+ + + + + ยินดีต้อนรับสู่ www.semsikkha.org + + + + + + + + + + ยินดีต้อนรับสู่ www.semsikkha.org + + + + +
ปฏิทินกิจกรรม
July 2008 August 2008
สัปดาห์ที่ 27 1 2 3 4 5
สัปดาห์ที่ 28 6 7 8 9 10 11 12
สัปดาห์ที่ 29 13 14 15 16 17 18 19
สัปดาห์ที่ 30 20 21 22 23 24 25 26
สัปดาห์ที่ 31 27 28 29 30 31
Login Form
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
เครือข่ายของเรา
Baandin.org
Sulak-sivaraksa.org
suan-spirit.com
siambaandin
semsikkhalai
สำนักพิมพ์เสมสิกขาลัย
สถาบันต้นกล้า
เสขิยธรรม
มันตรานิวาส
ป๋วยเสวนาคาร
ตัวกูของกู มิวสิค
สันติสิกขา
wechange555.com
INEB
เคล็ดไทย

สนใจแลกลิงค์




หลากชีวิตจากลุ่มน้ำอิระวดี : Careless Talk ตอนที่ 5.น้ำหลาก PDF พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย เจ๊าะหม่องหม่องญุ๊นต์ แปลโดย ศรีสุดา ชมพันธ์   

ท้องฟ้าทางทิศตะวันออกดำมืดราวกับสีหมึก พายุกำลังก่อตัวขึ้นที่ภูเขาฝั่งตะวันตกของเทือกเขา ตรงนั้นคือจุดเริ่มต้นลำธารสองสายของหมู่บ้านอองมเยโกง ภูเขาลูกนั้นอยู่ทางทิศตะวันตกของเทือกเขา แต่อยู่ทางทิศตะวันออกสำหรับเรา โดยเหตุที่สิ่งเหล่านี้สัมพันธ์กันเสมอ เมื่อใดที่ท้องฟ้าทางฝั่งตะวันออกมืดมิด เราจึงรู้กันว่าต้องระวังตัวเอาไว้เพราะกระแสน้ำอาจไหลเอ่อขึ้นมากะทันหัน แล้วกวาดพัดเราไป มันเกิดขึ้นแล้วบ่อยครั้ง

นาของโกจีหละอยู่ระหว่างลำธารทั้งสองสาย ลูกสาวของเขาทำงานในช่วงที่มีมรสุม ขณะที่เธอกลับมาจากทุ่งนาในเย็นวันหนึ่ง อยู่ ๆ ฝนก็ตกลงมา น้ำไหลท่วมมาถึงลำธาร

ผู้หลักผู้ใหญ่เตือนเธออยู่เรื่อย ๆ ว่าอย่าริข้ามลำธารตอนน้ำกำลังหลาก แต่เด็กสาวไม่ใส่ใจ ด้วยเหตุนี้ กระแสน้ำจึงพัดพาเธอไปกระแทกเข้ากับซุง เมื่อชาวบ้านรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นและวิ่งออกมาค้นหา เด็กสาวก็จากไปเสียแล้ว

อีกคราวหนึ่ง ผู้หญิงสองคนกำลังกลับจากหม่องมะลก พวกนางมีแผงขายของในตลาดที่นั่น เมื่อมองเห็นท้องฟ้ามืดมิดที่อยู่ทางทิศตะวันออก ทั้งสองจึงรีบเร่งกลับบ้าน แต่กว่าจะไปถึงลำธาร มันก็สายเกินไปเสียแล้ว กระแสน้ำกำลังไหลพุ่งลงมาจากภูเขา

"ฉันจะทำยังไงดี" คนหนึ่งแผดเสียง "ฉันทิ้งลูกสาวอายุแค่สามขวบไว้คนเดียว ฉันยังไม่ได้ทำอาหารเลย ลูกคงหิวมาก ฉันต้องข้ามไปแล้ว"

"อย่าเสียสติไปหน่อยเลย เธอยังข้ามไปไม่ได้ เราต้องรอก่อน"

แต่นางทนรอต่อไปไม่ไหว และขณะที่ก้าวขาลง กระแสน้ำก็พัดพานางจากไป เพื่อนของนางกรีดร้องขอความช่วยเหลือแต่ไม่มีใครได้ยิน  ชาวบ้านค้นหาร่างไม่พบ และไม่รู้เลยว่านางเป็นหรือตาย

มีอยู่วันหนึ่ง เด็ก ๆ เพิ่งกลับมาจากโรงเรียนบ้านตันบูละที่อยู่ในหม่องมะลก น้ำป่ากำลังไหลลงสู่ลำธาร เด็ก ๆ ถูกทิ้งให้ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ลำธารฝั่งตรงข้าม พ่อแม่ต้องส่งห่อข้าวข้ามฝั่งไปให้ เพราะเด็ก ๆ ต้องอยู่ต่อไปจนกว่าระดับน้ำจะลด

เราสร้างสะพานไม่ได้ เพราะลำธารกว้างเกินไป และบริษัทสัมปทานไม้ก็ล่องท่อนซุงมาตามลำธาร อาจจะชนเสาค้ำทำให้สะพานพังลงมาได้ เราต้องเสียวัวงาม ๆ สองตัวไปกับกระแสน้ำ จนใคร ๆ ก็พูดกันว่าโชคร้ายเหลือเกิน สามวันต่อมาซากวัวเน่าของเราจึงโผล่ขึ้น เด็กนักเรียนชายคนหนึ่งถูกน้ำพัดพาไป พบศพอันเน่าเปื่อยของเขาใกล้ ๆ เมียวหละ มีอีกหลายเรื่องที่เหมือนกรณีของเด็กคนนี้ แต่ข้าพเจ้าขอไม่เล่ารายละเอียด

* * *

แม่ลูกคู่หนึ่งเข้ามาพักที่อองมเยโกง ทั้งด่อเต้ดญุ่นและขิ่นหม่องตินต่างเป็นคนสุภาพและมารยาทเรียบร้อย พ่อของด่อเต้ดญุ่นเป็นคนในหมู่บ้าน แต่หนีไปตั้งแต่ยังรุ่น ๆ บาทหลวงคริสเตียนที่อยู่ในเมืองเป็นคนเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่เขา พอเข้าร่วมกับชุมชนชาวคริสต์แล้ว เขาก็ไม่ได้ติดต่อกับครอบครัวเดิมอีกเลย เขาแต่งงานกับผู้หญิงจากเมืองมงยะหว่า มีลูกสาวด้วยกันสองคนและลูกชายอีกหนึ่ง เมื่อพ่อตายไปแล้ว ลูก ๆ ก็อยากกลับมาติดต่อกับครอบครัวเดิมของพ่อ แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นค้นหาตรงไหน

น้องสาวของด่อเต้ดญุ่นเป็นหมอในโรงพยาบาลย่างกุ้ง วันหนึ่งมีพระแก่มาหานางพร้อมทั้งแนะนำตัวว่าเป็นญาติคนหนึ่ง นางทั้งประหลาดใจและดีใจที่จะได้กลับไปติดต่อกับครอบครัวของพ่อ

พระรูปนั้นเป็นสยาดอแห่งวัดมะโส้ยินของหมู่บ้านอองมเยโกง ลูกชายของด่อเต้ดญุ่นเป็นนักศึกษาอยู่ที่สถาบันเทคโนโลยีย่างกุ้ง พระท่านจัดการให้สองแม่ลูกได้มาเยือนหมู่บ้าน พวกเขาพักกับญาติของด่อเต้ดญุ่นที่ชื่อมมีน มมีนเป็นหลานของสยาดอ มีลูกสาวหนึ่งคนชื่อชุยซิน ชุยซินประทับใจกับญาติคนใหม่ผู้รูปงามของตนมาก

ขิ่นหม่องตินรูปร่างสูงและสะโอดสะอง พอเขาปรากฏตัวขึ้นในหมู่บ้าน หัวใจสาวบ้านนาทั้งหลายก็สั่นระรัวทันที  "ชุยซิน ถ้าเธอยอมยกญาติสุดหล่อนั้นให้ฉัน ฉันสัญญาเลยว่าจะทำกับข้าวให้เธอกินไปจนตาย"

"ฉันล่ะอยากจะหัวเราะ ยัยซื่อบื้อ! เขาดีเกินไปสำหรับเธอย่ะ"

"ตอนนี้อยากจะพูดอะไรก็พูดไปเถอะ รอเอาไว้ให้เรามาเกี่ยวดองกันเพราะฉันแต่งงานกับญาติเธอเสียก่อนเถอะ เชอะ"

เย็นวันนั้น ชุยซินลากรถเข็นลงไปตักน้ำที่ลำธารมาให้แขก เธอเดินผ่านขิ่นหม่องตินที่กำลังอาบน้ำ "ตามสบายเลยนะ พ่อคนเมือง อาบน้ำให้สบายเลย ไม่ต้องเกรงใจ".

"เธอต้องไปเอาน้ำที่ลำธารทุกวันเลยหรือ" เขาถาม "รู้ไหม พี่รู้สึกละอายมากที่ต้องมาอาบน้ำอย่างนี้"

"พี่ไม่ควรคิดอย่างนั้น" เธอว่า "แล้วฉันก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่พี่กับแม่มาเป็นแขกของเรา ได้ตักน้ำให้คนในครอบครัวเราเองถือเป็นเกียรตินะ"

"พี่อยากไปตักน้ำด้วย พี่ไม่เคยนั่งรถวัวลากอย่างนี้มาก่อน"

"ไม่เหมือนรถหรู ๆ ที่เด็กเมืองอย่างพี่คุ้นเคยสักนิดเลย"

"พี่รู้ว่ามันไม่เหมือนกัน แต่ชาวบ้านที่นี่ก็ดูแลเกวียนของเขาไม่ต่างกับที่คนเมืองดูแลรถหรอก เขาเลี้ยงวัวจนขนมันขลับเพื่อเอาไว้แข่ง ก็เหมือนกับที่คนเมืองซื้อรถแข่งที่เงาวับ พี่เห็นเกวียนเล่มงามออกจากหมู่บ้านเมื่อตอนเย็น"

"ใช่ เราก็มีอย่างนั้นอยู่เล่มหนึ่ง"

"จริงรึ มันสวยมากเลย"

"อืม ถ้าพี่อยากนั่งเกวียนเล่น งั้นพรุ่งนี้ฉันจะเตรียมไว้ให้"

วันต่อมา ทั้งคู่ก็นั่งเกวียนออกไปวัด ทั้งคู่นั่งอยู่ข้างหลังลูกจ้างในนาที่ช่วยงานครอบครัวของชุยซิน ขณะที่รถกระโดดขึ้นกระโดดลงนั้น เนื้อตัวของพวกเขาก็สัมผัสกัน ความรู้สึกนั้นเหมือนกระแสไฟ ถึงแม้ว่าทั้งสองคนจะไม่กล้าสบตากันหรือว่าพูดอะไรกันเลย

เพราะเคยมีชีวิตอยู่ในเมือง ทุกอย่างจึงดูใหม่และแปลกตาไปหมดสำหรับขิ่นหม่องติน หลักชี้เขตที่ดินที่เขาคุ้นเคยนั้นทำด้วยคอนกรีต ถนนโรยกรวดและก็กว้าง ผู้หญิงที่นั่นแต่งตัวด้วยชุดผ้าไหม ผ้าแพร และผ้ากำมะหยี่ หน้าก็พอกแป้ง ในชนบทหม่องตินเห็นเพียงท้องทุ่งเขียวขจี และใบหน้าสดใสของสาว ๆ ที่ปะแก้มด้วยทานาคา

ร่างกายของเขาแน่นและแข็งแรง แต่ร่างกายของเธอก็ไม่ได้ด้อยไปกว่า ชุยซินตักน้ำมาจากลำธารทุกวัน ไม่เหมือนสาวชาวกรุงที่หาน้ำได้จากก๊อก เธอแข็งแรงเพราะทำงานหนัก ผู้หญิงแข็งแรงย่อมให้กำเนิดเด็กที่แข็งแรงด้วย เด็กที่แข็งแรงก็จะช่วยให้ประเทศชาติมั่นคง เขาชอบผู้หญิงแข็งแรง

* * *

มะมมีนขอให้ด่อเต้ดญุ๊นว่าพาไปดูที่ดินที่อยู่ระหว่างลำธารสองสาย เพราะครั้งหนึ่งพ่อของนางเคยทำงานที่นั่นมาก่อน ทั้งสองเดินเลียบฝั่งคลองหม่องมะลกไปสวน ผลไม้กำลังสุกและแตงกำลังเหลืองยั่วยวน

"ตอนที่พ่อของพี่ยังทำงานอยู่ที่นี่ ที่นากว้างกว่านี้และดินก็ดีกว่านี้ด้วย ตอนนี้ลำธารเปลี่ยนเส้นทางไปแล้ว และก็กัดเซาะดินออกไปมาก เลยกลายเป็นว่าคนที่เขาอยู่อีกฝั่งหนึ่งได้ที่ดินมากกว่าเดิม ตานั่นก็เลยรวยไป"

"แต่ไม่ยุติธรรมเลยนี่ ถึงแม้ว่าลำธารจะเปลี่ยนสาย ที่ดินนั่นก็ยังเป็นของเธออยู่ดี เธอน่าจะทวงกลับคืน"

            "พี่ไม่เคยได้ยินบ้างหรือว่าหน้าร้อนทีไร คนก็ทะเลาะกันทุกทีว่าใครควรจะได้ถือครองที่ดิน"

            "พี่ก็เคยได้ยินเรื่องนี้บ้างเหมือนกัน ตอนที่อยู่ในมะกวา"

            "นั่นแหละ ที่นี่ก็เหมือนกัน ถ้าลำธารตัดที่ดินผู้ใดออก ผู้นั้นก็ต้องสูญมันไป นั่นเป็นสิ่งที่กฎหมายว่าเอาไว้"

            "ไร้สาระ พี่ไม่เห็นเข้าใจเลยว่ามันจะเป็นกฎหมายไปได้อย่างไรกัน"

            "นั่นเพราะว่าพี่เป็นคนเมืองหรอกจ้ะ เราเป็นคนบ้านนอก มีชีวิตอยู่ได้ด้วยผืนดิน เราชินกับการทะเลาะกันเรื่องเขตแดนแล้วล่ะ"
            "กฎหมายที่สร้างขึ้นตามธรรมชาติของมนุษย์นี่ซับซ้อนจนทำให้เราสับสนกันไปหมด"

            "จริงจ้ะ เราทะเลาะกันตลอดเลย" มะมมีนรับ แม้ไม่ค่อยเข้าใจในประโยคสุดท้ายของด่อเต้ดญุ๊น นางก็ไม่ได้หวังจะเข้าใจนัก เพราะอันที่จริงแล้วด่อเต้ดญุ๊นเป็นผู้หญิงที่มีการศึกษาและก็เป็นครูด้วย นางเก็บแตงส่งให้แขก

            ด่อเต้ดญุ่นกัดแตงอย่างกระหาย "อร่อยจริง พี่ว่าพี่คงอายุยืนและแข็งแรงขึ้นมากเลย ถ้าหากว่าได้อยู่ในชนบท"

            "พี่สาว เรายินดีมากเลยถ้าพี่จะมาอยู่ที่นี่ เราสร้างบ้านให้พี่สักหลังในบริเวณบ้านเรายังได้เลย"

            "เธอมีน้ำใจเหลือเกิน"

ด่อเต้ดญุ่นรื่นรมย์มากที่ได้ใช้ชีวิตในหมู่บ้านและได้หายใจเอาอากาศบริสุทธิ์ของชนบทเข้าไป นางมองน้ำในลำธาร "ใสเหลือเกิน"

"น้ำจะใสอย่างนั้นก่อนที่กระแสธารจะเริ่มไหลเชี่ยว เวลามีฝนตกที่ภูเขา"

ทั้งคู่หันหลังกลับบ้าน มะมมีนบอกญาติของนางให้รีบเดินเพราะฝนกำลังตก

"ฝนตกที่ไหนกัน เธอหมายความว่าอะไร"

"มองไปตรงโน้นสิ ทางตะวันออกนั่น" ญาติชนบทของนางตอบ

"ฟ้ามืดมากเลย"

"ใช่...เมื่อ...ฟ้าเป็น....สีดำอย่างนั้น...ก็หมายความว่าฝน...กำลัง...จะ...ตกลงมาอย่างหนัก และ...ลำธาร...จะไหลท่วมขึ้นมา"

"ทำไมถึงจะท่วมล่ะ"

"เพราะ...ว่าน้ำป่า เร็วเข้า รีบวิ่งกันเถอะ"

ตอนที่กำลังจะตั้งท่าจะวิ่งนั้น ทั้งคู่มาถึงลำธารอองมเยโกงแล้ว แต่เสียงที่ดังขึ้นทำให้มะมะมีนรู้ว่าสายเกินไป น้ำไหลพุ่งลงมาจากภูเขาและผิวน้ำกำลังไหลพลุ่งพล่าน

"เรานั่งอยู่ตรงนี้แหละ แล้วก็รอ" มะมมีนเอ่ย

ญาติของนางกลัวลนลาน ด่อเต้ดญุ่นเคยเห็นน้ำท่วมอย่างนี้แค่ในหนัง "ลำธารจะซัดตลิ่งพังหรือเปล่า" นางถาม "พี่กลัวว่าเราจะโดนมันกวาดไปหมด"

"ไม่ต้องกังวลจ้ะ" มะมมีนว่า "อยู่ตรงนี้เราจะปลอดภัย"

ชาวบ้านกำลังคอยทั้งคู่อยู่อีกฝั่ง ชุยซินและขิ่นหม่องตินตามมาสมทบด้วย ทั้งคู่กำลังคุยกับสยาดออยู่ที่วัด ตอนที่มีคนไปตามและบอกว่าแม่ของทั้งสองคนติดอยู่อีกฝั่งหนึ่ง

เมื่อไปถึงริมฝั่งน้ำ ขิ่นหม่องตินถามว่าควรทำอย่างไร "ระดับน้ำกำลังสูงขึ้น เราทำได้แค่รอ" ชาวบ้านตอบ

"เหลวไหล" เขาว่า "เรากำลังเสียเวลาเปล่า ฉันจะว่ายน้ำข้ามไปพาแม่กับน้ามาเอง" และถึงแม้ชาวบ้านจะขอร้องอย่างไร ขิ่นหม่องตินก็ยังถอดเสื้อผ้าและพุ่งลงไปในลำธาร

"ใครก็ได้ช่วยเขาที เร็ว" ชาวบ้านตะโกน เมื่อเห็นเขาโผล่ขึ้นมาแล้วจมลงไปอีก "ระวังซุงด้วย มันมาตามแรงน้ำ ขิ่นหม่องตินหยุดได้แล้ว กลับมาที่ฝั่งเดี๋ยวนี้"

แต่ขิ่นหม่องตินยังว่ายต่อไป "ใครก็ได้ ช่วยเขาที" ชาวบ้านตะโกนอย่างสิ้นหวัง

ทันใดนั้นมีเสียงกระโดดน้ำดังขึ้น ใครอีกคนได้ลงไปกับเขาในลำธารแล้ว "นั่นมันชุยซินนี่ มันอยากตายหรือยังไงวะ"

            "เธอจมไปแล้ว"

            "ท่อนซุงลอยมาแล้ว มันกำลังจะชนสองคนนั่น ขิ่นหม่องตินระวัง"

            ชุยซินไปถึงตัวเขาแล้วในขณะที่ท่อนซุงพุ่งเข้ามาชน ชาวบ้านต่างหลับตาและเบือนหน้าหนีด้วยความหวาดกลัว แต่มีก็มีอยู่คนหนึ่งที่จ้องมองนักว่ายน้ำทั้งสองนั่น จนได้เห็นขิ่นหม่องตินคว้าเอวของชุยซินเอาไว้ และดึงเธอไปฝั่งตรงข้ามที่แม่พวกเขากำลังรออยู่ ทั้งสี่คนโบกมือให้ชาวบ้านที่ถอนหายใจด้วยความโล่งอกกันเป็นแถว

* * *

แม่สองคนจัดงานแต่งงานให้ลูกของพวกนาง เพราะมันแน่แล้วว่าทั้งคู่ถูกลิขิตมาให้อยู่ด้วยกันไม่ว่าจะในนรกหรือใต้น้ำลึก

ความคิดเห็น

เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่แสดงความคิดเห็นได้
กรุณาเข้าสู่ระบบหรือสมัครสมาชิก

Powered by AkoComment 2.0!

ลงนามกำลังใจ
สมัครสมาชิกเว็บไซต์
ติดต่อเรา
เพื่อนบ้าน
กระดานสนทนา
ข่าวฝากประชาสัมพันธ์
Email 4 Staff
ภาพความหมาย
479432_almost_easter_time__10.jpg
ปักหมุดประกาศ

Image สารเพื่อนเสม  ข่าวสารองค์กรเครือข่าย มูลนิธิเสฐียรโกเศศ - นาคะประทีป จดหมายข่าวราย 2 เดือน ปีที่ 4 ฉบับที่ 30 กรกฏาคม - สิงหาคม 2551 อ่านสารเพื่อนเสม 

Image ล่าสุด!! ปาจารยสาร ฉบับ (ขอโหน) โลกร้อนด้วยคน  ปีที่ 32 ฉบับที่ 4 มีนาคม - เมษายน 2551 มุมองต่อโลกร้อนที่ไม่ใช่แค่ด้านวิทยาศาสตร์ พร้อมชวนจับตาธุรกิจรุ่งกับร่วงจากกระแสนี้ พาไปรู้จักกับปฏิบัติการแหล่มๆของคนรักโลกและนวัตกรรมกู้โลกแห่งศตรวรรษที่ 21 ชวนตั้งคำถามกับมาตรการรักษ์โลกในภาคธุรกิจ ใช้ได้จริงหรือแค่เครื่องมือสร้างภาพ ฯลฯ และพบกับ  'แบน บล็อค และความเขิ่ง' , สฤณี อาชวานันทกุล : ธุรกิจมีชีวิต ทุนนิยมมีหัวใจ , ปรากฏการณ์ 'รสนา' จากผู้นำทางเลือกสู่ขวัญใจคนนอกกระแส  ,Recliam the Streets ทวงถนน(ของเรา)คืนมา  โดยภัควดี วีระภาสพงษ์   และกับอีกหกคอลัมนิสต์ขาประจำ ฯลฯ อยากอ่านติดต่อไปที่ โทรศัพท์ 02- 8603527 หรืออีเมล์

Image พายุไซโคลนถล่มพม่า ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม
หลั่งไหลบริจาคกันมากมาย นับเป็นความมีน้ำใจของคนไทยสู่เพื่อนชาวพม่าผู้ประสบภัย
 

เนื่องด้วยภัยพิบัติครั้งร้ายแรงเมื่อพายุไซโคลนนาร์กิสเข้าถล่มในหลายพื้นที่ของประเทศพม่าเพื่อนบ้านของประเทศไทยเรา ยังผลให้เกิดความสูญเสียย่อยยับทั้งทรัพยากรธรรมชาติ บ้านเรือน และชีวิตของผู้คนนับหมื่นนับแสน ผลพวงของเหตุการณ์ทำให้ชาวพม่าที่รอดชีวิตมาได้ต้องประสบกับภาวะยากแค้น ขาดแคลนอาหาร น้ำสะอาด ยารักษาโรค และกำลังรอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ทั้งในเรื่องการซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ฟื้นฟูอาชีพ รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องได้รับการบำบัดสภาพด้านจิตใจจากองค์กรทางด้านศาสนา ซึ่งก็ล้วนแต่ต้องใช้ระยะเวลาและงบประมาณสนับสนุนจำนวนมากแทบทั้งสิ้น รายละเอียด

Image ขอเชิญร่วมสร้างสรรค์ความสุขให้สังคมไทย ด้วยการส่ง  โครงการสุขแท้ด้วยปัญญา มาให้เรา โดยเป็นกิจกรรมที่สร้างเสริมสุขภาวะทางปัญญา (โครงการสุขแท้ด้วยปัญญา) และเป็นกิจกรรมที่มุ่งสร้างเสริมทัศนคติที่ถูกต้อง  4  ประการ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ส่งโครงการได้ตั้งแต่วันนี้ – 25  กรกฎาคม  2551 โดยจำนวน 40 โครงการ ที่ผ่านการคัดเลือก  จะได้รับเงินทุน สนับสนุนการทำโครงการ  ตามความเป็นจริงและความเหมาะสม  สูงสุดไม่เกิน  200,000 บาท / โครงการ
สถิติ
ผู้เยี่ยมชม: 2310263
   หน้าแรก arrow สิกขาปริทัศน์ (บทความ) arrow หลากชีวิตจากลุ่มน้ำอิระวดี : Careless Talk ตอนที่ 5.น้ำหลาก