+ + + + + ยินดีต้อนรับสู่ www.semsikkha.org + + + + + + + + + + ยินดีต้อนรับสู่ www.semsikkha.org + + + + +
ปฏิทินกิจกรรม
August 2008 September 2008
สัปดาห์ที่ 31 1 2
สัปดาห์ที่ 32 3 4 5 6 7 8 9
สัปดาห์ที่ 33 10 11 12 13 14 15 16
สัปดาห์ที่ 34 17 18 19 20 21 22 23
สัปดาห์ที่ 35 24 25 26 27 28 29 30
สัปดาห์ที่ 36 31
Login Form
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
เครือข่ายของเรา
Baandin.org
Sulak-sivaraksa.org
suan-spirit.com
siambaandin
semsikkhalai
สำนักพิมพ์เสมสิกขาลัย
สถาบันต้นกล้า
เสขิยธรรม
มันตรานิวาส
ป๋วยเสวนาคาร
ตัวกูของกู มิวสิค
wechange555.com
INEB
เคล็ดไทย

สนใจแลกลิงค์




สรรสาระ : จดหมายถึงลุงชัช : เดินทางภายในที่วัดป่าสุคะโต PDF พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย กิตติพันธ์ กันจินะ   

โดย : กิตติพันธ์ กันจินะ
เมื่อ : 5/03/2008 11:51 AM

1. ที่มาของการเดินทาง

หลังจากที่ผมได้อ่านประวัติและคำสอนของหลวงพ่อเทียน จิตตฺสุโภ เมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา ตอนนั้นจิตของผมบอกว่าแนวปฏิบัติที่หลวงพ่อเทียน ท่านได้สอนสั่งศิษยานุศิษย์มามากมายแล้วนี้ เป็นแนวปฏิบัติที่น่าจะหาโอกาสได้ลองฝึกได้ปฏิบัติดู

บวกกับที่ลุงได้แนะนำให้ผมได้ลองเข้าร่วมปฏิบัติแนวหลวงพ่อเทียน ประมาณเดือนเมษายนปีนี้กับกลุ่มนักพัฒนา ที่จังหวัดสกลนคร ผมได้ตอบปากตกลงที่จะเข้าร่วม และรอเวลาที่จะมาถึงด้วยการศึกษาและอ่านคำสอนของหลวงพ่อเทียน เท่าที่จะหามาอ่านได้

ต่อมาไม่นาน วันหนึ่งมีคนบอกผมว่าเขาจะไปบวชที่วัดป่าสุคะโต ที่จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งเป็นวัดที่มีแนวการสอนการปฏิบัติตามแนวทางของหลวงพ่อเทียน และที่วัดก็เปิดให้ผู้สนใจการปฏิบัติได้เข้าไปปฏิบัติตามเหตุอันควร



ต้นเดือนธันวาคม 2550 ผมโทรศัพท์ไปสอบถามพี่แก้ว (อดีตผู้ประสานงาน กป. ภาคเหนือ) ซึ่งเคยบวชเป็นพระแล้วปฏิบัติที่วัดป่าสุคะโตมาก่อน พี่แก้วดีใจมากที่รู้ว่าผมจะไป ได้เล่าเรื่องแนวทางการปฏิบัติ การใช้ชีวิต ตลอดจนการเดินทางไปยังวัด พร้อมทั้งฝากน้อมความระลึกถึงยังพระอาจารย์ แม่ชี ทั้งหลายด้วย

นอกจากนี้ผมก็หาข้อมูลของวัดจากทางเว็บไซต์ http://www.pasukato.org/ แล้วกำหนดวันเพื่อที่จะหาโอกาสไปปฏิบัติเจริญสติ ที่วัดแห่งนี้ และแล้วผมก็ได้วันที่ลงตัว คือ วันที่ 27 ธันวาคม 2550 ถึง 2 มกราคม 2551 ช่วงนี้เป็นช่วงที่เป็นเทศกาลหยุดนาน จึงเหมาะแก่การลางานยาวๆ แล้วนำใจสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง

พอรู้ว่าจะเดินทางช่วงไหนอย่างไร และต้องขออนุญาตจากทางครอบครัวคือพ่อกับแม่เพื่อแจ้งให้ท่านได้รับทราบ เมื่อท่านรู้ว่าผมจะไปในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ก็ถามว่า "ทำไมไปช่วงนี้ ไม่ฉลองกับทางบ้านเหรอ" ผมตอบว่า ช่วงนี้เป็นเวลาที่เหมาะแก่กันปฏิบัติ และการละซึ่งความสุขทางโลกในการกิน ดื่ม เที่ยว อย่างหนึ่ง

เมื่อที่บ้านรับฟังเหตุผลแล้ว จึงเข้าใจแต่แม่ก็บอกว่า "เรามีญาติที่ชัยภูมิ แม่จะโทรหาให้เขาดูแลเรานะ" ผมพยักหน้าและโทรศัพท์คุยกับลุงที่ชัยภูมิอยู่หลายวันเพื่อนัดหมายการเดินทางและที่พักที่บ้านลุง

ส่วนเพื่อนๆ พี่ๆ หลายคนที่รู้ว่าผมจะไปปฏิบัติธรรมตอนช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ต่างก็สงสัยต่างๆ นานา ว่าทำไมจึงไปช่วงนี้ ไม่ไปสังสรรค์กับใครเลย บ้างก็ว่าผมอกหัก บ้างก็ว่าผมเครียดจากงาน บ้างก็รู้ว่าผมจะไปทำไม เดากันไปมาหลายเหตุผล จนต้องบอกว่าที่จะไปปฏิบัตินั้นก็เพราะต้องการฝึกเจริญสติแนวทางอื่นที่ต่างจากแนวทางเดิมที่เคยทำ บางคนที่รู้ว่าผมปฏิบัติก็จะเข้าใจ บางคนก็งงอยู่ ก็ไม่เป็นไร ผมว่ากัน สักวันผมจะอธิบายให้เขาเข้าใจ

จริงๆ แล้วผมก็สงสัยตลอดเวลาว่าทำไมคนเราจึงต้องปฏิบัติธรรม บางคนปฏิบัติเพราะศรัทธา บางคนอยากจะหนีทุกข์ และเหตุผลที่แตกต่างกันไป คำถามจะไม่มีมากหากคนที่ไปปฏิบัติอายุมาก ดูอยู่วัยกลางคน และวัยชรา แต่หากเป็นวัยรุ่นแบบผมหรือเพื่อนๆ คนอื่นๆ ก็มักถูกมองแปลกๆ ทำนองว่าบ้าหรือเปล่า อยู่ดีๆ ไปปฏิบัติธรรม มีอะไรให้ทำตั้งมากมาย เป็นวัยรุ่นเสียเปล่าไม่เที่ยว ไม่กิน ไม่ดื่ม ทำไมทำอะไรเกินวัย เข้าถึงธรรมะเร็วไป

สำหรับผมแล้ว มีคำตอบอยู่ ไม่กี่อย่างที่ผมเข้าถึงธรรมะเช่นนี้

หนึ่ง ที่ชีวิตผมเปลี่ยนแปลงได้เพราะธรรมะ ตอนที่ปฏิบัติวิปัสสนา 10 วันที่ของท่านโกเอ็นก้า เพราะอยากพักงาน อยากหนีอารมณ์สูญเสียคนรัก จึงเข้าหาธรรมะเป็นที่พึ่ง ให้ยึดเหนี่ยวจิตใจ และตอนนั้นก็ไม่ได้คิดว่าต้องปฏิบัติ หรือศึกษาธรรมะให้ลึก คิดแต่เพียงว่าจะไปปฏิบัติวิปัสสนา 10 วัน ไปพักใจก็เพียงพอ

สอง เมื่อพบกับธรรมะและแนวการปฏิบัติเพื่อนำไปสู่การพ้นทุกข์ที่แท้จริงแล้วเน้น ก็ทำให้จิตใจโน้มเอียงเข้าหาธรรมะและเห็นคุณค่าของการเกิดเป็นคนมากขึ้น จากที่เคยเที่ยวผับทุกอาทิตย์ ดื่มเหล้าบ่อยๆ ก็เปลี่ยนแปลงไป ช่วงนั้นไม่มีใครบอกว่าควรทำตนอย่างไร การเข้าถึงธรรมะคือการเข้าถึงความเป็นธรรมดาของชีวิต หลายคนมักยกตนมาอวดอ้างว่าสนใจธรรมะแต่ไม่ได้จริงจังต่อการปฏิบัติ แต่บางคนก็เฉยๆ แล้วปฏิบัติเงียบๆ ไปเรื่อยๆ ดังนั้น ผมคิดว่าหากอยากพบกับสุขที่แท้จริงหรือสภาวะธรรมะที่สูงขึ้นนั้น จำเป็นต้องเดินตามทางสายนี้ ทางสายเอก ทางแห่งมรรค และสติปัฏฐานสี่

สาม เมื่อเกิดมาเป็นคน หากเราเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม และการเวียนว่ายตายเกิดในสงสารวัฎแล้ว จะพบว่าการได้เกิดมาเป็นคน เป็นมนุษย์นั้น ยากลำบากเพียงใด การที่เราไม่ได้เกิดเป็นเดรัจฉานหรืออบายภูมินั้นย่อมทำให้เราสามารถเข้าถึงธรรมะ เข้าถึงการนำตัวเองไปสู่การหลุดพ้นซึ่งการเวียนว่ายตายเกิดอย่างไม่จบไม่สิ้น ที่สำคัญ มีใครบ้างที่จะรู้ว่าตัวเองจะตาย สิ้นลมหายใจตอนไหน ไม่รู้หรอก บางคนเห็นเช้าตายเย็น เห็นสายตายบ่าย เห็นตอนเย็นตายตอนเช้า ก็มีแตกต่างกันไป ฉะนั้นแล้วเมื่อผมยังมีลมหายใจ เป็นคน ที่มีสติปัญญา มีประสาทการรับรู้ จึงน่าจะเป็นโอกาสที่เหมาะที่จะปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงความหลุดพ้นอย่างแท้จริง นี่คือความไม่ธรรมดา ความหมายและคุณค่าที่เราได้เป็นคน ได้เกิดมาทันคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วเมื่อเป็นเช่นนี้ทำไมเราจึงไม่ใช่ประโยชน์จากการเป็นคน เข้าถึงธรรมให้มากที่สุด

สี่ การเข้าถึงธรรมให้มากของผม ไม่ได้หมายเพียงแค่การอ่านหนังสือธรรมะได้หลายๆ เล่ม หากแต่หมายถึงการดำเนินชีวิตทั้งการให้ทาน การดำรงศีล และการภาวนา คือการพยายามที่จะปฏิบัติธรรม ให้เกิดปัญญา ในความหมายแห่ง "ภาวนามยปัญญา" การเจริญสติเพื่อให้เกิดปัญญานั้นย่อมทำให้เรารู้ทันหลายสิ่งหลายอย่างที่กระทบเข้ามากับตัวเอง คนที่มีธรรมะในใจย่อมไม่จำเป็นต้องทำตัวเคร่งเสมอไป บางคนอาจจะเคร่ง และบางคน ซึ่งรวมถึงผมด้วยก็เคร่งและก็ใช้ชีวิตตามปกติของวัยรุ่นทั่วไป เพื่อให้เข้ากับสังคมเพื่อนๆ ที่อยู่ ที่คบหากัน

อย่างไรก็ตามผมคิดว่าการที่ตัวเองไปมาพบกับธรรมและเข้าถึงได้เพราะหลายสิ่งหลายอย่าง มีปัจจัยทั้งด้านในของตัวเอง และด้านนอกคือ ญาติธรรมที่เป็นกัลยาณมิตรคอนช่วย ตักเตือน แนะนำ สนทนา อยู่สม่ำเสมอ และที่สำคัญ ญาติธรรมที่เป็นวัยรุ่นอย่างผม ก็มีอยู่ไม่น้อยทีเดียว ฉะนี้ผมจึงมั่นใจว่าหนทางที่เราเดินมีคนเดินร่วมทางกับเรามากมาย และมีคนที่เข้าถึงธรรมและพบกับหนทางสูงสุดให้เราได้เห็นมาแล้วหลายต่อหลายท่าน

ความปรารถนาที่จะพ้นทุกข์คือความปรารถนาของจิตนี้ ผมหวังว่าการเข้าถึงธรรมะและการเดินทางไปปฏิบัติเจริญสติที่วัดสุคะโตจะเป็นเข็มทิศนำทางใจของผมให้พบกับปัญญาจากด้านในของตน

2. มารผจญ

เมื่อวางแผนการเดินทางเสร็จสิ้น และพยายามที่จะเคลียร์งานทุกอย่างให้แล้วเสร็จก่อนช่วงส่งท้ายปีเก่า ผมเดินทางออกจากบ้านที่เชียงรายในวันที่ 24 ธันวาคม 2550 เพื่อมาจัดการงานต่างๆ เอกสารที่ คั่งค้างจากการทำวิจัยในโครงการเยาวชนไทยไม่ทอดทิ้งสังคม

ช่วงการเดินทางโดยรถทัวร์จากเชียงรายมายังกรุงเทพฯ ผมนอนไม่ค่อยหลับ เพื่อกลัวหลายเรื่อง กลัวรถจะชน กลัวจะมีมารมาขวางไม่ให้ได้ไปปฏิบัติ

คำว่า "มาร" ในที่นี้ ผมไม่รู้ว่าคืออะไร แต่เท่าที่เคยสัมผัสคือ จะมาเป็นลักษณะของอุปสรรค กีดกันไม่ให้เราไปปฏิบัติ อย่างเช่นบางคนพอจะไปปฏิบัติธรรม ก็ป่วยไม่สบาย หรือ ประสบอุบัติเหตุ หรือว่าคนรอบข้างเราเช่น ญาติพี่น้อง ป่วยไม่สบาย ทำให้เราเดินทางต่อไปไม่ได้ เมื่อก่อนตอนที่ผมจะไปปฏิบัติที่ธรรมอาภา จ.พิษณุโลก ก็เจอแบบอาการป่วยไม่สบายตามร่างกาย ซึ่งผมก็กลัวว่าการจะไปปฏิบัติครั้งนี้ที่วัดป่าสุคะโตจะเป็นแบบนั้นอีก

ทีนี้พออยู่บนรถทัวร์ระหว่างทางไปกรุงเทพฯ ในคืนนั้น รถทัวร์ขับเร็วมากๆ และก็เกือบชนกันสองหน แต่ตอนนั้นก็ตั้งสติตลอดว่า ถ้าจะตายก็ขอให้ตายไปเลย......

สุดท้าย มาถึงกรุงเทพฯ ด้วยความปลอดภัย และใช้เวลาอยู่ในกรุงเทพฯ สอง วัน ก่อนจะเดินทางไปจังหวัดชัยภูมิในวันที่ 27 ธันวาคม 2550 ระหว่างที่อยู่กรุงเทพฯ ได้จัดการเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย ซึ่งเพื่อนที่ทำงานร่วมกันบอกว่าต้องหาเอกสารเพิ่มอีกหลายชุด เกี่ยวกับทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเยาวชน ซึ่งคงต้องใช้เวลาหานานพอสมควร ดีไม่ดีอาจจะไม่ได้ไปวัดป่าสุคะโต ซึ่งเมื่อฟังข้อเสนอแนะเสร็จ ผมก็ได้พยายามที่จะหาเอกสารงานต่างๆ ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และจัดการเตรียมตัวก่อนที่จะเดินทางไปยังวัดป่าสุคะโต เพื่อไม่ให้ขัดขวางต่อการไปปฏิบัติธรรมในครั้งนี้

ในที่สุด ผมก็สามารถจัดการงานได้ทันท่วงที และพร้อมที่จะเดินทางไปยังจังหวัดชัยภูมิ การเดินทางไปวัดป่าสุคะโตที่จังหวัดชัยภูมิ เป็นการเดินทางไปยังที่หมายนี้ครั้งแรก

ผมยังคงระวังตัวและตื่นเต้นอยู่ทุกขณะ

3. บวชใจคือการละวางทางใจ

เดิมทีผมอยากจะบวชเป็นพระนานๆ เท่าที่จะนานโดยไม่มีกำหนดสึก แต่หลายคนรวมทั้งที่บ้าน ยังไม่อยากให้บวชเพราะกลัวจะกระทบกับงาน ต่างๆ ที่ทำอยู่ แม้ว่าตอนนั้นใจของผมจะไปอยู่ในผ้าเหลืองแล้วครึ่งหนึ่ง แต่อีกทางหนึ่งก็ยังตัดไม่ได้ เพราะเรื่องงาน เรื่องครอบครัว และอื่นๆ อีกมากมาย

การบวชหมายถึงการละ, ผมผมยังละไม่ได้ทุกอย่าง ถ้าบวชไปก็คงคล้ายการหนีปัญหา จึงตัดสินใจ ไม่บวชทางกาย ไม่ใส่ผ้าเหลือง ไม่เป็นพระภิกษุ แต่ลองปฏิบัติด้วยการ "บวชใจ" คือ ปฏิบัติเหมือนพระ แต่ไม่ได้เคร่งมากไป แบบนั้น ดูสิว่าจะทำได้มากน้อยเพียงใดในแต่ละวัน แต่ผมเชื่อว่าถึงยังไงสักวันผมก็อาจจะได้บวช หากเหตุ ปัจจัย เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงในทางที่เอื้อมากกว่าเดิม

ยังไงก็ตาม สำหรับคนบ้าน ปกติธรรมดา หรือแม้แต่พี่น้องที่ทำงานเอ็นจีโอ นักพัฒนาหลายคน ก็อาจจะอยากหาโอกาสมาปฏิบัติภาวนา พัฒนาสติอยู่ไม่น้อย ซึ่งช่วงปีหลังๆ ผมเห็นว่าพี่ๆ ทั้งรุ่นใหญ่และรุ่นกลางหลายคนสนใจเรื่อง "มิติภายใน" ค่อนข้างเยอะ แต่หลายคนมักไม่ค่อยมีเวลาได้ทำ เพราะบางครั้งงานหนัก หรือบางคนก็บอกว่า "นั่งสมาธิจะนั่งที่ไหนก็ได้" "ธรรมะอยู่ที่ใจ จะไปฝึกทำไม" หลายคนที่พูดแบบนี้ ยังไม่เคยรู้ว่าจะปฏิบัติอย่างถูกวิธีได้อย่างไรด้วยซ้ำ ซึ่งเมื่อก่อนผมก็คิดแบบนี้นะครับ นั่งหลับตาอยู่นั่นแหละ งมๆ งงๆ ไปมา ไม่รู้หรอกว่าเวลานั่งสมาธิเห็นนู้นนี้ควรทำยังไง เวลานั่งแล้วตัวส่าย หมุนไปมาเป็นอย่างไร ต้องทำยังไง ก็ปล่อยให้งงอยู่ได้หลายปี พร้อมๆ กับทำงานเครือข่ายเยาวชนภาคเหนือไปแบบหนักเอาการณ์

ทีนี้พอใกล้จะสิ้นปี 2549 ตอนนั้นผมอยู่เชียงใหม่ เวลาวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ จะไม่อยากไปไหนอยากหยุดพักผ่อน จนสังเกตตัวเองว่า เกิดอาการขี้เกียจ ไม่อยากทำอะไร อยากพักผ่อน อยากอยู่กับตัวเองเงียบๆ เพราะจะว่าไปตลอดปีที่ผ่านมา ผมเองก็ไม่ค่อยได้นั่งหรือหยุดคิดทบทวนชีวิตตัวเองเป็นจริงเป็นจังสักเท่าไหร่ จะมีก็บางครั้งที่คิดมาก เครียดจนนอนไม่หลับ ถึงได้นั่งสมาธิ ทบทวนชีวิตก่อนเข้านอน เพื่อไม่ให้เก็บมาคิดให้ปวดหัวจนนอนไม่หลับหรือเครียดมากเกินไป นอกนั้นก็มีคนรู้จักหลายคนแนะนำผมเรื่องการให้เวลาตัวเองได้พักผ่อน เพราะเมื่อไหร่ที่ใครได้พบเจอ ก็มักถามว่า "งานยุ่งเหรอ" "ทำไมโทรมจัง" แล้วยังแนะมาว่า "พักผ่อนบ้างนะ" ตบท้ายบทสนทนาก่อนนั้น

บางครั้งพอฟังใหม่ๆ ช่วงแรกๆ ก็กลับไปทำดู แต่พอนานไปๆ ก็หลงลืม ไม่ใช่ว่าปฏิเสธความหวังดีนะครับ เพียงแต่ว่าผมมักมีเหตุผลให้กับตัวเองว่า "ไม่มีเวลา" เสมอ.... ข้ออ้างนี้ยิ่งเป็นเชื้อที่ทำให้ลืมเรื่องที่สำคัญๆ ต่อตัวเองไปมากเลยทีเดียวครับ ที่ผมบอกกับใครๆ หลายคนว่า ไม่มีเวลา อยู่บ่อยๆ เมื่อคนนั้นๆ แนะนำสิ่งดีๆ ให้ทำ เวลามันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนเราที่ต้องบริหารให้ดี บางครั้งคนเราก็ตกอยู่ในหลุมพรางของเวลา ไม่มีเวลาทำนู้นทำนี้ ต่างๆ มากมาย

เวลาที่เรามีกัน มักเป็นเวลาที่ให้กับ "อะไรที่ด่วนๆ" ที่บางครั้งสำคัญ บางครั้งก็ไม่สำคัญ แต่กลับหลงลืม "อะไรที่สำคัญๆ" แต่ไม่ด่วนตั้งมากมาย เช่น การพักผ่อนนั่งคิดทบทวนตัวเอง การปฏิบัติธรรม เป็นต้น สำหรับผมเรื่องเดิมๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตตลอดปีที่ผ่านมา คือ งานและงาน ที่แตกต่างกันไป ทั้งนั่งทำอยู่ที่สำนักงาน ลงพื้นที่อบรม ทำค่ายกับเพื่อนเยาวชน ขีดๆ เขียนงานต่างๆ ประชุม สลับไปๆ มาๆ

บางทีก็สนุกกับงานที่ได้ทำ แต่บางครั้งก็ทำให้ชีวิตด้านต่างๆ ไม่ค่อยสมดุล ทั้งเรื่องครอบครัว พ่อแม่ เรื่องเพื่อนฝูงเก่าๆ ที่ไม่ค่อยมีเวลาติดต่อกันเลย เรื่องการเรียน (อันนี้ไม่อยากพูด แต่ต้องคิด เพราะมันก็ยังสำคัญอยู่) เรื่องสุขภาพตัวเอง บ่อยครั้งที่ไม่มีอะไรทำ ไม่มีงานทำแล้วจะรู้สึกเคว้งคว้าง ทั้งๆ ที่มีเรื่องอื่นๆ มากมายที่เราจะทำ แต่กลับไม่ทำ และอาจจะเป็นเพราะทำงานไปเรื่อยๆ จนทำให้ตัวเองเดินหน้าไปเรื่อยๆ จนไม่ได้หยุดพัก ผมคิดว่าอย่างนั้น แต่เมื่อลองมองดู พิจารณา ไตร่ตรองกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไปเท่าไหร่ ก็ยังกลับหนีไม่พ้นภาวะงงแต่เรื่องงาน รายงาน เขียนโครงการ - สารพัดมากมาย จนไม่ได้ทำเป็นจริงเป็นจัง คือ มันมีเรื่องราวต่างๆ มากมายที่เข้ามา แล้วตัวเองก็สนใจไปเสียหมดทุกเรื่องจนลืมเรื่องที่สำคัญๆ ในชีวิตไป

พอเข้าช่วงท้ายปี ผมก็ได้มีโอกาสหยุดงานยาวๆ ถึง 10 วันเพื่อไปวิปัสสนากรรมฐานที่พิษณุโลก ซึ่งเป็นการสอนโดยท่านอาจารย์โกเอ็นก้า (
http://www.thai.dhamma.org/) ตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ - ผมเดินทางไปโดยละวางงานต่างๆ ไว้เบื้องหลัง ปฏิเสธงานในช่วงที่จะเกิดขึ้นในช่วงวิปัสสนา เพื่อให้เวลาตัวเองได้ทำอะไรที่คิดว่าสำคัญแต่ไม่เร่งด่วนดูบ้าง การวิปัสสนาครั้งนี้ จัดขึ้นที่ศูนย์ธรรมอาภา, ปฏิบัติวิปัสสนา 10 วัน ตามหลักสูตรที่สมัครเข้ามา มีคนเข้าร่วมมากมายหลายคน ทั้งชาย หญิง ผู้ใหญ่ วัยรุ่น พระภิกษุสงฆ์ ชาวต่างชาติ กว่า 50 ชีวิต ผมคงไม่สามารถให้รายละเอียดได้ว่าปฏิบัติอย่างไร ได้ผลอย่างไร นะครับ เพราะไม่อยากสื่อสาร เนื่องเพราะหลายเรื่องผมคิดว่าหากใครอยากรู้หรือทราบว่าเป็นอย่างไรต้องให้เวลากับตัวเองทำแบบนี้ดูบ้าง

อยู่ที่นั่นไม่ได้ใช้โทรศัพท์ และสำหรับผม การไม่ใช้โทรศัพท์ ไม่พูดคุยกับใคร สงบเงียบ นิ่ง อยู่กับตัวเองตลอดระยะเวลา 10 วัน ตอนนั้นนึกไปต่างๆ ว่า จะมีใครโทรมาประสานงานหรือเปล่า? เราไม่อยู่แล้วงานจะเดินไหม? คือผมคิดว่าตัวเองเป็น ?ศูนย์กลางของจักรวาล? หากไม่มีเรางานไม่เดินแน่ แต่ที่ไหนได้ ไม่ใช่แบบนั้นเลย งานเดินได้ตามปกติ โลกหมุนไปเรื่อยๆ ตอนที่ปิดโทรศัพท์ ถือว่าเป็นวิถีชีวิตที่แตกต่างจากที่เป็นอยู่มากๆ ทำให้รู้เลยว่าชีวิตที่เราเป็นอยู่ในสังคมทุกวันนี้ เราอยู่กับความต้องการทั้งนั้น ความต้องการนู่น ต้องการนี่ ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่จำเป็นเลยสักนิด แต่เราก็ต้องการแบบไม่หยุดยั้ง และมีทีท่าว่าไม่จบไม่สิ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อกลับมาทำงานตามปกติ ผมก็เริ่มรู้ในสิ่งที่ทำ และให้เวลากับการพักผ่อนมากยิ่งขึ้น ใส่ใจต่อเรื่องที่ไม่เคยใส่ใจมากขึ้นกว่าเดิม และใช้ชีวิตด้วยธรรมปฏิบัติสม่ำเสมอ จนมาถึงวันที่ผมได้ขอทางบ้านบวชนี่แหละครับ

พอที่บ้านไม่ให้บวชเพราะกลัวลูกจะไปนาน จึงขอให้แค่บวชใจก็พอ บวชใจ พูดง่ายแต่ทำยาก แต่ผมว่าไม่ยากหากทำทีละนิดทีละวัน อยู่ที่ว่าเราจะทำหรือเปล่าเท่านั้นแหละครับ.....

4. สวัสดีชัยภูมิ

ระหว่างการเดินทาง ผมคิดถึงหลายๆ เรื่อง ทั้งที่เกิดขึ้นมาในอดีต และคาดการณ์ถึงเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต ระยะเวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ - ชัยภูมิ ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง ค่าโดยสารรถทัวร์ก็ไม่ถึง 300 บาท (ถูกกว่าค่าเหล้าและกับแกล้มมื้อหนึ่งด้วยซ้ำ)

นั่งคิดไปคิดมา สลับกับการโทรศัพท์หาเพื่อนๆ พี่น้องหลายๆ คน เพื่อทักทายก่อนสิ้นปี

บางคนที่เคยมีเรื่องราว "บางอย่าง" ต่อกันในอดีต ก็ขอ "อโหสิกรรม" ต่อกัน - การขอหรือให้อโหสิกรรมเพื่อไม่ให้จองเวร จองกรรม ผูกกรรม สร้างวิบากใหม่ต่อไปให้เกิดขึ้นแก่กัน

ผมเดินทางจากกรุงเทพฯ ตอนบ่าย 2 และถึงจังหวัดชัยภูมิประมาณ 1 ทุ่ม คุณลุงที่เป็นเพื่อนแม่ มารอรับที่บริษัทรถทัวร์ประจำทางที่จังหวัดชัยภูมิ - ลุงทา คือคำเรียกชื่อลุง

ลุงทา พาผมไปทักทายกับญาติฝ่ายผู้ใหญ่ที่อยู่ในจังหวัดชัยภูมิ บางท่านเป็นผู้อำนวยการเขตการศึกษา เป็นผู้บริหารขนส่งจังหวัดชัยภูมิ ผู้ใหญ่หลายท่านนั่งสรวลเสเฮฮาเพื่อฉลองการเกษียณอายุราชการของลุงคนหนึ่ง

ป้าคนหนึ่งตักปลาเผาและให้ลุงทาชงเหล้ามาให้ผม

"อ่อ...เอ่อ...ขอบคุณครับ ผมทานเนื้อสัตว์ไม่ได้ครับและไม่กินเหล้าด้วย" ผมตอบด้วยความเกรงใจ

ป้าท่านหนึ่งถามว่าทำไม? ผมจึงได้โอกาสบอกว่า ผมกินอาหารมังสวิรัติ และถือศีล 5 จึงไม่สามารถทานเนื้อสัตว์และดื่มเหล้าได้ และได้ขอบคุณในความปรารถนาดีของผู้ใหญ่ทุกๆ ท่าน จริงๆ ผมอยากจะตอบด้วยเหตุผลที่มากกว่านี้ แต่เวลาไม่เอื้ออำนวยเท่าใดนัก เพราะหลายคนอาจงง ว่าทำไมผมต้องทำแบบนั้น ทำไมต้องถือศีล กินมังสวิรัติ เหตุผลมีอยู่ สามประการ

หนึ่ง ในการปฏิบัติวิปัสสนาตามแนวทางมรรคมีองค์ 8 นั้น มีหมวดใหญ่ๆ อยู่ สามอย่างคือ ศีล-สมาธิ-ปัญญา นั่นคือ หากเราจะปฏิบัติสมาธิ-ปัญญัติเราจักดำรงในศีลเพื่อให้ตัวเองเป็นปกติ ไม่ละเมิดศีล แล้วศีลที่บริสุทธิ์ก็จะส่งผลให้เราทำสมาธิได้ดี และการมีสมาธิได้ดีก็จะทำให้เราเจริญสติ เจริญปัญญาได้ดี ทั้งนี้ ปัญญาของเราก็จะเกื้อกูลการรักษาศีลของเราไปไหนตัว

สอง ศีลช่วยกำกับไม่ให้เราทำอะไรที่ไม่ดี เช่น การพูดปด พูดส่อเสียด นินทา ฆ่าสัตว์ ลักขโมยทรัพย์ เพราะการกระทำเหล่านี้จะทำให้เราพบกับผลกระทบต่างๆ ที่จะตามมา ดังนั้นไม่ว่าจะมองทางโลกหรือทางธรรม การรักษาตนในศีลก็ช่วยให้เราไม่พบเจอกับอันตรายใดๆ ที่เข้ามาในชีวิต จากการที่เราทำอะไรผิดๆ

สาม พอปฏิบัติวิปัสสนานานเข้า ก็พบว่าตัวเองโกรธ ที่โกรธเพราะอะไรไม่รู้ ลองดูตัวเองมาหลายวัน ก็พบว่าเพราะทานเนื้อสัตว์ จึงลองตั้งใจไม่กินเนื้อสัตว์ ก็ปรากฏว่าอารมณ์โกรธไม่ค่อยมี เพิ่มเมตตาธรรมในตัวเองเพิ่มมากขึ้น และพอกินไปมากๆ ก็ชินและทำอย่างเป็นปกติติดต่อกันมาหลายเดือน จนพบว่าการทานอาหารมังสวิรัติแม้จะไม่ได้ทานเจ คือ ผมยังคงกินไข่และนมและผักกลิ่นฉุนต่างๆ อยู่ ก็ช่วยลดการเบียดเบียนสัตว์ ไม่ก่อกรรม สร้างวิบากใหม่ๆ ให้เกิดกับสรรพสัตว์อีกด้วย

เหตุผลต่างๆ เหล่านี้ได้ถูกบอกเล่าให้กับเพื่อนๆ ที่สนิทกันฟังอยู่บ่อยๆ จนหลายคนที่รู้จักและเคยกินเคยเที่ยวด้วยกันเมื่อก่อนถึงกับยอมรับกับผมว่า ?รู้สึกไม่คุ้นเคยกับผม? เพราะเปลี่ยนแปลงไปทีละนิด ทีละน้อย ช่วงหลังๆ เวลาใครเขาจะไปเที่ยวดื่มเหล้าที่ไหน ก็จึงไม่ค่อยจะชวนผมไป หรืออย่างมากไปผมก็ไปเที่ยวแต่ดื่มเฉพาะน้ำเปล่าหรือน้ำอัดลมเท่านั้น

การตั้งวงกินอาหาร ทานเนื้อสัตว์อย่างเอร็ดอร่อยก็เช่นกัน หากผมไปพูดแบบว่าไม่อยากเบียดเบียนสัตว์ต่อหน้าพวกเขา มีหวังโดนตำหนิว่าไม่รู้จักกาลเทศะแน่นอน

โชคดีที่การเจอผู้ใหญ่ในวงเหล้าฉลองปลดเกษียรนี้ผมไม่เผลอปากพูดออกไป

ทีนี้พอลุงทา ดื่มเหล้าจนหมดแก้วก็ได้พาผมกลับไปพักค้างคืนที่บ้านของลุงซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองชัยภูมิ ๘ กิโลเมตร และคุยกับผมเพื่อวางแผนการเดินทางในวันรุ่งขึ้น

5. เข้าถึงวัดป่า

ผมเดินทางจากตัวเมืองชัยภูมิจนถึงวัดป่าสุคะโต ด้วยเวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่ง โดยการขึ้นรถสองแถวที่ท่ารถไป "ท่ามะไฟหวาน" จะมีรถสองแถวคอยบริการไม่กี่เที่ยว มีเที่ยวสุดท้ายถึงตอนบ่าย สองกว่าๆ

ผมนั่งรถสองแถว ผ่านอุทยานแห่งชาติแห่งหนึ่ง มองไปรอบๆ ยังพอมีผืนป่าไม้อยู่หลายแห่ง, ผืนป่าต่างๆ ได้รับการอนุรักษ์ อย่างมั่นคงเหนียวแน่น บางแห่งแม้จะเห็นเป็นดอยโล้นๆ แต่ก็ยังคงมีต้นไม้ ผืนป่าอยู่อย่างเรียงราย

ผมนั่งอยู่ด้านหน้ากับคนขับ ถามเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับอุทยาน ผืนป่า และวัดป่าสุคะโต และก็ดูที่จิตและความคิดของตน ไปควบคู่กัน เหมือนกับเพื่อนผมคนหนึ่งที่ได้บอกผมว่า กว่าคนเราจะสามารถเอาใจมาอยู่กับกายได้นั้นต้องใช้เวลาและให้โอกาสตัวเองพอสมควร ซึ่งหลายคนอาจไม่เคยคิดเลยว่าทำไมต้องเอาใจมาอยู่กับกาย หรือเอากายมาอยู่กับใจ เพราะเขาไม่มีโอกาสได้รู้ว่าควรทำอย่างไร ควรทำเมื่อไหร่

บ่อยครั้งที่ "ความสุข" ทางโลก ที่เข้ามากระทบเราทั้งทาง หู ตา จมูก ลิ้น และกาย รวมถึงใจของเรานั้นทำให้เราคิดว่านี่คือความสุขที่แท้จริง แต่หารู้ไม่ว่าการที่รับผัสสะเหล่านั้นมาปรุงแต่งก็กลับทำให้จิตใจของเรามีแต่การสร้างกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว

หลายคนที่เข้าถึงธรรมปฏิบัติ บางคนพบว่าความสุขทางโลกไม่ใช่ทางออกหรือคำตอบของชีวิต พวกเขาจึงเลือกที่จะแสวงหาความสุขอันแท้จริง ความสุขที่เป็นความจริงอันสูงสุด ด้วยวิธีการทางธรรม

เมื่อรถสองแถวมาถึงยังปากทางเข้าวัดป่าสุคะโต รถได้จอดให้ผมลงที่หน้าสถานีอนามัยท่ามะไฟหวาน ผมได้ลงรถและรอพี่ๆ ที่อยู่ในวัด เพื่อให้เขาออกมารับเข้าไปในวัด

ตอนที่เข้าไปในวัดป่าสุคะโต ผมเดินทางโดยไม่คิดว่าจะพบอะไรบ้าง ไม่ได้คิดว่าต้องเจอพระอาจารย์มาสอน เพราะไม่ได้คาดหวังอะไรมากไปกว่า การได้ทำความรู้จักกับ แนวปฏิบัติสาย หลวงพ่อเทียน จิตตฺสุโภ คือการเจริญสติแนวเคลื่อนไหว เพียงเท่านั้น

การมาเยือนที่วัดป่าสุคะโตในช่วงปลายปี เป็นสิ่งที่ดีและเหมาะแก่การปฏิบัติเพื่อละบางอย่างจากทางโลก ผู้คนที่เข้ามาปฏิบัติมีหลายสิบคน ที่วัดนี้เราอยู่กันดั่งญาติมิตร เหมือนที่หลวงพ่อคำเขียน ท่านได้เขียนไว้ว่า "ที่นี่ไม่มีใครแปลกหน้า มีแต่ญาติมิตรที่เพิ่งได้พบกัน"

ไม่มีใครแปลกหน้า, ผมเดินทางมาเพียงลำพัง แต่เมื่อขากลับออกจากวัด ได้พบกับญาติมิตรทางธรรม สองคน คนหนึ่งเป็นไกด์ ชื่อพี่อุ๊ อีกคนเป็นนักออกแบบ ชื่อพี่หนู พวกเราต่างเดินทางมาโดยไม่รู้จักใคร แต่ท้ายที่สุด เมื่อได้ใช้ชีวิตร่วมกันที่วัดก็ได้รู้จักและสนิทกัน จนพี่ๆ คนอื่นๆ ให้สมญาพวกเราทั้งสามว่า "แก๊งหลุมศพ"

เนื่องเพราะคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2550 พวกเราทั้ง 3 คน ได้ร่วมกันเดินจงกรม ที่สุสานภายในวัดป่าสุคะโต พี่อุ๊เดินตรงศาลา พี่หนูเดินตรงหลุมศพ ส่วนผมเดินตรงเมนเผาศพ ที่เป็นเชิงตะกอน โดยเริ่มเดินตอน 3 ทุ่ม แต่ละคนได้ไฟฉายประจำกายและเดินไปในป่ามืดตามลำพัง คนละเส้นทาง เพื่อไปพบกันที่สุสาน - เราใช้เวลาปฏิบัติที่สุสาน จนถึง 5 ทุ่มกว่าๆ พระอาจารย์ปู่ ที่เป็นครูสอบอารมณ์ก็เข้ามารับออกไป

ช่วงที่เดินจงกรมนั้น เป็นการเดินในสถานที่ที่เรามีแต่ "ความกลัว" การเดินก็เพื่อมุ่งให้เรามีสติ อยู่กับปัจจุบันขณะ เรียนรู้ที่จะเฝ้าดูจิตของตน โดยใช้กายเป็นฐานของการปฏิบัติ

ซึ่งแนวปฏิบัติโดยการเคลื่อนไหวทางกายนี้เอง เป็นแนวที่หลวงพ่อเทียนได้สั่งสอนลูกศิษย์มาเรื่อยๆ ทั้งนี้ที่วัดป่าสุคะโต นักแสวงหาทางธรรมที่เดินทางมาเองหรือมากับคอร์สปฏิบัติที่มีการจัดทุกๆ เดือน ก็จะมีที่พักให้ และจะมีการทำวัตรเช้า เย็นร่วมกัน ตอนตี 4 และ 6 โมงเย็น ส่วนเวลาที่เหลือก็เป็นการปฏิบัติ ใครที่นั่งก็เคลื่อนไหวมือตามจุด สร้างจังหวะ และเดินจงกรมเพื่อให้รู้กาย ระลึกรู้ตามกายในตัวเรา

อาหารนั้น เป็นการรับประทานร่วมกัน ตอนเช้า 7 โมง และใครที่จะกินตอนกลางวันก็สามารถห่อใส่ปิ่นโตเอาไว้ทานได้ และอาจเผื่อสำหรับเวลาเย็นด้วย

ผมใช้เวลาอยู่ที่วัดป่าสุคะโต 4 วัน ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2550 ถึง วันที่ 1 มกราคม 2551 และก็ได้เดินทางกลับกรุงเทพฯ พร้อมกับญาติธรรมทั้ง 2 คน

การเดินทางไปยังวัดป่าสุคะโตในครั้งนี้ ผมพบว่า การปฏิบัติที่เคยปฏิบัติกับการปฏิบัติในแนวทางนี้ แม้ว่าจะมีความแตกต่างกันใน "สติปัฏฐาน" จากเดิมที่ใช้ "เวทนา" เป็นฐาน ก็พบ "กาย" เป็นฐาน ซึ่งเราสามารถที่จะประยุกต์เข้ากับตัวเองได้ นั่นคือ หากเรารู้สึกตรงไหน แบบใด ก็เพียงแค่รู้ก็พอ ย้ำ แค่รู้ก็พอ

เวลาเราคิด เกิดอารมณ์โกรธ กลัว เราก็เพียงรู้ แล้วดึงสติกลับมายังฐานสติของเรา ซึ่งแต่ละคนก็อาจมีแนวทางต่างกัน ทว่าหลักใหญ่แล้ว ก็มีสองแบบ คือ "ดูกาย" และ "ดูจิต"

ดูกายก็คือการรู้กาย ดูจิต ก็คือการรู้จิต รู้ใจ ของตน แค่เพียงรู้ก็พอ....

มาถึงตรงนี้ ผมพบว่าอันที่จริงแล้ว เมื่อจิตกับกายเราไม่ได้ล่องลอยหลุดออกจากกันแล้ว เราสามารถที่จะรู้การทำงานของกาย การทำงานของจิต รู้ว่าอันที่จริงแล้ว เราควรดู "ภาวะด้านใน" ของตนมากกว่า ผัสสะภายนอกที่มาในรูปของ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ผ่านทางตา ลิ้น จมูก หู และร่างกายของเรา

เมื่อนั้น เราก็ได้เห็นความคิด อารมณ์ของเรา ที่เกิดขึ้นและดับลงไป เป็นไปตามกฎของไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั่นเอง.....

6. เพื่อนทางธรรม

การปฏิบัติที่วัดป่าสุคะโตนั้น ยังคงมีเรื่องราวที่น่าสนใจอีกมาก แต่เรื่องการปฏิบัตินั้นผมคิดว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่พี่น้องหรือคนที่สนใจจะได้เรียนรู้ด้วยตนเอง นั้นคือเป็น ภาวนามยปัญญา คือ การเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริงด้วยตัวของตน แม้ว่าปัญญาในมรรคองค์ที่ 8 จะได้กล่าวถึง สุตตมยปัญญา และ จิตตมยปัญญา คือ ปัญญาจากการอ่านและฟัง และปัญหาจากการพิจารณาไตร่ตรอง แต่ปัญญาที่สำคัญสุดๆ ก็คือ ปัญญาจากการเรียนรู้ด้วยตนเอง

หลายคนที่ปฏิบัติ มักพบหนทางที่ตนคิดว่าเหมาะสมกับจริตของตน แน่นอนว่าภูมิปัญญาของแต่ละคนต่างกัน ผมหรือลุงก็มีภูมิปัญญาต่างกัน มีความคิด มีจริตที่ต่างกัน ฉะนั้นการที่จะบอกว่าเราจะให้คนนี้ปฏิบัติแบบที่เราปฏิบัติก็คงจะไม่ได้หมายความว่ามันจะเหมาะกับเขามากน้อยเพียงใด

ผมจำได้ว่ามีอาจารย์หลายท่านที่บอกว่าให้เราลองที่จะศึกษาหาแนวทางที่เหมาะสมกับจริตของเรา เช่น หากใครที่เป็นคนคิดมาก มีอารมณ์แปรปรวนไปมา โกรธง่าย กลัวง่าย อาจจะเน้นที่การดูจิต เป็นหลัก ส่วนใครที่ติดกับร่างกาย หน้าตา รูปร่าง ความสวยงาม เป็นต้น ก็อาจเน้นที่การดูกาย - ซึ่งการดูกายดูจิต ถือเป็นหนทางกว้างๆ ของ สติปัฏฐานหรือการเจริญสติวิปัสสนานั่นเอง

การเรียนรู้ของแต่ละคนจำเป็นต้องเกิดจากประสบการณ์ของแต่ละคน ที่จะได้พบ ได้เผชิญ ได้รู้ตามจริงที่ปรากฏ ทั้งกาย เวทนา จิต และธรรม ทั้งนี้หลังจากที่แต่ละคนปฏิบัติกับครูบาอาจารย์แล้ว เมื่อต้องกลับมาปฏิบัติเองก็เป็นความท้าทายอย่างยิ่งของคนนั้นๆ

แม้ว่าหลายคนจะบอกว่าการปฏิบัติจากปฏิบัติที่ไหนก็ได้ เราจะนั่งสมาธิที่ไหนก็ได้นั้น ผมคิดว่าไม่ผิด แต่บางครั้งหากเราปฏิบัติ โดยที่ไม่รู้แนว ทำไปโดยไม่มีหลักที่ชัดเจนหรือทำด้วยความลังเลสงสัย เช่น บางคนนั่งสมาธิแล้วอาจเจอนิมิตต่างๆ หากใครที่รู้ก็จะเท่าทันนิมิต แต่บางคนก็อาจหลงนิมิต ไปยึดติด คิดว่าตนได้หลุดพ้นก็ว่าได้ หรือบางคนอาจจะทำไปแบบช้างตาบอด คือสักแต่ทำแต่ไม่รู้ว่าทำแล้วจะเป็นอย่างไร จะเกิดอะไรขึ้นตามมาบ้าง ดังนั้น การที่เราไปแสวงหาความรู้จากผู้รู้ จากอาจารย์ต่างๆ นั้น ก็น่าจะเป็นส่วนช่วยตัวเราได้ดีไม่น้อย ที่จะทำให้เราเห็นหนทาง เห็นวิธีการและแนวปฏิบัติได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้เมื่อเราไปปฏิบัติในวัด หรือสถานปฏิบัติธรรม แน่นอนว่า สภาพแวดล้อมในพื้นที่ต่างๆ นั้น ย่อมเหมาะสมแก่การปฏิบัติคือเงียบ และสงบ หรือ "สัปปายะ" ต่อเรานั้นเอง หรือแม้แต่บางครั้งก็มีกระแสกิเลส ที่ไม่มากและเอื้อต่อการปฏิบัติของเรากว่าที่บ้านหรือที่หอพักหรือที่ทำงาน

เพื่อนที่ปฏิบัติเหมือนกัน ปฏิบัติแนวเดียวกันนี้เองจะช่วยให้เรามีคนที่คอยเกื้อกูลกันและแนะนำ ตลอดจนสอบถามแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับอารมณ์ของเรา ได้เป็นอย่างดี - ผมเชื่อว่าการที่ปฏิบัติแล้วมีเพื่อนๆ พี่น้องทางธรรมมาช่วยแนะนำและชี้แนะ จะทำให้เรารู้ความก้าวหน้าของตน และมีเพื่อนที่คอยให้กำลังใจ เป็นแรงกระตุ้นให้เราปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่อง

7. ชีวิตประจำวันกับธรรมปฏิบัติ

การปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน คือการทำชีวิตให้เป็นปกติธรรมดา
ธรรมะ คือ ธรรมดาของชีวิต คือ ธรรมชาติ และคือความเป็นสากล
ความทุกข์ไม่ได้แบ่งแยก ศาสนา ความเชื่อ อายุ เพศ อาชีพ

ความทุกข์คือสิ่งปรากฏอยู่ทั่วไป คือสากล ฉะนั้น ธรรมะที่จะทำให้เราพ้นทุกข์ นั้นก็คือหลักสากล ที่ไม่ได้หมายถึงคนที่เป็นพุทธศาสนิกชนเท่านั้น คนที่นับถือศาสนาอื่นๆ ก็สามารถเข้าถึงหนทางแห่งการพ้นทุกข์นี้ได้โดยไม่ได้หมายความว่าคนๆ นั้นต้องนับถือศาสนาพุทธ หากแต่คนๆ ได้พบกับหนทางสายกลางแห่งการดำเนินชีวิตให้เท่าทันทุกข์ และพบสุขอย่างแท้จริง

การปฏิบัติธรรมของผมในชีวิตประจำวัน คือ เช้า ค่ำ นั่งวิปัสสนา ครั้งละ 30 - 60 นาที แล้ว เวลาที่เหลือ ที่ต้องทำงานคือกำหนดตามดูลมหายใจ เป็นหลัก และ เวลากลางวัน ก็เดินจงกรม เวลาทำงาน นั่งหน้าคอมพิวเตอร์ พิมพ์งาน อ่านหนังสือ ขับรถ กระพริบตา เคี้ยวอาหาร กลืนน้ำลาย ก็ตามรู้กายที่รู้สึก คือเมื่อรู้สึกที่ไหนของกายก็รู้ สักแต่เพียงรู้ รู้แล้วไม่ปรุงแต่ง วางใจเป็นกลาง มีอุเบกขา และมีสติเท่าทันความคิด ความรู้สึก อารมณ์ต่างๆ ไม่คิดว่าชอบหรือไม่ชอบ เพราะหากชอบเราก็จะมีความโลภเกิดขึ้น ถ้าไม่ชอบเราก็จะมีความโกรธ ยิ่งเป็นการเพาะเชื้อกิเลสขึ้นไปอีก ดังนั้น จึงดู สักแต่รู้ อย่างเดียว

ทั้งนี้ คนที่ปฏิบัติวิปัสสนา ไม่ได้เป็นคนที่พิเศษไปกว่าคนอื่น หรือ ต้องมีอะไรที่วิเศษแตกต่างจากคนอื่นๆ หรือทำตัวสุดโต่ง ปรามาสคนอื่นว่า คุณไม่ปฏิบัติธรรมคุณดีไม่เท่าฉันหรอก หรือ ยึดติดกับตัวตนของตนเพิ่มขึ้น คนที่คิดเช่นนี้ไม่ใช่นักวิปัสสนา หรือนักปฏิบัติธรรมที่ดี เพราะยิ่งสร้างอุปาทานเกิดขึ้น สร้างความยึดมั่นถือมั่นเพิ่มขึ้น ทางตรงกันข้าม นักวิปัสสนาทั้งหลายควรจะมีเมตตา กรุณา ต่อผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงธรรมะ เพราะเขาอาจจะยังไม่ถึงเวลาธรรมะจัดสรรก็ได้ ดังนั้น สิ่งที่จะช่วยได้คือการแผ่เมตตา แบ่งปันความสุข สงบ ที่ได้รับจากการปฏิบัติให้แก่คนที่ยังเข้าไม่ถึงธรรม เพื่อให้เขาได้พบกับธรรมอันประเสริฐเช่นตัวเรา

8. ธรรมะของนักพัฒนา

นักพัฒนาหลายท่านในภาคเหนือ หรือภาคอื่นๆ ที่ผมรู้จัก ตอนนี้หลายคนก็เริ่มจะเข้าหาธรรมะ เขาหาการปฏิบัติทางสำนักปฏิบัติ หรือวัดสายต่างๆ ผมมักได้ยินเรื่องราวของพี่ๆ ที่รู้จักและนำมาเล่าสู่กันฟัง บางคนก็จับกลุ่มเจอกันและคุยกันในเรื่องต่างๆ เหล่านี้ หรือบางคนก็นัดกันไปปฏิบัติธรรมร่วมกัน

นักพัฒนาที่ได้ออกเดินทางด้านภายในเริ่มมีมากขึ้น การแสวงหาทางจิตวิญญาณมีให้เราได้เห็น เช่น หลายเวทีที่มีการจัด มักจะมีเรื่องเหล่านี้ผนวกรวมเข้าไปอยู่ด้วย

แม้ว่าจะมีหลายคนมองว่านักพัฒนาที่ปฏิบัติธรรมนั้นเป็นพวกที่เห็นแก่ตัว และแสวงหาความสุขของตน จนบางครั้งลืมความทุกข์ของชาวบ้านหรือคนอื่นๆ นั้น ผมว่าเป็นการมองของคนที่ยังไม่เข้าใจ และอาจจะยังไม่ชัดเจนกับสิ่งที่ผู้ปฏิบัติคนนั้นเป็นอยู่ เพราะ บางคนที่ปฏิบัติก็ปฏิบัติจนไม่คิดถึงคนรอบข้าง พูดยกตนข่มท่าน หรือ ทำตัวแปลกแยกแตกต่างอย่างสุดโต่ง

เรื่องต่างๆ เหล่านี้ เกิดขึ้นกับผมที่เปลี่ยนไปหลังจากปฏิบัติวิปัสสนาครั้งแรกเมื่อสองปีก่อน เพื่อนพี่ๆ ที่รู้จักกันหลายคน มองว่าเป็นจริตศรัทธา คือมองว่าเป็นค่านิยมชั่วครู่ หรือเป็นความฮิตชั่วคราว บางคนถึงกับบอกว่าผมเปลี่ยนไป พูดไม่รู้เรื่อง และ ทำตัวไม่ค่อยคุ้นเคย

ไม่ผิดที่ผมจะเปลี่ยน - และไม่ผิดที่คนๆ หนึ่งจะเปลี่ยนเมื่อได้พบกับธรรมะ

อันที่จริงคนเราเปลี่ยนแปลงทุกๆ วัน ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ ไม่ว่าจะดีใจหรือเสียใจ ไม่ว่าจะเหนื่อยหรือมีพลัง สิ่งเหล่านี้คือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับพวกเราทุกๆ วัน และทุกๆ ลมหายใจ การเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งที่เราพึงระลึกคือ ความตาย

ความตาย อาจเกิดขึ้นกับเราในลมหายใจต่อไป, วันนี้ เวลานี้ เรายังมีชีวิต มีลมหายใจ เราไม่อาจรู้ได้ว่าเราจะตายเมื่อไหร่ ตอนไหน หากวันนี้เป็นวันแรกของชีวิตที่เหลืออยู่ จะดีไหมที่เราจะเข้าถึงธรรมะก่อนสิ้นลม...

9. ขอบคุณ

ขอบคุณลุงชัช มากนะครับที่แนะนำให้ผมได้ไปปฏิบัติสายหลวงพ่อเทียน

ขอโมทนาบุญที่ผมได้กระทำไปในธรรมะปฏิบัติแด่ลุงชัช และครอบครัว รวมทั้งพี่น้องนักพัฒนาทุกๆ ท่าน ขอให้ธรรมะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของพี่ๆ น้องๆ และพบกับความสุขที่แท้จริงของชีวิต

ด้วยความเคารพ...... 

คัดลอกมาจาก http://www.thaingo.org/writer/view.php?id=701

ความคิดเห็น

เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่แสดงความคิดเห็นได้
กรุณาเข้าสู่ระบบหรือสมัครสมาชิก

Powered by AkoComment 2.0!

ลงนามกำลังใจ
สมัครสมาชิกเว็บไซต์
ติดต่อเรา
เพื่อนบ้าน
กระดานสนทนา
ข่าวฝากประชาสัมพันธ์
Email 4 Staff
ภาพความหมาย
12_resize.jpg
ปักหมุดประกาศ

Image สารเพื่อนเสม  ข่าวสารองค์กรเครือข่าย มูลนิธิเสฐียรโกเศศ - นาคะประทีป จดหมายข่าวราย 2 เดือน ปีที่ 4 ฉบับที่ 30 กรกฏาคม - สิงหาคม 2551 อ่านสารเพื่อนเสม 

Image ปาจารยสาร ฉบับ "มีอะไรก็กินไปเถอะ" || สมัครสมาชิก || บอร์ดชาวปาจารยสาร || 
ปีที่ 32 ฉบับที่ 5 พฤษภาคม-มิถุนายน 2551
วรรณกรรมไท้ยไทยที่สันติบาลไม่ควรพลาด (เก็บ)
รธน. อภิชน VS รธน.ประชาชน คนแบ่งข้าง รัฐธรรมนูญแบ่งขั้ว
Dead Man Walking ... โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
The Shock Doctrine ประวัติศาสตร์เปื้อนเลือดของอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ โดย สฤณี อาชวานันทกุล
กินเปลี่ยนโลก : คืนสู่วิถีอันหลากหลาย
ชวนฟัง 6 ทรรศนะ นักเคลื่อนไหวด้านอาหารและทรัพยากร

 อยากอ่านติดต่อไปที่ โทรศัพท์ 02- 8603527 หรืออีเมล์

Image พายุไซโคลนถล่มพม่า ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม
หลั่งไหลบริจาคกันมากมาย นับเป็นความมีน้ำใจของคนไทยสู่เพื่อนชาวพม่าผู้ประสบภัย
 

เนื่องด้วยภัยพิบัติครั้งร้ายแรงเมื่อพายุไซโคลนนาร์กิสเข้าถล่มในหลายพื้นที่ของประเทศพม่าเพื่อนบ้านของประเทศไทยเรา ยังผลให้เกิดความสูญเสียย่อยยับทั้งทรัพยากรธรรมชาติ บ้านเรือน และชีวิตของผู้คนนับหมื่นนับแสน ผลพวงของเหตุการณ์ทำให้ชาวพม่าที่รอดชีวิตมาได้ต้องประสบกับภาวะยากแค้น ขาดแคลนอาหาร น้ำสะอาด ยารักษาโรค และกำลังรอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ทั้งในเรื่องการซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ฟื้นฟูอาชีพ รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องได้รับการบำบัดสภาพด้านจิตใจจากองค์กรทางด้านศาสนา ซึ่งก็ล้วนแต่ต้องใช้ระยะเวลาและงบประมาณสนับสนุนจำนวนมากแทบทั้งสิ้น รายละเอียด

สถิติ
ผู้เยี่ยมชม: 2597062
   หน้าแรก arrow สิกขาปริทัศน์ (บทความ) arrow สรรสาระ : จดหมายถึงลุงชัช : เดินทางภายในที่วัดป่าสุคะโต