+ + + + + ยินดีต้อนรับสู่ www.semsikkha.org + + + + + + + + + + ยินดีต้อนรับสู่ www.semsikkha.org + + + + +
ปฏิทินกิจกรรม
พฤศจิกายน 2008 ธันวาคม 2008
สัปดาห์ที่ 44 1
สัปดาห์ที่ 45 2 3 4 5 6 7 8
สัปดาห์ที่ 46 9 10 11 12 13 14 15
สัปดาห์ที่ 47 16 17 18 19 20 21 22
สัปดาห์ที่ 48 23 24 25 26 27 28 29
สัปดาห์ที่ 49 30
Login Form
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
เครือข่ายของเรา
Baandin.org
Sulak-sivaraksa.org
suan-spirit.com
siambaandin
semsikkhalai
สำนักพิมพ์เสมสิกขาลัย
สถาบันต้นกล้า
เสขิยธรรม
มันตรานิวาส
ป๋วยเสวนาคาร
ตัวกูของกู มิวสิค
wechange555.com
INEB
เคล็ดไทย

สนใจแลกลิงค์




สรระสาระ : สรุปบทเรียน 54 ศพ สู่นโยบายและมาตรการที่ยั่งยืน PDF พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย สรุปการเสวนาโดยบุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์ มูลนิธิส่งเสริมสันติวิถี (Peaceway Foundation)   

สรุปเวทีเสวนาเรื่อง   "สรุปบทเรียน 54 ศพ สู่นโยบายและมาตรการที่ยั่งยืน" ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่
14 พฤษภาคม 2551   ณ ห้องประชุมจุมภฎ-พันธ์ทิพย์ อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  
เมื่อวันพุธที่ 14 พฤษภาคม 2551 คณะอนุกรรมการสิทธิแรงงาน ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมกับสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และองค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรด้านแรง
งาน รวม 24 องค์กร  ได้ร่วมกันจัดเวทีเสวนาเรื่อง "สรุปบทเรียน 54 ศพ สู่นโยบายและมาตรการที่ยั่งยืน"ณ ห้องประชุมจุมภฎ-พันธุทิพย์ อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  
โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจากภาคราชการ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ผู้นำสหภาพแรงงานไทย นักพัฒนาจากองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านแรงงานข้ามชาติ ด้านแรงงานไทย องค์กร
ระหว่างประเทศ รวมประมาณ 100 คน
  
การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอมาตรการที่ยั่งยืนในการแก้ไขปัญหา/คุ้มครอง กรณีที่แรงงานข้ามชาติเป็นผู้เสียหาย และเพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาเชิงนโยบายต่อการคุ้มครอง
แรงงาน  เหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จะเป็นโอกาสสำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในเรื่อง การย้ายถิ่นข้ามชาติ และการคุ้มครองสิทธิต่อผู้เสียหายจากกระบวนการเหล่านี้อย่างยั่งยืนต่อไป

สรุปเวทีเสวนาเรื่อง "สรุปบทเรียน 54 ศพ สู่นโยบายและมาตรการที่ยั่งยืน"[1]

14 พฤษภาคม 2551

ณ ห้องประชุมจุมภฎ-พันธ์ทิพย์ อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เมื่อวันพุธที่ 14 พฤษภาคม 2551 คณะอนุกรรมการสิทธิแรงงาน ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมกับสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และองค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรด้านแรงงาน รวม 24 องค์กร[2]ได้ร่วมกันจัดเวทีเสวนาเรื่อง "สรุปบทเรียน 54 ศพ สู่นโยบายและมาตรการที่ยั่งยืน"ณ ห้องประชุมจุมภฎ-พันธุทิพย์ อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจากภาคราชการ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ผู้นำสหภาพแรงงานไทย นักพัฒนาจากองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านแรงงานข้ามชาติ ด้านแรงงานไทย องค์กรระหว่างประเทศ รวมประมาณ 100 คน

การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอมาตรการที่ยั่งยืนในการแก้ไขปัญหา/คุ้มครองกรณีที่แรงงานข้ามชาติเป็นผู้เสียหาย และเพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาเชิงนโยบายต่อการคุ้มครองแรงงานเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จะเป็นโอกาสสำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในเรื่องการย้ายถิ่นข้ามชาติ และการคุ้มครองสิทธิต่อผู้เสียหายจากกระบวนการเหล่านี้อย่างยั่งยืนต่อไป

รศ.สุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นคนเปิดประชุมเวทีเสวนาและฉายภาพปรากฎการณ์เรื่องแรงงานข้ามชาติว่า ทำไมเราต้องสนใจปรากฎการย้ายถิ่นของแรงงานข้ามชาติ เนื่องจากการย้ายถิ่นได้นำมาซึ่งการเสียชีวิตของแรงงานขณะย้ายถิ่นจำนวนมาก ดังเช่น การเสียชีวิตของแรงงาน 54 ศพ ในสมัยก่อนตอนที่ไปสอนหนังสือที่ประเทศญี่ปุ่นได้พบเหตุการณ์การย้ายถิ่นที่คล้ายคลึงกัน กล่าวคือ มีแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานประเทศญี่ปุ่นได้ซุกซ่อนไปในใต้ท้องเรือครั้งหนึ่งๆหลายคน และต้องอยู่ใต้ท้องเรือที่มีแต่ความมืดตลอด 10 กว่าวัน มีแรงงานไทยคนหนึ่งที่มาจากจังหวัดเชียงราย พอไปถึงที่ประเทศญี่ปุ่นก็หางานทำได้บ้างไม่ได้บ้าง บางครั้งต้องไปหาเลี้ยงชีพด้วยการเก็บขยะ สุดท้ายแรงงานคนนี้ก็หาทางออกไม่ได้ มีความกดดันสูงก็เลยตัดสินใจกระโดดให้รถชนตาย เมื่อเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้ได้มาเกิดขึ้นที่ประเทศไทยทำให้รู้สึกสะเทือนใจมาก

การจัดเวทีในครั้งนี้จึงเป็นการสรุปบทเรียนให้เห็นถึงแง่มุมต่างๆของปรากฎการณ์ดังกล่าว เพราะเป็นเรื่องที่ชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีความสลับซับซ้อน มองเห็นถึงระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนไปได้ด้วยเพราะแรงงานข้ามชาติจำนวนมากกว่า 1 ล้านคน ปัญหาแรงงานข้ามชาติเป็นปัญหาที่สลับซับซ้อนและเรียกร้องความสนใจจากทุกฝ่ายในเชิงนโยบายที่ต้องแสวงหาทางแก้ไขร่วมกัน เป็นปัญหาที่ชวนให้เราเข้าใจถึงระบบโลกาภิวัฒน์

            ใน 1 เดือนเศษที่ผ่านมาเราเห็นถึงความเชื่องช้าทางนโยบาย แต่เราก็เห็นความฉับไวของหน่วยงานในพื้นที่ที่ร่วมกันจัดการปัญหาที่เกิดขึ้น แม้ว่าความเป็นเอกภาพของนโยบายระดับสูงจะไม่ทันการณ์ แต่ก็มีภาคประชาสังคมที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เวทีวันนี้จึงเป็นเวทีที่จะแลกเปลี่ยนระดมความคิดเห็น บางคนอาจเห็นว่าพวกเขาเป็นแรงงานผิดกฎหมาย แต่บางคนก็เห็นว่าพวกเขาคือเหยื่อของขบวนการขนย้ายมนุษย์ เป็นกระบวนการอาชญากรรม เมื่อพายุไซโคลนนาร์กิสถล่มพม่า ข่าวคราวเรื่องนี้ก็จะหายไปตามไปด้วย วันนี้เราจะร่วมกันอภิปรายให้เห็นถึงพลังในการทำงานร่วมกันของฝ่ายต่างๆ เห็นถึงการเมืองมนุษยธรรม เป็นการเมืองที่มีชีวิต ไปให้พ้นการเมืองแบบเดิมๆที่กลืนกินชีวิตเราทุกวัน

สุนีย์ ไชยรส จากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อภิปรายต่อมาว่า ในการจัดงานวันนี้มีหลายภาคส่วนทั้งภาควิชาการ ภาคราชการ ภาคองค์กรพัฒนาเอกชน กลุ่มพี่น้องแรงงานไทย เวทีครั้งนี้จึงเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการกระทำของมนุษย์ที่ร้ายแรง สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่เราก็ยังปล่อยให้เกิดขึ้นมาได้ในประเทศไทย ที่ผ่านมามีกรณีลูกเรือประมงประภาสนาวีเสียชีวิตในน่านน้ำอินโดนีเซียไปแล้ว แต่ก็ยังไม่มีมาตรการกลไกในการคุ้มครองพวกเขา ไม่มีเจ้าภาพในการจัดการ ไม่มีกระบวนการจัดการที่เป็นธรรม การพิทักษ์สิทธิทั้งทางแพ่งและอาญา สำหรับกรณีการเสียชีวิตของแรงงาน 54 ศพในครั้งนี้ควรเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับสังคมไทย วันนี้มีแรงงานย้ายถิ่นทั่วโลกฉะนั้นเราควรมีหน้าที่ในการต้องปกป้องพวกเขา เหมือนกับที่เราเรียกร้องให้ประเทศอื่นปกป้องแรงงานจากประเทศไทยที่ไปเป็นแรงงานที่ประเทศอื่น เหตุการณ์จริงที่ระนองเป็นข่าวใหญ่มาก แต่ก็ยังพบว่าการแก้ปัญหาไม่ลื่นไหล เวทีวันนี้จะช่วยกันระดมความคิดเห็นเพื่อแสวงหาทางหนทางแก้ปัญหาร่วมกัน  

ฉะนั้นรายงานฉบับนี้จึงเป็นการสรุปเนื้อหาจากการนำเสนอของผู้ที่เกี่ยวข้องจากภาคส่วนต่างๆกับการระดมความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมเสวนาใน 3 เรื่อง ดังต่อไปนี้

  • (1) สถานการณ์ ปัญหา และแนวทางคุ้มครองแรงงานย้ายถิ่น : กรณีศึกษาอุบัติเหตุ 54 ศพ และกรณีเรือประมงประภาสนาวี
  • (2) แนวทางแก้ไขกรณี 54 ศพ และข้อเสนอต่อแนวทางการคุ้มครองต่อกรณีผู้เสียหายที่เป็นแรงงานย้ายถิ่นข้ามชาติ
  • (3) นโยบายการจัดการแรงงานข้ามชาติและการย้ายถิ่นข้ามชาติของแรงงานอย่างปลอดภัย : มุ่งสู่นโยบายและมาตรการที่ยั่งยืน

สถานการณ์ ปัญหา และแนวทางคุ้มครองแรงงานย้ายถิ่น  : กรณีศึกษาอุบัติเหตุ 54 ศพ และกรณีเรือประมงประภาสนาวี

            การนำเสนอในส่วนแรกนี้จะเป็นการชี้ให้เห็นถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่จากมุมมองของผู้เกี่ยวข้องฝ่ายต่างๆที่ร่วมลงไปสอบข้อเท็จจริงและการจัดประชุมเพื่อแสวงหาหนทางเยียวยาแก้ไขปัญหา ที่เกิดขึ้น เช่น จากสภาทนายความ จากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จากสถาบันวิจัยการย้ายถิ่นแห่งเอเชีย

นัสเซอร์ อาจวารินทร์ : คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยในพม่า และสภาทนาย ความ

                ผมได้เดินทางไปร่วมประชุมกับคณะทำงานทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายพม่าเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2551 ที่จ.ระนอง โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานการประชุมในครั้งนี้ พบว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดนั้นมีการดำเนินการทางยุติธรรมโดยผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรอำเภอสุขสำราญ ได้มีการออกหมายจับผู้ต้องหาจำนวน 8 ราย โดยจับได้แล้ว 6 ราย อีก 2 รายเป็นนายหน้ายังจับกุมไม่ได้ ส่วนผู้เสียหาย 66 ราย ปัจจุบันได้ดำเนินการคัดแยกพยานได้ 10 ราย ผู้ใหญ่ 6 ราย เด็ก 4 ราย เหลือผู้ที่กำลังถูกส่งกลับจำนวน 56 ราย โดยทางฝ่ายพม่าพร้อมที่จะรับกลับประเทศทันที

ในที่ประชุมได้มีการอภิปรายถึงวันส่งกลับ ซึ่งทางฝ่ายพม่าได้เจรจาว่าให้ส่งกลับก่อนวันที่ 19 แต่ฝ่ายไทยขอเลื่อนไปเป็นวันที่ 20 แทน เนื่องจากติดภารกิจในพื้นที่ แต่ทางประเทศพม่าก็อ้างว่าเจ้าหน้าที่ได้มาจากกรุงเนปิดอร์นานแล้ว จำเป็นต้องให้ข้าราชการเหล่านี้รีบกลับไปในพื้นที่ ในที่สุดก็ตกลงกันได้ในวันที่ 19 พฤษภาคม โดยผู้ว่าราชการจังหวัดระนองจะเป็นเจ้าภาพในการส่งแรงงานข้ามชาติกลับที่เกาะสอง เวลา 09.00 น.ของประเทศพม่า แรงงานกลุ่มนี้จะถูกนำไปพักตัวที่ศูนย์พักพิงก่อน ขณะเดียวกันได้มีการจัดทำบันทึกข้อตกลงระหว่างประเทศไทยและประเทศพม่าว่าด้วยการส่งกลับ คือ

  • 1. แรงงานข้ามชาติจำนวน 56 ราย จะต้องยินยอมที่จะกลับด้วยตนเอง
  • 2. มีการตรวจสุขภาพแรงงานที่มีความต้องการ
  • 3. รัฐบาลพม่าต้องตกลงว่าจะให้การดูแลเรื่องกระบวนการทางกฎหมาย สิทธิมนุษยชนอย่างครบถ้วน
  • 4. รัฐบาลพม่าจะต้องสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้ผู้เสียหายทั้งหมดเดินทางมาที่ประเทศไทยเพื่อเรียกร้องค่าเสียทาง
  • 5. ทางฝ่ายพม่าจะต้องยินดีที่จะรายงานความเคลื่อนไหวความเป็นไปของผู้เสียหายว่าพวกเขาไปอยู่ภูมิลำเนาใด มีวิถีชีวิตอย่างใด และมีการยืนยันว่าจะไม่ถูกการลงโทษจากทางการพม่า

สำหรับทางด้านการช่วยเหลือทางกฎหมายของสภาทนายความนั้น ในส่วนของพยานที่ถูกกันไว้ 10 คนจะมีกระบวนการดำเนินการอย่างรวดเร็ว คาดว่าจะดำเนินการให้เสร็จได้ภายในเดือนกรกฎาคม การเรียกร้องค่าเสียหายต่างๆสภาทนายความจะเป็นผู้ดำเนินการให้ โดยทางฝ่ายพม่าจะให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเกาะสองเป็นตัวแทนประสานงาน ส่วนในพื้นที่จะมีมูลนิธิศุภนิมิตรเป็นตัวแทนประสานงานกับสภาทนายความต่อไป ในเบื้องต้นนี้สภาทนายความจะดูแลในเรื่องการชดเชยของบริษัทลิเบอร์ตี้ประกันภัย ซึ่งเดิมทางบริษัทจะจ่ายให้ทายาทของผู้เสียชีวิตเพียงคนละ 35,000 บาท แต่ทางสภาทนายความชี้แจงว่าต้องจ่ายคนละ 100,000 บาทตามหลักกฎหมายประกันภัย ในที่สุดทางบริษัทลิเบอร์ตี้จะจ่ายให้เมื่อคดีสิ้นสุดในชั้นศาลต่อไป

ธนู เอกโชติ : สภาทนายความ

            ในช่วงที่เกิดเหตุเมื่อวันที่ 9 เมษายน ได้เกิดความกระวนกระวายต่อฝ่ายต่างๆอย่างยิ่ง เช่น กรณีการจัดการศพที่ถูกจัดการโดยตำรวจและมูลนิธิในพื้นที่ ภาพถ่ายศพที่ปรากฎทุกๆครั้ง ก็คือภาพที่ถูกถ่ายขึ้นในครั้งแรก พบข้อมูลว่าศพจำนวน 54 ศพ ที่ถูกฝังไว้ที่สุสานหินดาดไม่ทราบชื่อทั้งหมด และมีถึง 16 คน ที่ไม่พบเอกสารใดๆที่แสดงถึงสถานะบุคคลทั้งสิ้น นอกจากนี้ศพ 54 ศพนี้เองก็ยังไม่มีญาติมาแจ้งความจำนงนำกลับไปบำเพ็ญกุศล นอกจากนั้นแล้วยังพบว่าแรงงานกลุ่มนี้อีก 56 คนที่รอดชีวิตได้ถูกส่งฟ้องศาลในข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมาย ซึ่งทางสภาทนายความมีโอกาสได้สอบข้อเท็จจริงเพียง 48 คน ซึ่งวันหนึ่งๆสามารถสอบได้เพียง 10 คนเท่านั้น สำหรับกรณีเด็ก 14 คน พวกเขาไม่ได้ถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย แต่ถูกนำตัวไปไว้ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองแทน จึงมีคำถามต่อกรณีเด็กกลุ่มนี้ว่าประเทศไทยมีพรบ.คุ้มครองเด็ก ฉะนั้นควรจะต้องมีการนำพาเด็กไปไว้ในสถานที่ที่เหมาะสมมิใช่หรือ? ส่วนผู้ต้องหานั้นทางตำรวจได้ตั้งข้อหาทั้ง 8 คนว่า ประมาททำให้บุคคลอื่นเสียชีวิต ให้ความสะดวกหรือช่วยเหลือให้คนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองตามพรบ.คนเข้าเมือง

กรณีที่เกิดขึ้นกับเหตุการณ์ 54 ศพพบว่า สิ่งที่เป็นปัญหาสำคัญคือไม่มีกระบวนการเข้ามาคัดแยกเหยื่อ ทำให้ไม่สามารถเกิดการจำแนกแยกแยะบุคคลที่เข้ามาได้ เช่น มีแรงงานบางรายเดินทางมากับญาติที่ไม่ใช่คนในครอบครัว นอกจากนั้นยังเป็นเรื่องสภาพจิตใจของผู้เสียหายที่ย่ำแย่ไม่ใช่เพียงบาดแผลทางร่างกายเท่านั้น หวาดกลัวคนจะมาทำร้าย การกรีดร้อง ยังรับไม่ได้ที่สามีหรือภรรยาเสียชีวิตไปแล้ว ระหว่างการสอบข้อเท็จจริงเราได้แจ้งให้แรงงานทราบถึงสิทธิพึงมีพึงได้ทั้งทางแพ่งและทางอาญา มีแรงงานเพียง 15 รายเท่านั้นที่ประสงค์จะดำเนินคดี บางรายอยากกลับบ้านที่ประเทศพม่า เหมือนกับว่าแรงงานอยากได้รับสิทธิแต่ไม่อยากอยู่ในห้องกักอีกต่อไป เพราะยิ่งอยู่จิตใจยิ่งย่ำแย่กว่าเดิม

            ประเด็นที่เป็นข้อกังวลใจ เช่น เมื่อแรงงานเดินทางกลับไปพม่าแล้วจะกลับมาเมืองไทยอีกครั้งเพื่อดำเนินการทางคดี จะเดินทางมาอย่างไร , เอกสารแสดงความเป็นทายาทของผู้เสียชีวิต เช่น ทะเบียนสมรส ทะเบียนบ้าน รวมถึงการที่ทางผู้ต้องหาอ้างว่าเอกสารที่แรงงานนำมาไม่ได้รับการรับรองจากสถานทูตพม่า ฉะนั้นไม่สามารถใช้ดำเนินคดีเอาผิดกับนายหน้าได้ อีกเรื่องหนึ่งคือเมื่อไม่มีการจำแนกแยกแยะว่าแรงงานกลุ่มนี้คือเหยื่อ ทำให้เขาต้องถูกดำเนินคดีในฐานะผู้หลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมายและถูกส่งกลับ มีเพียงพยานที่อยู่ได้เท่านั้น ซึ่งขัดแย้งกลับการที่พวกเขาต้องอยู่ในประเทศไทยต่อไปเพื่อดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีสิทธิทางกฎหมายก็ตาม นอกจากนั้นแล้วสิ่งที่ควรตั้งข้อสังเกตอย่างยิ่งยวดอีกเรื่องหนึ่ง คือ การที่แรงงานไม่สามารถ/ไม่กล้าปรากฎตัวในชั้นศาลเนื่องจากความหวาดกลัวเจ้าหน้าที่ ไม่กล้ามาเรียกร้องสิทธิต่างๆที่สามารถได้รับ ยิ่งทำให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปอย่างล่าช้า ถูกเลือกปฏิบัติ ไม่ถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง  

เปรมใจ วังศิริไพศาล : ศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นแห่งเอเชีย สถาบันเอเชียศึกษา

            เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2551 ที่ผ่านมา ทางศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นแห่งเอเชีย สถาบันเอเชียศึกษาร่วมกับองค์กรต่างๆ เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงแรงงาน องค์กรพัฒนาเอกชน ได้จัดเวทีระดมความคิดเห็นเรื่อง 54 ศพนี้ด้วยเช่นกัน โดยเน้นในประเด็นเรื่องกระบวนการค้ามนุษย์ ข้อสรุปจากเวทีพบว่าในส่วนของเวทีวิชาการที่ไม่ได้ลงไปสอบข้อเท็จจริงนั้น มองประเด็นดังกล่าวก่อนเริ่มจัดเวทีว่าน่าจะเข้าข่ายเหยื่อของกระบวนการค้ามนุษย์ แต่ในที่สุดจากการระดมความคิดเห็นผ่านการใช้เกณฑ์ทางกฎหมายต่างๆ กลับเห็นว่ากรณี 54 ศพนี้ไม่เข้าข่ายเหยื่อการค้ามนุษย์ ไม่ใช่การถูกบังคับ แต่เป็นเรื่องของการสมัครใจ เป็นการเอารัดเอาเปรียบ มีนายหน้านำพาเข้ามา เป็นการกักขังหน่วงเหนี่ยวมากกว่า

            ในเวทีเสวนายังมีการพูดถึงเรื่องพรบ.การค้ามนุษย์ การคุ้มครองแรงงาน การกันพยาน การเรียกร้องค่าเสียหาย มีการพูดถึงเรื่องการผลักดันกลับและชะลอไว้ เช่น กรณีการพยายามจะส่งเด็กไปพักที่บ้านพักศรีสุราษฎร์ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่ในที่สุดเด็กก็ไม่อยากไปเพราะต้องแยกจากพ่อแม่จากญาติพี่น้อง หรือกรณีการชะลอไว้ยังไม่ส่งกลับก็เป็นความพยายามของจังหวัดระนองในการหาหนทางช่วยเหลือ ซึ่งอาจไม่ใช่การกักขัง

คนกลุ่มนี้เข้ามาโดยมี border pass แต่พวกเขาอยู่เกินกำหนดเวลา ถือว่าเป็นการทำผิด ซึ่งโดยปกติแล้วเมื่อพวกเขาทำผิดก็จะถูกส่งกลับโดยทันที แต่สำหรับกรณีนี้ได้เข้าสู่กระบวนการส่งฟ้องเนื่องจากทางจังหวัดเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องกันไว้เป็นพยานเพื่อสืบสาวหาคนผิดที่แท้จริงมาลงโทษต่อไป มีความพยายามขององค์กรพัฒนาเอกชนในพื้นที่ที่จะนำคนกลุ่มนี้ไปดูแล แต่ต้องการการคุ้มครองความปลอดภัย ในที่สุดก็ไม่มีหน่วยงานใดให้หลักประกันถึงความปลอดภัยได้ ฉะนั้นการพักอยู่ที่ตม.จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในขณะนี้

            ข้อเสนอที่เกิดขึ้นจากเวที คือ ถ้าเป็นไปได้ยังไม่ควรส่งแรงงานกลุ่มนี้กลับไปประเทศพม่า พวกเขาควรจะได้รับการปฏิบัติอย่างสมควรก่อน แม้ว่าทางพม่าจะเร่งรัดที่จะนำกลับไปตั้งแต่แรกก็ตาม ไม่ควรใช้แนวทางทางกฎหมายอย่างเดียว อาจไม่เป็นธรรมสำหรับแรงงาน ควรใช้หลักธรรมาภิบาล คำนึงถึงหลักมนุษยธรรมมากกว่าใช้หลักกฎหมายเป็นเครื่อมือเท่านั้น มีการดำเนินการด้านอื่นๆควบคู่กันไป เช่น การพิสูจน์สัญชาติ รวมถึงควรมีคณะทำงานที่เข้ามาดูแลเรื่องการเข้าเมืองของแรงงานผิดกฎหมายโดยเฉพาะ เนื่องจากพบว่าการเข้ามาของแรงงานกลุ่มนี้ยังมีรถคันอื่นนำพาแรงงานมาร่วมด้วยอีก 2 คัน แต่ก็ขาดการพูดถึงแรงงานกลุ่มที่เหลือ

มีการยกตัวอย่างหน่วยงานที่ควรจะต้องเข้ามาดูแล เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ นอกจากนั้นยังมีการพูดถึงกระบวนการจัดการแรงงานข้ามชาติที่กบร.ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะเข้ามาจัดการปัญหานี้ได้ เพราะมีนายหน้าเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ไม่ใช่เพียงแต่การย้ายถิ่นของแรงงานเพียงประการเดียว การจัดการเรื่องแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายในวันนี้ยังไม่มีเจ้าภาพที่ชัดเจน ทำให้ไม่มีนโยบายที่ชัดเจนด้วย ทำให้เวลาเกิดปัญหาต่างๆจึงเลือกเพียงใช้พรบ.คนเข้าเมืองมาเป็นแนวทางจัดการ ฉะนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีหลายแนวทางในการจัดการเรื่องแรงงานข้ามชาติ ที่ต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่ายต้องหาทางเชื่อมโยงให้ทุกฝ่ายร่วมมือกัน ไม่ใช่การโยนกลองให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้รับผิดชอบเท่านั้น

แนวทางแก้ไขกรณี 54 ศพ และข้อเสนอต่อแนวทางการคุ้มครองต่อกรณีผู้เสียหายที่เป็นแรงงานย้ายถิ่นข้ามชาติ

            ในส่วนที่สองนี้เป็นการพูดถึงแนวทางสำหรับการคุ้มครองผู้เสียหายที่เป็นแรงงานย้ายถิ่นข้ามชาติจากมุมมองฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้อง

ศ.วิทิต มันตราภรณ์  : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

            การถกเถียงในประเด็นข้างต้นเกี่ยวกับประเด็นเรื่องผู้เสียหายว่าเป็นเหยื่อหรือไม่เป็นเหยื่อนั้น ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีที่เราเกิดความสับสนเพราะจะช่วยให้เราจำเป็นต้องหาความกระจ่างต่อเรื่องนี้ ทั้งการช่วยเหลือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ ผู้แทนในการเรียกร้องให้เหยื่อ และการช่วยเจ้าหน้าที่ให้ทำงานสะดวกขึ้น โจทย์สำคัญคือ ทำอย่างไรถึงจะทำให้วิธีการของแต่ละฝ่ายสามารถมาบรรจบกันได้ ในทัศนะเจ้าหน้าที่ คือ สันนิษฐานไว้ก่อนว่าแรงงานกลุ่มนี้ผิดกฎหมาย ฉะนั้นก็ดำเนินการฟ้องและส่งกลับ โดยใช้กฎหมายเรื่องคนเข้าเมืองเป็นตัวตั้ง การพูดคุยวันนี้เราจะมาแสวงหาหนทางอื่นๆในการช่วยให้เจ้าหน้าที่ตม.มีทางเลือกในการทำงานที่ง่ายขึ้นกว่าเดิม ทำอย่างไรต่อไปถ้ามีกรณีดังนี้อีกเจ้าหน้าที่ตม.จะสามารถส่งต่อเคสไปยังหน่วยงานอื่นๆให้มีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจร่วมด้วย

ข้อเสนอของผมคือ ต้องใช้การสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นเหยื่อและต้องใช้กระบวนการในรูปแบบสวัสดิการสังคมเข้ามากำกับดูแล ดังนั้นมีความจำเป็นที่ต้องมีคำสั่งที่ชัดเจนว่าเมื่อพวกเขาเป็นเหยื่อ จะต้องมีการโอนการทำหน้าที่เหล่านี้จากตม.ไปยังหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพัฒนาสังคมฯ

คำถามสำคัญคือ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้ที่เข้ามาเป็นใคร เป็นกระบวนค้ามนุษย์หรือเปล่า เป็นเหยื่อข้ามแดนหรือเปล่า ใครจะมีอำนาจในการกำหนดสถานะ ในการจำแนกแยกแยะกลุ่มบุคคล ขึ้นอยู่กับกระบวนการตัดสินใจของตม.เพียงฝ่ายเดียวหรือไม่

ต่อกรณีนี้ผมมีข้อเสนอแนะว่า การที่จะตอบว่าพวกเขาเป็นใครนั้น สามารถหยิบยกกฎหมายหลายฉบับที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว มาเป็นแนวทางแสวงหาคำตอบได้ เนื่องจากกฎหมายเหล่านี้ไม่ได้ระบุว่าจะต้องเป็นคนไทยเท่านั้นถึงจะดูแล กฎหมายครอบคลุมคนทุกคนที่อยู่ในประเทศไทย ในขณะนี้ประเทศไทยกำลังจะลงนามเป็นสมาชิกข้อตกลงระหว่างประเทศเรื่องการค้ามนุษย์ และการลักลอบข้ามดินแดนเพื่อเข้าเมืองผิดกฎหมาย ซึ่งแสดงเจตนารมณ์ว่าประเทศไทยต้องปฏิบัติตามกฎหมายของโลก ปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ ฉะนั้นเราควรจะต้องตีความบุคคลเหล่านั้นให้เป็นคุณไว้ก่อน

            เหยื่อจากการค้ามนุษย์ คือ ผู้ที่ถูกกัก ลัก พาตัว โอนตัว โดยฝ่ายที่ 3 ไปเพื่อถูกแสวงประโยชน์จากฝ่ายที่ 3 ทั้งที่บุคคลผู้นั้นจะยินยอมหรือไม่ยินยอมก็ได้ เช่น การตกเป็นทาส คำถามต่อมา คือ กัก/ลัก/พาตัว/โอนตัวเพื่อความตาย ได้รับบาดเจ็บ ถือว่าเป็นเหยื่อไหม? ตอบได้ว่า แค่มีการแสวงประโยชน์อื่นๆจากบุคคลผู้นั้นก็สามารถสันนิษฐานไว้ก่อนได้ว่าเขาน่าจะเป็นเหยื่อ

            มีคำถามว่า "แล้วถ้าบุคคลผู้นั้นยินยอม/สมัครใจเองถือว่าเป็นเหยื่อไหม?" การตั้งคำถามแบบนี้จะชักนำให้เราเข้าใจผิดได้ว่าคนที่ตกเป็นเหยื่อจะต้องยินยอมเท่านั้น ให้ลืมเรื่องการยินยอมของเหยื่อไปเลย เพราะการตกเป็นเหยื่อจะโดยยินยอมและไม่ยินยอมก็ได้ เพราะเขากำลังถูกเอารัดเอาเปรียบ

ต่อมาเมื่อจำแนกว่าเขาเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์แล้ว ก็จำเป็นจะต้องมีการดูแล อย่าเลือกใช้กระบวนการตม.มาดำเนินการ แต่ต้องใช้วิธีการสงเคราะห์ หรือในที่สุดแล้วถึงแม้ว่าเขาไม่ใช่เหยื่อการค้ามนุษย์ก็ตาม เราก็ลงนามในเรื่องผู้ที่ข้ามแดนโดยผิดกฎหมายว่าเขาก็เป็นเหยื่อเหมือนกัน แต่เขาจะมีหลักประกันน้อยกว่าเหยื่อจากการค้ามนุษย์

            กระบวนการคัดแยกเหยื่อ ใครจำแนก? ใครตัดสินว่าเป็นเหยื่อ? ตอบได้ง่ายมากคือ ต้องไม่ใช่แต่ตม.มาจำแนกหรือกำหนดเพียงองค์กรเดียวเท่านั้น จำเป็นจะต้องมีองค์กรอื่นๆที่กว้างกว่าตม. เช่น กระทรวงแรงงาน กระทรวงพัฒนาสังคมฯ ดังนั้นตม.จำเป็นต้องปรึกษากระทรวงแรงงาน กระทรวงพัฒนาสังคมฯ ก่อนที่จะกำหนดว่าบุคคลนั้นเป็นอะไร อย่าสันนิษฐานด้วยตนเอง

ถ้าจะดูว่าเขาเป็นเหยื่อหรือไม่ สามารถมองได้ 2 ลักษณะ คือ มองแบบปรนัย ดูข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น กับมองแบบอัตนัย คือ คำบอกเล่า การพูดของเหยื่อ เท่าที่ผมทราบตอนนี้คือกระทรวงแรงงานกับกระทรวงพัฒนาสังคมฯกำลังดำเนินการทำเรื่องการรับช่วงการโอนต่อบุคคลที่เป็นเหยื่ออยู่ สิ่งสำคัญคือ ต้องจำไว้ว่าถ้าเขาเข้ามาโดยถูกแสวงประโยชน์ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเขาเป็นเหยื่อ แล้วโอนต่อให้หน่วยงานอื่นรับผิดชอบประเทศไทยมีพรบ.ที่เอื้อต่อเหยื่อถึง 5 ฉบับ

            ในกระบวนการคัดแยกเหยื่อต้องให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะจากกระทรวงพัฒนาสังคมฯต้องมีทีมกำหนดสถานภาพของเหยื่อ เมื่อจำแนกว่าเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์แล้วต้องใช้กระบวนการสวัสดิการสงเคราะห์ทั้งหมด ต้องไม่เกี่ยวกับคุก ถ้าเป็นเหยื่อของการลักลอบข้ามแดนก็ต้องปฏิบัติต่อเขาอย่างเป็นคุณเช่นเดียวกัน สำหรับเหยื่อจากการค้ามนุษย์ก็จำเป็นจะต้องเปิดโอกาสให้เขาได้พักพิงในประเทศไทยชั่วคราวเพื่อฟ้องร้องผู้กระทำผิด ทุกฝ่ายที่เป็นเหยื่อมีสิทธิใช้กระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่

ต้องตระหนักไว้เสมอว่า หากบุคคลใดเข้าประเทศไทยโดยที่ถูกนำพาโดยฝ่ายที่ 3 อย่างผิดกฎหมาย ทำให้เขาตาย บาดเจ็บ ถูกแสวงประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ให้ถือว่าเป็นเหยื่อ ฉะนั้นจะไม่ใช่มาตรการลงโทษ ต้องให้ใช้กระบวนการสงเคราะห์ เราต้องไม่ถูกข่มโดยกฎหมายที่มีมากจนเกินไป

ผู้แทนจากสำนักงานอัยการสูงสุด

            อัยการเป็นกระบวนการทางฝ่ายบริหาร คดีที่เกิดขึ้นมองว่า ชาวพม่าที่เข้ามานั้นมี 2 สถานะ คือผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย เป็นผู้ต้องหาของรัฐต้องดำเนินคดีตามกระบวนการ กับในฐานะผู้เสียหาย การจัดการทางคดีกับการเยียยยาเป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป หน้าที่ของเจ้าพนักงานรัฐก็จะแตกต่างกันไป คดีลักษณะนี้เมื่อผู้ต้องหารับสารภาพจะใช้วิธีการฟ้องตามกฎหมายคนเข้าเมือง ศาลก็แค่สั่งปรับและผลักดันกลับต่อไป เนื่องจากกฎหมายอื่นไม่เอื้อต่อการผลักดันกลับ ฉะนั้นเราไม่ควรนำบุคคล 2 กลุ่มมาปะปนกัน

ในฐานะที่เขาเป็นผู้เสียหายก็ต้องหาทางคุ้มครอง ดูแลผู้เสียหาย ทางคดีอาญาก็จะไปดูข้อหาความผิด มีกี่คนเป็นผู้ต้องหาบ้าง ส่วนคดีแพ่งก็ต้องให้สภาทนายความไปดำเนินคดีต่อไป ส่วนกลุ่มที่กลับไปแล้วก็ดำเนินคดีฟ้องร้องเอาผิดคนผิดได้ ถ้าญาติพี่น้องต้องการ กรณีนี้ยังต้องใช้กฎหมายเดิมในการดำเนินการ ยังไม่สามารถใช้พรบ.การค้ามนุษย์ได้

            แรงงานต่างด้าวมี 2 ประเภท คือ แรงงานที่เข้าเมืองถูกต้องกฎหมายกับแรงงานที่เข้าเมืองไม่ถูกต้องกฎหมาย สิ่งที่เรากำลังพูดกันวันนี้คือคนที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายว่าเขาควรได้รับสิทธิอะไรบ้าง กฎหมายในประเทศไทยมีมากพอในการจัดการ เพียงแต่เราต้องใช้กฎหมายเป็น เช่น การใช้พยานหลักฐาน การใช้กฎหมายท้องที่ กรณี 54 ศพ ถือเป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยจะได้เรียนรู้กระบวนการจัดการ ทั้งทางคดีอาญาว่าดำเนินอย่างไร การเยียวยาทำอย่างไร การเรียกร้องสินไหมทำอย่างไร ควรทำออกมาเป็นคดีตัวอย่างเลย

พ.ต.อ.พงศ์อินทร์ อินทรขาว : กรมสืบสวนคดีพิเศษ

            ในเรื่องแรกเราพบว่ามีการเชื่อมโยงกระบวนการนำพาคนเข้ามาทั้ง 2 ประเทศ คือ พม่ากับไทย โดยช่วงแรกจ่ายเงินที่พม่าก่อน 1 แสนจั๊ต และมาจ่ายที่ปลายทางประเทศไทยเมื่อนำพาสู่จังหวัดต่างๆอีกครั้งหนึ่ง การจ่ายเงินได้แสดงให้เห็นถึงการทำงานข้ามชาติที่ซับซ้อน อนุมานไว้ก่อนว่าแรงงานข้ามชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยต้องจ่ายเงินเฉลี่ยคนละ 10,000 บาท เมื่อจำนวนคนมากขึ้นจำนวนตัวเลขก็หลายร้อยล้านบาท

ที่ผ่านมากรณีที่แม่สอดวันที่ 2 ธันวาคม 2549 ก็เกี่ยวข้องกับกระบวนการลักลอบเข้าเมือง 18 เมษายน 2551 มีการยิงกันตายที่อำเภอกะเปอร์ มีการพูดกันว่าคนที่ยิงผู้หญิงคนนี้คือแก๊งค์ที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย แสดงให้เห็นว่าการเข้าเมืองผิดกฎหมายเกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรง จำนวนเงินที่สูง ความเข็มแข็งของขบวนการในการลักลอบเข้าเมือง ตอนกรณี 39 ศพที่ผ่านมา ก็ขึ้นที่แพแห่งนี้เช่นเดียวกัน สิ่งที่น่าสนใจผู้ต้องหามี 3 คน คนแรกผู้หญิง สั่งไม่ฟ้อง คนที่ 2 ตำรวจ ฆ่าตัวตาย คนที่ 3 คนขับรถ ยังจับไม่ได้ ผมเห็นว่ามันซับซ้อน เต็มไปด้วยผลประโยชน์จำนวนมาก

            ข้อเท็จจริงมีการนำพาเด็กและผู้หญิงแน่นอน ฉะนั้นน่าจะมีมาตรการทางกระบวนการยุติธรรมที่เหมาะสม กรณีนี้ขบวนการนำพามีความผิดกฎหมายอาญา ที่มีการนำพาบุคคลเข้ามาโดยแสวงประโยชน์ เป็นทารุณกรรมต่อเด็ก มีการโยงไปใช้พรบ.ป้องกันการค้าหญิงและเด็ก เนื่องจากเด็กจะมีสภาพเป็นผู้เสียหายทันทีต้องได้รับการคุ้มครองเต็มที่ เขาจะต้องได้รับการดูแลในสถานที่ที่เหมาะสมเพียงพอตามที่กฎหมายกำหนด เพราะพอเป็นผู้เสียหาย สิ่งต่างๆจะตามมาทันที เช่น ที่พักสามารถนำเจ้าหน้าที่รัฐมาดูแลได้ นำตำรวจมาดูแลได้ ที่ผ่านมาเราต้องทำตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องทุกฉบับ แต่ก็ผ่านไป เราขาดการพิจารณาตรงนี้

            อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือการตัดตอนทางการเงิน เพื่อหาทางจัดการกับขบวนการให้ได้อย่างเต็มที่

ดร.ศรีประภา เพชรมีศรี  : สำนักงานสิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนา มหาวิทยาลัยมหิดล

            ต้องกล่าวก่อนว่าไม่ได้พูดในฐานะนักกฎหมาย ฉะนั้นจะมีประเด็นแลกเปลี่ยนที่แตกต่างจากมุมมองทางกฎหมายใน 5-6 ประเด็น กล่าวคือ

  • 1. คนที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าคนเหล่านั้นจะเข้าเมืองถูกหรือผิดกฎหมายก็ตาม พวกเขามีเพียง1 ฐานะ เท่านั้นคือ ฐานะความเป็นมนุษย์ เราต้องปฏิบัติต่อเขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง
  • 2. เมื่อตอนที่มีการเปิดอุโมงค์ช่องแคบที่ประเทศอังกฤษ พบว่ามีแรงงานจีนที่หลบหนีเข้าอังกฤษได้เสียชีวิตในสภาพเดียวกันภายในคู้คอนเทนเนอร์ประมาณ 56 ศพ มีข้อเสนอว่าน่าจะมีการศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาหรือการจัดการกรณีดังกล่าวที่ประเทศอังกฤษได้ดำเนินการ เพื่อเป็นแนวทางหนึ่งสำหรับการจัดการในประเทศไทยต่อไป
  • 3. มีการศึกษาถึงกรณีการเสียชีวิตของการลักลอบเข้าเมืองในช่วงปีที่ผ่านมา ทั้งคนจากพม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนาม พบว่า ได้เกิดเหตุการณ์ที่สามารถตรวจสอบได้ถึง 14 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตไปแล้วถึง 106 คน บาดเจ็บอีก 144 คน สูญหายอีกจำนวนมาก ขอตั้งข้อสังเกตว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหล่านั้นได้มีกระบวนการยุติธรรมลงไปตรวจสอบไหม การดำเนินการเป็นอย่างไร เพราะเห็นชัดว่าสำหรับกรณี 54 ศพ ที่มีการตรวจสอบขึ้นมาเพราะเป็นข่าวเผยแพร่ไปทั่วโลก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้สะท้อนให้เราตระหนักว่ามีเหตุการณ์จำนวนมากที่ถูกทำให้หายไป มีคนจำนวนมากที่ไม่ได้รับการคุ้มครอง
  • 4. เวลาที่มองประเด็นเรื่องแรงงานข้ามชาติ ไม่ว่าจะเข้าเมืองถูกหรือผิดกฎหมาย จะเป็นเหยื่อหรือไม่เป็นเหยื่อก็ตาม ประเด็นดังกล่าวไม่สามารถแยกขาดได้จากบริบททางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมได้เลย ยกตัวอย่างเช่น จากผลพวงของพายุไซโคลนในประเทศพม่าก็จะทำให้มีประชาชนเดือดร้อนนับล้านคน ที่หลายคนอาจจะอพยพย้ายถิ่นหนีความเดือดร้อนมายังประเทศไทยต่อไปฉะนั้นผู้ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมควรมองในบริบทที่เกิดขึ้นแวดล้อมด้วย
  • 5. การเดินทางเข้ามาจากประเทศพม่า ได้มีกระบวนการนำพาเขาเข้ามา เป็นกระบวนการที่เรียกได้ว่าเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ ฉะนั้นควรต้องมองว่าเกิดจากสาเหตุอะไรที่แท้จริง ไม่สามารถมองได้เพียงว่าคือเป็นอาชญากรรมข้ามชาติเท่านั้น รวมถึงการแก้ไขปัญหาที่ประเทศต่างๆในระดับภูมิภาคต้องร่วมมือกัน เช่น บทบาทอาเซียน ที่มีการรับรองปฏิญญาสิทธิแรงงานข้ามชาติ เป็นการแสดงเจตนารมณ์ของ 10 ประเทศในอาเซียนที่จะร่วมมือกันในการคุ้มครองแรงงานข้ามชาติ
  • 6. เรื่องนี้ไม่สามารถแก้ไขได้ในประเทศใดประเทศหนึ่ง เป็นเรื่องระหว่างประเทศ ในอาเซียนมีความพยายามที่จะมีการเคลื่อนย้ายกันอย่างอิสระหลายเรื่อง เช่น การค้าการลงทุน แต่เราก็ไม่ได้เปิดฟรีในการเคลื่อนย้ายมนุษย์ ทั้งๆที่การค้าการลงทุนได้เชื่อมโยงกับการเคลื่อนย้ายแรงงาน การแก้ไขการจัดการใดๆเกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติ ถ้าไม่มีการที่มองภาพใหญ่กว่านั้น เรื่องนี้ก็จะเกิดขึ้นใหญ่ขึ้นอีก

ฉัตรชัย บางชวด : สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ

ประเด็นที่หนึ่ง ในส่วนของนโยบายการจัดการปัญหาน่าจะมีความชัดเจนระดับหนึ่งอยู่แล้ว แต่มีข้อจำกัดถึงความซับซ้อนทำให้เกิดปัญหาในทางปฎิบัติ ภาครัฐมีความพยายามในการแสวงหาทุกวิถีทางในการแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าว

            ประเด็นที่สอง เกี่ยวกับการนำเหตุการณ์เสียชีวิตของแรงงาน 54 ศพมาถกเถียงเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบาย ผมรู้สึกว่าการใช้ชีวิตคนมาประกอบการพิจารณาบางเรื่องนั้น มันหดหู่ การช่วยเหลือบุคคลต่างๆนั้นถ้าใช้ความรู้สึกส่วนตัวจะเกิดความผิดพลาดได้ ต้องใช้ข้อเท็จจริง ใช้ความรู้สึกไม่ได้ เพราะจะบิดเบือน ควรฟังข้อเท็จจริงให้ครบและร่วมมือกันแก้ปัญหา คำนึงถึงหลักมนุษยธรรมประกอบด้วย

            ประเด็นที่สาม ผมไม่แน่ใจว่าพวกเขาเป็นเหยื่อทั้งหมดนั้น ใช่หรือไม่ เพราะถ้าแรงงานข้ามชาติบางคนเลือกมาใช้กระบวนการนำพาลักษณะนี้ กฎหมายคนเข้าเมืองจะไม่สามารถขับเคลื่อนอะไรได้ คนเหล่านี้จะใช้กลไกดังกล่าวที่บอกว่าเขาเป็นเหยื่อนำมาสร้างสถานการณ์ได้ ควรใช้กฎหมายที่ชัดเจนในการแบ่งเรื่องการเป็นเหยื่อหรือไม่เป็นเหยื่อจะเป็นการดีกว่า

วสันต์ สาธร : สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว

การเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามชาติปีหนึ่งๆมีจำนวนถึงหลายล้านคนที่เป็นการเคลื่อนย้ายไปอย่างไม่ถูกต้อง โดยมีขบวนการต่างๆนำพาไป ต้องยอมรับว่ากฎหมายทุกฉบับจะไปลิดรอนสิทธิมนุษยชนแน่นอน แต่เป็นสิ่งจำเป็นเพราะเราไม่ได้อยู่ในโลกพระศรีอาริย์ ทุกคนไม่ได้เชื่อฟังกันทั้งหมด การศึกษากฎหมายก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องคิดเหมือนกันหมด มีการตีความแตกต่างกันเสมอ กระทรวงแรงงานไม่ใช่กระทรวงสวัสดิการสังคม เรามองแรงงานในฐานะเป็นปัจจัยการผลิต เราทำหน้าที่ในการออก workpermit การเข้าเมืองถูกหรือผิดกฎหมายเป็นเรื่องของกฎหมายคนเข้าเมือง ประเทศต้องการคนที่เข้าเมืองถูกกฎหมาย คนที่ไม่ถูกกฎหมายก็ต้องทำให้ถูกกฎหมายต่อไป ส่วนการดำเนินเรื่องสิทธิมนุษยชนก็ต้องดำเนินควบคู่กันไป

ในส่วนของกบร.ซึ่งตั้งโดยมติคณะรัฐมนตรี โดยมีรองนายกฯเป็นประธาน มี 22 หน่วยงานเป็นกรรมการ ทำหน้าที่กำหนดนโยบายแรงงานต่างด้าวเป็นครั้วคราว ยอมรับว่าเป็นองค์กรที่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ เพราะองค์กรไม่ปรารถนาจะเป็นฝ่ายเลขานุการในการจัดการเรื่องแรงงานต่างด้าว รวมถึงการกำหนดบทบาทต่างๆ ควรมีการเสนอฝ่ายเลขานุการที่ชัดเจนแทนกบร.ขึ้นมา

นโยบายการจัดการแรงงานข้ามชาติและการย้ายถิ่นข้ามชาติของแรงงานอย่างปลอดภัย : มุ่งสู่นโยบายและมาตรการที่ยั่งยืน

            เป็นช่วงการทบทวนกลไกในสังคมไทยว่าเอื้อต่อการย้ายถิ่นของแรงงานข้ามชาติหรือไม่ ทำอย่างไรให้การเคลื่อนย้ายมีความปลอดภัย

วสันต์ สาธร : สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว

            เรื่องของนโยบายแรงงานต่างด้าวเริ่มมีความชัดเจนตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา คือทุกคนที่หลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมายสามารถมาขึ้นทะเบียนในระบบได้ เพื่อจะได้มีเอกสารแสดงตัว เป็นกลไกในการตรวจสอบของกรมการปกครอง ต่อมากระทรวงการต่างประเทศจะเป็นผู้เจรจากับประเทศต้นทางให้มีการพิสูจน์สัญชาติอย่างถูกต้อง เพื่อให้เป็นกระบวนการเข้าเมืองถูกกฎหมาย มีการทำข้อตกลงระหว่างประเทศ บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจ้างแรงงาน ซึ่งมีวัตถุประสงค์คือ ต้องมีกระบวนการเข้ามาทำงานที่ถูกต้อง มีกระบวนการส่งกลับที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามกลไกนี้ไม่สามารถควบคุมการเข้าเมืองได้ทั้งหมด จะต้องมีข้อตกลงระหว่างจังหวัดชายแดน เป็นการตกลงระดับจังหวัดว่ามีหลักเกณฑ์ในการป้องการเข้าเมืองของแรงงานอย่างไร

            ที่ผ่านมาได้มีการดำเนินการทางนโยบายแล้ว 2 เรื่อง คือ การพิสูจน์สัญชาติโดยประเทศต้นทางที่จัดส่งเจ้าหน้าที่มาสัมภาษณ์แรงงานแล้วอกเอกสารรับรองให้ ซึ่งทำไปแล้วทั่วประเทศประมาณ 40,000 คน อีกช่องทางหนึ่งสำหรับผู้ที่จะเดินทางมาใหม่ ก็ให้นายจ้างมาขอที่สำนักงานจัดหางานแล้วส่งความต้องการของนายจ้างไปที่ประเทศต้นทางให้หาแรงงานให้ แล้วจึงเข้าสู่กระบวนการที่ถูกกฎหมาย ซึ่งปัจจุบันทำได้ประมาณหมื่นกว่าคนแล้ว นี้คือการดำเนินงานกับแรงงานลาว แต่ขณะเดียวกันประเทศพม่าจะให้มีกระบวนการพิสูจน์สัญชาติในประเทศซึ่งกำลังทำการตกลงกันอยู่ ซึ่งมิเช่นนั้นพม่าจะไม่ยอมให้มีการพิสูจน์สัญชาติ สิ่งนี้ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ประเทศพม่าจะยอมรับการทำงานร่วมกับประเทศไทย

            ในการจัดทำ Work Permit นั้น โดยปกติเราจัดเก็บเงิน 1,800 บาท บวกค่าจัดทำอีก 100 บาท เป็น1,900 บาท สำหรับแรงงาน 3 สัญชาติ คือ พม่า ลาว เขมร ต่อไปในอนาคตเราจะนำกิจการและพื้นที่มาพิจารณาในการจดทะเบียนด้วย เช่น กิจการประมง ต่อเนื่องประมง เกษตร และปศุสัตว์ ซึ่งมองว่าเป็นงานที่ขาดแคลน แรงงานที่จะมาทำงานใน 4 กิจการนี้จะลดค่าธรรมเนียมให้ครึ่งหนึ่ง เราเสนอว่าให้เก็บค่าธรรมเนียมเพียงครึ่งหนึ่ง

ส่วนอีกลักษณะหนึ่งคือพื้นที่เป็นตัวตั้ง คือ พื้นที่ชายแดน 30 จังหวัด ลดให้ครึ่งหนึ่งเช่นเดียวกัน เหลือ 900 บาทต่อปี อีกส่วนหนึ่งพื้นที่ติดกับชายแดน 29 จังหวัด ก็ลดหลั่นค่าธรรมเนียมลงมา ส่วนจังหวัดอีก 6 จังหวัด คือ กทม.และปริมณฑลค่าธรรมเนียมจะเท่าเดิม เพื่อไม่ต้องการให้แรงงานข้ามชาติเดินทางเข้ามาทำงาน อีกเรื่องหนึ่งที่ใหม่คือค่าธรรมเนียมของนายจ้าง ปกตินายจ้างจะไม่เสียค่าธรรมเนียม ตอนไปก็จะให้เสียค่าธรรมเนียมด้วย เรียกว่า ค่าเลวี่ เป็นตัวควบคุมจำนวนแรงงานข้ามชาติที่จะเข้ามา TDRI กำหนดไว้ว่าประมาณ 400-700 บาท เราอาจเสนอเหลือเพียง 200-600 บาท เพราะประเทศไทยไม่เคยมีค่าธรรมเนียมของนายจ้างมาก่อน การเก็บก็ขึ้นอยู่กับจังหวัดที่ติดชายแดนไม่ติดชายแดน กำลังดำเนินการในชั้นกฎกระทรวง

            ในเรื่องใบอนุญาตทำงานนั้น ก็มีการเปลี่ยนแปลงบ้าง เช่น การใช้ border pass เข้มาทำงานได้ ไปเพิ่มวัตถุประสงค์อีกข้อหนึ่งของการใช้ border pass เพื่อเข้ามาทำงาน เช่น ในกรณีพื้นที่แม่สอด พื้นที่สระแก้ว เพราะเป็นพื้นที่ที่มีการใช้แรงงานจำนวนมาก

สาวิทย์ แก้วหวาน : สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์

            เหตุการณ์ 54 ศพ ได้สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการจัดการภาครัฐที่ล้มเหลว ที่กฎหมายไม่ยืดหยุ่น เพราะเอาเข้าจริงๆแล้วเราไม่สามารถปฏิเสธแรงงานข้ามชาติได้ สิ่งสำคัญคือเราจะจัดวางความสัมพันธ์อย่างไร เหตุการณ์การเสียชีวิตได้เกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้ว ไม่ใช่ครั้งแรกและครั้งสุดท้าย

การจดทะเบียนแรงงานได้ประสบปัญหาหลายส่วน เช่น การถูกยึดบัตร การไม่สามารถข้ามเขตได้ จำนวนคนที่จดทะเบียนลดน้อยลงทุกปี และปัญหาอื่นๆ เช่น เรื่องสิทธิเสรีภาพ การรวมตัวเป็นสหภาพแรงงานที่แรงงานข้ามชาติยังไม่สามารถจัดตั้งได้ รวมถึงการยังไม่ได้รับรองอนุสัญญาฉบับที่ 87 การไม่มีศูนย์ hotline รับเรื่องราวร้องทุกข์ การแก้ปัญหาแบบ one stop service

            เราต้องยอมรับว่าแรงงานข้ามชาติเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสร้างเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็ง และสร้างกระบวนการทำงานร่วมกันของฝ่ายต่างๆ ปัญหาแรงงานข้ามชาติเป็นปัญหาระดับโลกเรื่องใหญ่ ความเป็นรัฐชาติไม่สามารถสะกัดกั้นแรงงานอพยพได้ต่อไป ฉะนั้นนหน่วยงานรัฐ หน่วยงานเอกชน ฝ่ายต่างๆต้องแสวงหากระบวนการร่วมกัน ในขบวนการแรงงานจะจัดการอย่างไร


วิไลวรรณ แซ่เตีย
: คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย

            สิ่งที่อยากจะเห็นคือ การดำเนินการหาคนผิดมาลงโทษถึงที่สุด ญาติพี่น้องคนที่เสียชีวิตได้รับการชดเชยค่าสินไหม มีการปกป้องคนที่เป็นพยาน ดูแลเรื่องจิตใจ การจดทะเบียนควรจะสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่สามารถจดทะเบียนได้ตลอดเวลา


จารุวัฒน์ เกยูรวรรณ
: โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย

กลไกลที่สำคัญในการแก้ปัญหาแรงงานข้ามชาติคือ การต่อรองโดยตรงระหว่างแรงงานกับนายจ้าง หลายสหภาพแรงงานที่มีประสิทธิภาพ มีความเข้มแข็ง ล้วนแล้วแต่ผ่านกระบวนการเหล่านี้ เราน่าจะไปสนับสนุนสหภาพแรงงานข้ามชาติมากกว่า


สมพงษ์ สระแก้ว
: เครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN)

            ควรใช้เคสนี้เป็นกลไกที่นำไปสู่การจัดการที่ดีต่อไป เช่น การจัดการเรื่องนายหน้า การคัดแยกผู้เสียหาย สภาพการจ้างไม่เป็นไปตามพรบ.คุ้มครองแรงงาน ทำให้ไม่เกิดการคุ้มครอง ในสถานการณ์ปัจจุบันไม่มีใครทราบจำนวนตัวเลขที่แท้จริงของแรงงานข้ามชาติในประเทศ  นอกจากนั้นนิยามการค้ามนุษย์น่าจะมีการนิยามให้กว้างขึ้นเพื่อคลอบคลุมการช่วยเหลือการคุ้มครองให้มากขึ้น การบริหารจัดการแรงงานควรเป็นระบบเดียวที่สามารถตัดสินใจได้ทันทีเป็นเรื่องสหวิชาชีพเฉพาะ

 


[1] สรุปการประชุมโดยบุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์ มูลนิธิส่งเสริมสันติวิถี (Peaceway Foundation) 

[2] ประกอบด้วย 1. คณะอนุกรรมการสิทธิแรงงาน ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 2. สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 3. คณะอนุกรรมการสิทธิมนุษชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ 4. สำนักงานสิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนา มหาวิทยาลัยมหิดล 5. สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล 6. โครงการสตรีและเยาวชนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 7. เครือข่ายองค์กรเอกชนด้านแรงงานข้ามชาติ (Migrant Working Group - MWG) 8. เครือข่ายปฏิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ (Action Network for Migrant - ANM) 9. เครือข่ายสามพรานต้านการค้ามนุษย์ 10.เครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) 11. คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยในพม่า (กรพ.) 12. คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (TLSC) 13. สมาพันธ์แรงงานขนส่งระหว่างประเทศ (ITF) 14. สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) 15. มูลนิธิผสานวัฒนธรรม 16. มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ (FAR) 17. มูลนิธิผู้หญิง 18. มูลนิธิเพื่อนหญิง 19.มูลนิธิส่งเสริมสันติวิถี 20. มูลนิธิรักษ์ไทย 21. ศูนย์ช่วยเหลือสิทธิและกฎหมายแก่ผู้ประสบภัยสึนามิ 22. ศูนย์อเมริกันเพื่อแรงงานนานาชาติ (ACILS) 23. Federation Trade Union of Burma (FTUB) 24. โครงการประสานชาติพันธุ์อันดามัน มูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคประทีป

ความคิดเห็น

เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่แสดงความคิดเห็นได้
กรุณาเข้าสู่ระบบหรือสมัครสมาชิก

Powered by AkoComment 2.0!

ลงนามกำลังใจ
สมัครสมาชิกเว็บไซต์
ติดต่อเรา
เพื่อนบ้าน
กระดานสนทนา
ข่าวฝากประชาสัมพันธ์
Email 4 Staff
หนังสือแนะนำ
สินค้าน่าสนับสนุน
ช่วยคนชราธิเบตพลัดถิ่น
ภาพความหมาย
ran03_resize.jpg
ปักหมุดประกาศ

Image ร่วมทำบุญเพื่อช่วยเหลือคนชราธิเบตพลัดถิ่นในอินเดีย ที่อาศัยอยู่ในบ้านพักคนชรา อายุตั้งแต่ ๗๐ ปีขึ้นไปได้มีโอกาสเข้าฟังธรรมจากองค์ทะไลลามะและแสวงบุญ ณ เมืองพุทธคยาในบั้นปลายของชีวิต รายละเอียดเพิ่มเติม

Image สารเพื่อนเสม  ข่าวสารองค์กรเครือข่าย มูลนิธิเสฐียรโกเศศ - นาคะประทีป จดหมายข่าวราย 2 เดือน ปีที่ 4 ฉบับที่ 32 พฤศจิกายน-ธันวาคม 2551
+ จุดเปลี่ยน / กฤตยา ศรีสรรพกิจ
+ ช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิต / วารุณี ไม้ตราวัฒนา
+ ในอ้อมกอดของขุนเขาและเหล่ากระบวนกร / พูลศรี ไชยประสิทธิ์
+ วัยเด็ก ..ต้นไม้แห่งความทรงจำ : นาทีชีวิต ตอน 2
+ Tokyo Tower : แม่ครับ...ผมรักแม่/ จากบทภาพยนตร์
+ สุนทรียสนทนา / วิทยากร โสวัตร  
 อ่านสารเพื่อนเสม
 

Image ปาจารยสาร ฉบับ "การศึกษาทางเลือก การเดินทางเพื่อกลับไปจุดเดิม? 
||
สมัครสมาชิก || บอร์ดชาวปาจารยสาร || 
ปีที่ 32 ฉบับที่ 6 กรกฎาคม-สิงหาคม 2551
- การศึกษาเพื่อการครอบงำ
- บทเรียนแห่งการปฏิรูปการศึกษา
- สู่การศึกษาทางเลือก
- ทางเลือกของทางเลือก
- แพทย์แผนทิเบตศาสตร์แห่งอดีต เพื่อรักษาปัจจุบัน
- ศานตินิเกตัน สถาบันชีวิต
- เวียตนามในความทรงจำนักปั่น
  

 อยากอ่านติดต่อไปที่ โทรศัพท์ 02- 8603527 หรืออีเมล์

สถิติ
ผู้เยี่ยมชม: 3158951
   หน้าแรก