทยที่สันติบาลไม่ควรพลาด (เก็บ)
รธน. อภิชน VS รธน.ประชาชน คนแบ่งข้าง รัฐธรรมนูญแบ่งขั้ว
Dead Man Walking ... โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
The Shock Doctrine ประวัติศาสตร์เปื้อนเลือดของอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ โดย สฤณี อาชวานันทกุล
กินเปลี่ยนโลก : คืนสู่วิถีอันหลากหลาย
ชวนฟัง 6 ทรรศนะ นักเคลื่อนไหวด้านอาหารและทรัพยากร

 อยากอ่านติดต่อไปที่ โทรศัพท์ 02- 8603527 หรืออีเมล์

Image สารเพื่อนเสม  ข่าวสารองค์กรเครือข่าย มูลนิธิเสฐียรโกเศศ - นาคะประทีป จดหมายข่าวราย 2 เดือน ปีที่ 4 ฉบับที่ 31 กันยายน-ตุลาคม 2551 อ่านสารเพื่อนเสม 

Image โครงการยุวโพธิชน ประกาศผลรางวัลการประกวด เรียงความ ร้อยกรอง เรื่องสั้น ละครสั้น แอนนิเมชั่น ประจำปี 2551 ติดต่อสอบถามรายละเอียดที่ : โครงการยุวโพธิชน (Young Awakening Project) ที่อยู่ 989 ซ.จรัญสนิทวงศ์ แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ 10600 โทรศัพท์ : 0-2412-7126, 0-2412-7128 โทรสาร : 0-2412-3176 E-mail :
หรือ อมรรัตน์ พุฒเจริญ โทรศัพท์ 08-9796-1873
สถิติ
ผู้เยี่ยมชม: 2910574
   หน้าแรก arrow สิกขาปริทัศน์ (บทความ) arrow เครือข่ายจิตตปัญญาศึกษา : ประชาธิปไตยเชิงลึก: ของขวัญวันเด็กย้อนหลัง