|
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีนิตยสารฉบับหนึ่งมาขอนัดสัมภาษณ์ผู้เขียน โดยหัวข้อการสัมภาษณ์เป็นเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในแง่มุมต่างๆ ถึงขนาดที่ทางทีมงานสัมภาษณ์ได้พกถ้วยกาแฟใบเบ้อเริ่มที่มีตัวหนังสือภาษาอังกฤษสีแดงตัวโตแปะเด๋ออยู่ข้างถ้วยว่า "CHANGE" เป็นมุขเก๋ๆประกอบการถ่ายภาพ แม้การสัมภาษณ์จะเป็นไปด้วยดี กระนั้นผู้เขียนก็ปฏิเสธที่จะโพสท์ท่าร่วมกับถ้วยกาแฟใบเขื่องดังกล่าว เนื่องด้วยความไม่ลงรอยส่วนตัวกับคำภาษาอังกฤษที่ฉายเด่นอยู่ข้างถ้วย
ดูเหมือนทุกวันนี้ คำว่า "การเปลี่ยนแปลง" ได้ถูกนำไปใช้เป็นหนึ่งในกลยุทธ์การขายและการตลาดของหน่วยงานและองค์กรต่างๆกันอย่างถ้วนหน้า ไม่เฉพาะแต่แวดวงคนทำงานเพื่อสังคม นักปฏิวัติ หรือนักการเมือง เหมือนแต่ก่อน แม้แต่ในแวดวงธุรกิจ บันเทิง การศึกษา หรือสถาบันทางศาสนาเอง ต่างก็มีการตลาดที่หวังจะหยิบยื่นหนทางให้ผู้คนได้ไถลไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นจากสภาวะการณ์ในชีวิตที่เป็นอยู่ อาจจะเรียกได้ว่า "การเปลี่ยนแปลง" เป็นแพ็คเกจสีสันใหม่ของคำว่า "พัฒนา" ที่ออกจะเชยและล้าสมัยไปสักหน่อยกับผู้คนในยุคนี้ จิตวิวัฒน์เองก็เป็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่สนใจในเรื่องของการเปลี่ยนแปลง แม้จะยืนยันนอนยันว่าการเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงจิตสำนึกด้านใน อย่างที่เรียกชื่อกลุ่มว่า กลุ่มจิตสำนึกใหม่ (new consciousness) สมาชิกในกลุ่มดูจะลื่นไหลไม่ค่อยชอบคำว่า change แต่เลี่ยงไปใช้คำว่า transformation แทน กระนั้นเมื่อฟังไปฟังมา ก็ชักเริ่มไม่แน่ใจว่าเส้นแบ่งของ "การเปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญาณ" แบบจิตวิวัฒน์นั้นมีความแตกต่างอะไรไปจากคำว่า "การเปลี่ยนแปลง" ที่เราพบได้ในคำโฆษณาของสำนักต่างๆที่กำลังขายสิ่งที่ตนเองทำอยู่ สำหรับในแวดวงธุรกิจ ช่วงนี้มีการฝึกอบรมฮอตฮิตติดอันดับ ที่รู้จักกันในนามแลนด์มาร์ค ฟอรั่ม (Landmark Education) อันนี้ก็น่าตื่นใจไม่น้อย เพราะเขาถึงกับโฆษณากันตัวเป้งๆเลยว่า เขาขาย "เทคโนโลยีการเปลี่ยนแปลงตนเอง" ขนาดที่ว่า "ไม่พอใจยินดีคืนเงิน" อันนี้จะเปลี่ยนอย่างได้ผลอย่างไรก็ไม่อาจทราบได้ เพราะผู้เขียนเองก็ไม่เคยไป ได้ยินแต่ชาวบ้านเขาพูดถึง ส่วนในแวดวงการศึกษา ตอนนี้มหาวิทยาลัยมหิดลก็ได้ผ่านร่างหลักสูตรปริญญาโทจิตตปัญญาศึกษาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แว่วๆว่ามีผู้สมัครเข้าเรียนทะลุเป้าอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ เรียกเสียงฮือฮาในแวดวงการศึกษาได้อย่างถ้วนหน้า โดยตัวหลักสูตรเองก็มีชื่อเก๋ๆว่า "การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง" อ๊ะ เปลี่ยนแปลงอีกแล้ว...ช่างตามสมัยจริงๆ อันนี้ยังไม่นับนักการเมืองทั้งหลายที่ต่างโพนทนาสัญญาชวนเชื่อแบบขายฝันที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองและการเมืองไปในทิศทางที่ดีขึ้น แวดวงพุทธศาสนาก็ไม่น้อยหน้า ที่ไม่ว่าจะเป็นแบบโลกๆอย่าง การสะเดาะเคราะห์ ดูหมอ ทำนายโชคชะตา ปัดรังควาน แก้กรรม ผูกดวง จนถึงแบบเข้าท่าขึ้นมาหน่อยอย่างการเข้าวิปัสสนากรรมฐานห้าวันเจ็ดวัน ดูแก้ว ดูจิต ดูกาย ฯลฯ ดูเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างในโลกกำลังรอการ "เปลี่ยนแปลง" "เปลี่ยน" "เปลี่ยน" "เปลี่ยน" บางคนก็ชี้ไปด้านนอก บางคนก็ชี้เข้าข้างใน คนนั้นบอกของฉันดีกว่า คนนี้บอกของฉันเร็วกว่า แต่ไม่ว่าจะหันไปทางใดใครๆก็อยากเปลี่ยน เปลี่ยนนั่น เปลี่ยนโน่น เปลี่ยนนี่ จี้ไปที่ความพร่องและความกลัว ยิ่งสามารถหาหนทางการเปลี่ยนที่ลัดสั้นประมาณว่า "เจ็ดวันบรรลุผล" หรือ "การันตีชีวิตเปลี่ยน" ได้นี่ยิ่งแจ๋วใหญ่ ขอให้บอกมาเถอะว่าจะต้องทำตามขั้นตอนอะไรบ้าง หนังสือ how-to ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า สำนักเกจิผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด ผู้เขียนไม่ได้แสร้งประชดประชัน เย้ยหยันกระแสความอยากเปลี่ยนที่กำลังเกิดขึ้นในโลกสมัยใหม่ ว่าเป็นเรื่องเหลวไหลไปเสียทั้งหมด แต่ในความยิ่งใหญ่อลังการของหนทางการเปลี่ยนแบบฉับพลันที่เอามาโฆษณาขายกัน ถึงขั้นพัฒนาขึ้นเป็นกระแสการเชิญชวนให้คนอื่นเปลี่ยนในแบบที่เราเปลี่ยนนั้น เราเคยได้ลองตั้งถามถึงความอหังการของร่องความคิดแบบนี้บ้างหรือไม่ ด้วยคำถามแบบไร้เดียงสาประมาณว่า "เปลี่ยนอะไร" "ทำไมต้องเปลี่ยน" "เปลี่ยนแล้วไง" "ใครเปลี่ยนใคร" "อะไรเปลี่ยน" เป็นต้น การไม่ยอมเปลี่ยนแปลงนี่ก็เป็นปัญหาใหญ่ไม่ใช่เล่น แต่ไปๆมาๆความทะเยอทะยานพยายามที่จะเปลี่ยนกันเกินเหตุก็ดูจะยิ่งสร้างปัญหาให้อีรุงตุงนังหนักขึ้นไม่แพ้กัน บางทีการที่สังคมเราจะน่าอยู่ขึ้น อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับการปลุกกระแสของการเปลี่ยนแปลงอย่างที่เป็นอยู่ ตรงกันข้ามจุดเริ่มต้นอาจเป็นเรื่องง่ายๆอย่างการหยุดความคิดที่จะเปลี่ยน และหันกลับมารู้เนื้อรู้ตัวกับสิ่งที่เราแต่ละคนกำลังทำๆกันอยู่ให้มากขึ้น ไม่ว่าสิ่งที่คุณเป็นมันจะน่าเกลียดน่ากลัวขนาดไหน ไม่ว่าสถานการณ์ในชีวิตของคุณจะเต็มไปด้วยความทุกข์และอุปสรรคมากเพียงไร คุณก็พร้อมที่จะยอมรับ เผชิญ และเรียนรู้กับทุกประสบการณ์ตรงหน้าตามที่เป็น อย่างไม่รีบที่จะวิ่งหนี หรือขอเปลี่ยน คุณค่าทางจิตวิญญาณที่ยั่งยืนหาได้อยู่ที่จุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่เพียงจุดเดียวของชีวิต แต่มันจะปรากฏขึ้นให้เราสัมผัสได้อย่างจริงแท้ก็ต่อเมื่อเราได้เห็นถึงศักยภาพภายในที่เราสามารถดำรงอยู่ในภาวะความเป็นปกติอย่างไม่สั่นคลอน อันแสดงถึงความเต็มเปี่ยมและอิสรภาพสูงสุดที่มีอยู่แล้วภายในตัวเรา เราล้มเลิกความอหังการที่จะเปลี่ยนแปลงโลก เปลี่ยนแปลงสังคม เปลี่ยนแปลงคนอื่น หรือแม้แต่เปลี่ยนแปลงตัวเองแบบฉาบฉวย ในทางตรงกันข้ามเราพร้อมและยอมศิโรราบให้กับทุกสิ่งตามที่เป็นจริง กล้าที่จะตาย และกล้าที่จะเจ็บ ยอมให้โลกเปลี่ยนแปลง สะกิด และสัมผัสหัวใจของเราอย่างไม่ขัดขืน ทุกประสบการณ์ได้ถูกหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของความกล้าหาญแห่งการเดินทางทางจิตวิญญาณอันปราศจากจุดหมาย ทุกท่วงทำนองคือการฝึกตนที่จะใช้ชีวิตอย่างสมดุลและสอดคล้องไปกับความเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ จนเกิดเป็นความเข้าใจในสิ่งที่ตนเองเป็นในทุกๆย่างก้าวอย่างอ่อนน้อม สัมพันธ์เชื่อมโยงกับสิ่งต่างๆรอบตัวอย่างไม่แยกขาด และคุณค่าทางจิตวิญญาณที่ว่านั้น จะเป็นสิ่งเดียวในตัวคุณที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้และไม่สามารถถูกทำลายได้...เป็นการตื่นรู้และพร้อมตายอย่างสูงสุดจน "หยุด" ที่จะเปลี่ยนโดยสิ้นเชิง |
จิตมั่นไม่เปลี่ยน เขียนโดย hathairat เปิด 2008-05-13 12:29:22 อ่านจบหลายรอบ สัมผัสได้ถึงห้วงลึก จิตใจที่เข้มแข็งดั่งขุนเขา มั่นคง ของผู้เขียน ขอภาวนาให้คนเยี่ยงนี้ เกิดใหม่ ให้มากในสังคมนี้เถอะ |
เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่แสดงความคิดเห็นได้ กรุณาเข้าสู่ระบบหรือสมัครสมาชิก Powered by AkoComment 2.0! |