|
ผู้ที่สนใจการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม มักจะคุ้นเคยกับคำคำนี้นะคะ "อาหารครบรูป : Whole Food" พวกเราส่วนใหญ่พอเห็นคำว่า อาหารเต็มรูป หรืออาหารครบรูปก็นึกถึงข้าวกล้อง ธัญพืชไม่ขัดขาว แป้งไม่ขัดสี
จริงๆ แล้ว คำว่า Whole Food ในความหมายจริงๆ ไม่ได้จำกัดความเพียงแค่การไม่ขัดสี ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องของ whole grain คือเรื่องข้าวเรื่องถั่ว แต่ อาหารเต็มรูป คือ อาหารที่เรากินทั้งหมด ทุกส่วน ทั้งตัว ทั้งผล ทั้งหมดจริงๆ ศาสตร์แมคโครไบโอติกส์พูดถึงเรื่องการกินอาหารเต็มรูป ก็หมายความตามนั้น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเรากินปลา ความหมายของอาหารเต็มรูป ก็คือ ปลาทั้งตัว หัวหาง ก้าง พุง .. ถ้าเป็นผัก ก็ควรเป็นผักทั้งต้น ราก ใบ ดอก ซึ่งเมื่อความหมายเป็นเช่นนี้ก็ต้องคงนึกภาพออกว่าเป็นไปได้ยากที่เราคนเพียง 1 คน จะรับประทานได้ มันจะง่ายขึ้นหากเราใช้ชีวิตตามหลักแมคโครไบโอติกส์โดยที่อยู่ร่วมเป็นชุมชน เป็นสังฆะ เป็นครอบครัวขยาย เราคงสามารถกินแครอทได้ทั้งหัว กินฟักทองได้ทั้งผลแทนที่จะกินทีละเสี้ยวอย่างในปัจจุบันที่เป็นอยู่ แต่หากเราทำไม่ได้ เราไม่มีชุมชน เราอยู่คนเดียว หรือ 2 คน ขอให้ศึกษาการหั่นผักในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้เราใช้พืชผักได้ค่อนข้างครบทุกส่วน (รายละเอียดมีอยู่ในหนังสือ คู่มือปรุงอาหารแมคโครไบโอติกส์) ตัวฉันเองคิดว่าถ้ามีโอกาส การได้ทำอาหารหม้อใหญ่ๆ ไว้แลกเปลี่ยนกับเพื่อนบ้าน หรือแบ่งกันกิน ก็ค่อนข้างสนุกสนานได้รสชาติดี ได้ความสัมพันธ์ใหม่ๆ ซึ่งความสัมพันธ์ก็เป็นสาระหนึ่งด้วยของคำว่า "สุขภาพ" อย่างไรก็ตาม ในฐานะคน คนหนึ่งเราควรได้กินอาหารแบบครบรูปให้ได้มากที่สุด ซึ่งแน่นอนอาหารครบรูปในแบบที่ง่ายที่สุดก็ได้แก่เหล่าธัญพืช และอาหารที่แปรรูปมาจากธัญพืชนั่นเอง อาทิเช่นข้าวกล้อง ธัญพืชไม่ขัดสี เต้าหู้ แม้กระทั่งงาก็ควรกินชนิดที่ไม่ขัดสีเช่นกัน (งาขาวมี 2 ชนิด โดยทั่วไปที่เราเห็นนั่นคืองาที่ขัดแล้ว ถ้ายังไม่ขัดจะเรียกว่างากล้องสีขาวตุ่น หรือมีงาอีกชนิดที่ไม่ขัดเช่นกันเม็ดเล็กมาก เรียกว่า งาขี้มอด เราควรเลือกงาในลักษณะนี้) กินปลาเล็กปลาน้อย สัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้ง ปลาเล็กปลาน้อยนั้นถือเป็น Whole Food เพราะเราสามารถรับประทานได้ทั้งตัว ไม่เว้นแม้แต่ก้างและเกล็ด ผักก็เช่นกันเราควรที่จะกิน หรือหาวิธีปรุงผักให้ได้ครบทั้งต้น ยกตัวอย่างเช่น แครอท เมื่อพูดถึงแครอท เรามักนึกถึงเฉพาะหัวแครอท แต่ความจริงแครอทยังมีส่วนที่เป็นก้านใบ ที่อาจติดอยู่กับหัว และมีเปลือกที่เราไม่ได้นึกถึง (ตรงนี้จะเห็นว่า ถ้าเราซื้อแครอทที่ปลูกในบ้านเรา ในท้องถิ่น เราจะได้ในส่วนที่เป็นก้านใบติดอยู่ แต่หากเราซื้อแครอทนอก อาจเป็นแครอทจีน หรือออสเตรเลีย เราจะไม่ได้ส่วนนี้) วิธีการใช้แครอทก็คือ ในส่วนของก้านใบนั้น ให้นำมาหั่นล้างทำความสะอาด ต้มเป็นส่วนหนึ่งของน้ำซุป แล้วกรองเอากากออก ส่วนเปลือกนั้นไม่ต้องปอกทิ้ง แครอทเป็นผักที่เราสามารถกินได้ทั้งเปลือก ล้างทำความสะอาดให้ดี โดยใช้ผ้าขาวบางหรือผ้านุ่มๆ ถู ขัด เอาเศษดินทรายออกให้หมด แล้วก็หั่นนำไปปรุงอาหารได้ตามต้องการ ความจริงแล้วการกินอยู่อย่างไทยพื้นบ้านของเรานั้น สอดรับกับศาสตร์แมคโครไบโอติกส์อยู่มากทีเดียว การกินอาหารตามฤดูกาลและอาหารท้องถิ่นนั้นหากสังเกตให้ดีจะพบว่าเป็นการกินอาหารครบรูปอย่างน่าอัศจรรย์ ยกตัวอย่างเช่น เรากินแกงส้มดอกแคในช่วงต้นฤดูฝน แต่ในยามที่ต้นแคไม่ออกดอกเราก็เก็บยอดแคมาลวกจิ้มน้ำพริก เรากินแกงจืดใบตำลึง แต่ในฤดูแล้งที่ใบตำลึงแก่จนเกินแกง เราก็ใช้ลูกตำลึงมาทำแกงคั่ว แกงเผ็ด , ปลา 1 ตัวนั้น ชาวปักษ์ใต้ไม่ได้กินเฉพาะเนื้อปลา แต่ก้างปลาก็นำไปโขลกกับน้ำพริกด้วย เครื่องในปลาก็นำมาหมักดองพลิกแพลงทำอาหาร, กล้วย 1 ต้น เมื่อกล้วยแก่จัด แม่มักจะเก็บส่วนหนึ่งไว้บ่มรอให้สุกเพื่อกินเป็นของหวาน อีกกล้วยดิบนำมาแกง (ชาวใต้แกงกล้วยดิบทั้งเปลือก) หยวก(ต้นอ่อน) ก็นำมาแกง นำมาลวงจิ้มน้ำพริก , สิ่งเหล่านี้เป็นทั้งศาสตร์ ศิลป์ ที่ได้คุณค่าโภชนาการ เป็นอาหารครบรูป และยังถือว่าใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ไม่เปล่าประโยชน์ เสียดายที่ยิ่งนานนับวันองค์ความรู้เหล่านี้ก็จะค่อยเลือนหายไปจากชีวิตของพวกเรา ก่อนจบฉันขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้เล่าถึงสถานการณ์อาหารสักนิดหน่อยนะคะ ในช่วงปี 2551 นี้ เราคงรับรู้โดยทั่วกันว่า ข้าวของราคาแพงขึ้น ส่วนใหญ่เราคิดว่าเป็นเพราะปัญหาจากราคาน้ำมัน ต้นทุนการขนส่ง แต่นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ปัญหาที่คนส่วนใหญ่ในบ้านเรายังไม่ทันได้ตระหนักก็คือ เรากำลังผลิตอาหารได้น้อยลง ในภาคเกษตรกรรมเห็นได้ชัดเจน ในภาคขององค์กรพัฒนาเอกชนได้พูดถึงคำว่า "ความมั่นคงทางอาหาร" มากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ในราชสำนัก แต่คนชั้นกลาง และภาคราชการกลับยังไม่ตระหนักถึงปัญหานี้ เราควรจะรู้กันว่าแม้เราจะเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ แต่นั้นเป็นอดีต มีความเป็นไปได้สูงทีเดียวที่ไทยจะต้องนำเข้าข้าว เพื่อเลี้ยงคนในประเทศในอนาคตอันใกล้นี้หากภาคเกษตรกรรมยังถูกละเลยอย่างทุกวันนี้ เราปลูกข้าวได้น้อยลง ในทะเลมีจำนวนปลาน้อยลง เรามีแหล่งน้ำสะอาดน้อยลงด้วย ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดเฉพาะบ้านเราเท่านั้นแต่เป็นสถานการณ์ของโลกที่รับรู้โดยทั่วกันว่า "เรา" กำลังเริ่มเข้าสู่ภาวะขาดแคลนอาหาร ในภาคการส่งออกเราถูกขอให้ลงนามในสัญญาว่าด้วยการที่เราจะต้องส่งออกอาหารไม่น้อยกว่าปริมาณที่ตกลงกันล่วงหน้า 2 ปี ในหลายประเทศเพื่อนบ้าน เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย...พิจารณาลดปริมาณการส่งออก เพราะเกรงว่าอาหารจะไม่พอเลี้ยงคนในประเทศ.... ประเทศในแถบอัฟริกาเกิดภาวะขาดแคลนที่ชัดเจนเพราะธัญพืชที่เคยใช้เป็นอาหารถูกนำไปใช้ผลิตเป็นพลังงานเชื้อเพลิงทดแทนน้ำมัน...บรรษัทผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอ ใช้โอกาสนี้ประกาศว่าทั่วโลกควรให้การสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ชนิดนี้เพื่อมิให้เราต้องสูญเสียอาหารให้กับโรคและแมลงศัตรูพืช เพื่อมีอาหารอย่างเพียงพอ แต่เราอย่าลืมว่าเมล็ดพันธุ์ชนิดนี้เป็นเมล็ดพันธุ์ผูกขาดโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ และนั่นคือการผูกขาดอาหารอย่างสิ้นเชิง นี่ยังไม่ต้องเถียงกันว่า มันปลอดภัยหรือไม่อย่างไร ....การโหมใช้สารเคมีทางการเกษตรอย่างหนักในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ผสานกับการแปรปรวนของสภาพดินฟ้าอากาศอันเกิดจากภาวะโลกร้อน ยิ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยากแก่การทำนายถึงปริมาณ ผลผลิตทางการเกษตร เราอาจมีพืชผลบางชนิดล้นตลาด ราคาตกต่ำอย่างมาก ไปจนถึงการขาดแคลนพืชผลบางชนิดและเมล็ดพันธุ์บางอย่างอาจสูญพันธุ์ไปแล้ว.... ฉันไม่รู้ว่าโลกของเรากำลังจะดำเนินไปในทิศใดในอนาคต ฉันนำเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังเพื่อให้เรารับรู้ร่วมกัน และเพื่อจะบอกว่า สิ่งหนึ่งที่พวกเราสามารถทำได้ทันทีซึ่งดีต่อสุขภาพของเราเองและสุขภาพของโลกด้วย ก็คือการบริโภคอย่างพอประมาณและเห็นคุณค่า แมคโครไบโอติกส์สนับสนุนการบริโภคอย่าง "พอประมาณ" เราไม่จำเป็นต้องอดข้าว หรือ อดมื้อกินมื้อ เพื่อแสดงความประหยัด แต่จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องกินอาหารอย่างรู้คุณค่า และเชื่อมโยงอาหารที่เราได้มาเข้ากับร่างกายของเรา การงานของเรา โลก และเพื่อนมนุษย์ และนี่คือสาระของแมคโครไบโอติกส์ ศาสตร์แห่งสุขภาพองค์รวม สู่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่และดีงาม เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่แสดงความคิดเห็นได้ กรุณาเข้าสู่ระบบหรือสมัครสมาชิก Powered by AkoComment 2.0! |