|
ดังได้กล่าวมาแล้วว่าเข้าจัดตั้งของพ.ค.ท.สังกัดสันนิบาตเยาวชนรักชาติแห่งประเทศไทยนั้นความเข้าใจเรื่องลัทธิมากซ์ของผมน้อยมาก เพราะก่อน ๑๔ ตุลาคม ๑๖ นั้นหนังสือด้านนี้หาอ่านยากมาก ยิ่งหายาก เราก็ยิ่งอยากรู้อยากเห็น การอ่านเอกสารใต้ดินที่พี่สุเอามาให้จึงน่าตื่นเต้นมาก แต่ก็ไม่มากมายอะไรนัก ส่วนมากเป็นสรรนิพนธ์ของเหมาเจ๋อตง ในอีกด้านหนึ่งการที่ผมสนิทสนมกับใหญ่ ก็ทำให้ผมได้รู้จักแหล่งความคิดอีกสายหนึ่ง ทั้งทางการพูดคุยและการอ่าน ใหญ่เป็นนักอ่านตัวฉกาจ และอ่านกว้าง ผมรู้จักงานความคิดของอีริค ฟรอมม์ เปาโล แฟร์ ชูม้ากเก้อร์ จอน โฮล์ท รวมทั้ง ด.ท. ซูสุกิ ก็ผ่านทางใหญ่ เข้าใจว่าด้านหนึ่ง ใหญ่ก็คงได้อิทธิพลมาจากอาจารย์สุลักษณ์อีกที ใหญ่เป็นคนถือคติว่าบนโต๊ะหนังสือของเขา กองหนังสือด้านการเมืองและด้านศาสนาจะต้องกองโตเท่าๆ กัน
พวกเราอ่านภาษาอังกฤษกัน เมื่อหนังสือฝ่ายซ้ายภาษาไทยหาอ่านยาก แต่ความกระหายที่จะเข้าใจประเด็นที่ถกเถียงกันมีมากเหลือเกิน เราก็ไปซื้อหนังสือประเภทหัดภาษาอังกฤษมาอ่านรวมทั้งเรื่องลัทธิมากซ์จากร้านดวงกมล อ่านใหม่ๆ ก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ก็อ่านจนรู้เรื่อง และพอจะรู้เรื่องก็รู้ว่าหนังสือบางเล่มนั้นไม่ได้สนับสนุนความคิดของมากซ์เท่าไร ร้านดวงกมลตรงสยามสแควร์สมัยนั้น จะมีตู้หนังสือใหม่จากเมืองนอก และหนังสือซ้ายใหม่เหล่านี้จะวางขายในตู้นั้น พอเริ่มอ่านเป็น ผมก็เป็นแฟนประจำที่นั่นคนหนึ่ง แต่ก็ซื้อมาเก็บไว้แล้วไม่ได้อ่าน มากกว่าที่ได้อ่าน นอกจากนั้นอิทธิพลของสังคมศาสตร์ปริทัศน์ก็ออกไปทางซ้ายใหม่ที่กำลังเฟื่องฟูอยู่ในตะวันตกด้วย ทั้งยังทำให้ผมรู้สึกว่าการปฏิวัติขัดขืนเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมกำลังเกิดขึ้นทั่วโลก รู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับอเมริกาละตินด้วย อัฟริกาด้วย ผมจำได้ว่าความเรียงว่าด้วยสังคมนิยมของของไนเยียเร่ ผู้นำแทนซาเนียด้วยความกระหาย และอ่านเรื่องราวการปฏิวัติของคนหนุ่มสาวในฝรั่งเศสเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๖๘ อย่างดำดื่ม จำได้แม้กระทั่งผู้นำของขบวนการว่าชื่อโคล เบ็นดิต จนเมื่อมาติดต่อกับพรรคเขียวเยอรมัน ๒๐ ปีให้หลังยังเกือบจะได้เจอกัน และก็ฟังข่าวคราวของเขาจนทุกวันนี้ เมื่อเขาเข้าไปนั่งในรัฐสภายุโรปแล้วในฐานะตัวแทนพรรคเขียวของฝรั่งเศส เรื่องราวของขบวนการนักศึกษาญี่ปุ่นเซ็นกากูเร็นก็ได้จากที่นี่ ผ่านงานเก็บความของวิทยากร เชียงกูล ที่มีงานออกมาสม่ำเสมอ และผมเป็นแฟนอ่านประจำสมัยนั้น ตอนหลังอาจารย์สุมนให้เลือกหนังสือวิจารณ์เอง ก็ยังเอางานของวิทยากรมาวิจารณ์ส่งครูและส่งไปลงหนังสือพิมพ์พร้อมๆ กันไป งานของนักเขียนของสังคมศาสตร์ปริทัศน์ที่ถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาไทย มีอิทธิพลต่อการอ่านหนังสือภาษาอังกฤษของผมในตอนนั้นมาก แม้จะเป็นการอ่านแบบงูๆ ปลา ๆ ก็ตามที งานสายนี้มีแนวโน้มไปทางอนาธิปไตย เน้นความเป็นมนุษย์ เน้นเรื่องความรักในมนุษยชาติ เมื่อพูดถึงงานของมากซ์ก็จะเน้นเรื่องความแปลกแยก และประเด็นเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ที่ละเอียดอ่อน อันถือกันว่าเป็นงานเขียนสมัยมากซ์ยังหนุ่ม ที่จำได้แม่นคือ Marx's Concept of Man ของอีริค ฟรอม เขาเป็นนักคิดที่ผมชอบอ่านแม้ออกจากขบวนการฝ่ายซ้ายแล้ว และผมหัดแปลภาษาอังกฤษครั้งแรกก็จากหนังสือของเขาเรื่อง The Art of Loving โดยคนรักของผมสมัยนั้นเป็นคนแปลหลัก ผมเข้าใจว่าใหญ่และสันติสุขเป็นคนแนะนำให้ผมอ่านหนังสือของนักคิดเหล่านี้ และเชื่อมเข้ามาหางานเขียนของนิโคลัส เบ็นเหน็ด ด้วยดังที่เล่ามาแล้ว จำได้ว่าพวกเรายังได้เอางานของเขามาอ่านกันในหมู่ยุวชนสยามด้วย ส่วนงานเขียนซ้ายกระแสหลักนั้นก็ได้จากหนังสือไทยรุ่นเก่า ที่ทำกันไว้ตั้งแต่ก่อนปี ๒๕๐๐ ที่จำได้แม่นก็คือ หนังสือนิติศาสตร์ ๒๕๐๐ เล่มหนา และงานของจิตร ภูมิศักดิ์ก็เหมือนจะมีคนเอามาพิมพ์แล้ว หนังสือเหล่านี้มักมาพร้อมกับตำนานของซ้ายไทยยุคก่อน อีกเล่มที่จำได้คือ ยุคทมิฬ เล่าเรื่องราวการปราบปรามอย่างทารุณของรัฐไทยเผด็จการก่อนยุค ๒๕๐๐ พร้อมกันนี้เราก็รู้ตำนานของอักษรสาส์นด้วย จนได้ไปหาอาจารย์สุภา ศิริมานนท์ด้วยตนเองที่กระท่อมปั๊กเป้า ฟังท่านเล่าเรื่องตอนท่านค้นคว้าเพื่อเขียนแคปิตะลิสต์ อย่างตื่นเต้น เช่น ต้นฉบับกองโต ถูกตำรวจขนไปทั้งตั้ง แล้วก็ขนมาคืน ท่านเล่าด้วยว่าทำไมท่านถึงไม่เข้าพรรค แต่ถือว่าท่านทำหน้าที่ของท่านโดยการที่นำเรื่อง วัตถุนิยมวิภาษมาเผยแพร่ในอักษรสาส์นนั้น จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการคิด อันจะทำให้ขบวนการสังคมนิยมไปถูกทิศทางโดยตัวมันเอง ที่ผมแปลกใจก็คือกระท่อมปั๊กเป้าของท่านนั้น ใหญ่โตแบบบ้านคนมีเงิน สันติสุขในตอนนั้นปรารภว่า "ทำอย่างนั้นได้อย่างไร" หมายถึงเป็นซ้ายแต่อยู่อย่างนายทุน ดูท่านจะนับถือนายผีมากในแง่เป็นนักคิด ท่านว่า คำว่า "สรรนิพนธ์" นั้นนายผีต้องเป็นคนคิดอย่างแน่นอน ท่านยังบอกด้วยว่าการจัดตั้งแบบกลุ่มเซลที่ฝ่ายซ้ายทำกันนี้ เลนินเอาแบบมาจากฝ่ายคริสต์ เลนินเห็นว่าองค์กรจัดตั้งของฝ่ายคริสต์นี้เข้มแข็งมาก ต้องใช้วิธีของฝ่ายคริสต์เพื่อทำลายคริสต์ให้ลง ผมฟังเรื่องราวและความคิดเหล่านี้อย่างทึ่งและตื่นเต้น ในบรรดานักคิดไทยยุคก่อน ๒๕๐๐ นั้น ผมชอบงานเขียนของกุหลาบ สายประดิษฐ์มากที่สุด มากกว่างานของจิตร เพราะงานของกุหลาบไม่ให้ความรู้สึกยัดเยียด แต่งานของจิตรนั้นอ่านแล้วอึดอัด เขาหาเหตุผลมาเพื่อสนับสนุนข้อสรุปของเขาอย่างเดียว ตอนนั้นหนังสือเรื่องลัทธิสังคมนิยมของกุหลาบให้พื้นฐานความรู้อย่างกว้างๆ ทำให้ผมสนใจอยากรู้มากขึ้นไปอีก ส่วนหนังสือเรื่องแคปิตะลิสต์ของอาจารย์สุภานั้นผมอ่านไม่รู้เรื่อง ที่พยายามเข้าใจมากที่สุดคือเรื่องมูลค่าส่วนเกิน แต่ก็เข้าใจว่าจับได้มัวๆ มีคนมาเล่าให้ฟังว่าสันติสุขกับใหญ่อ่านเรื่องนี้แล้ว เปิดบรรยายใต้ต้นไม้ที่มหิดลเลยทีเดียว ผมรู้สึกเสมอว่าเพื่อนสองคนนี้ฉลาดล้ำมากมายนักหนา แต่แหล่งความรู้ลัทธิมากซ์ที่สำคัญที่สุดย่อมได้ผ่านทางพี่สุอย่างไม่มีปัญหา แต่เป็นลัทธิมากซ์สายที่ทำให้เป็นจีนแล้ว หรืออีกนัยเป็นลัทธิเหมามากกว่า เอกสารที่ได้มาส่วนมากเป็นเอกสารพิมพ์ดีด เข้าใจว่าระวังเรื่องการถ่ายเอกสารด้วย และเป็นงานแปลจากภาษาจีนโดยตรง ผมอ่านงานของเหมาด้วยความอร่อย เพราะเขาเขียนตรรกะแบบวิภาษวิธีที่เข้าใจได้ง่าย และน่าคิด เพิ่งมาอ่านเจอในภายหลังว่างานเขียนของเหมานั้น มีนักเรียนนอกที่จบจากรัสเซียช่วยเขียนให้ด้วยในยุคการต่อสู้ทางความคิดในจีน งานชิ้นแรกที่ติดใจ เข้าใจว่าคือเรื่องประชาธิปไตยรวมศูนย์ ผมเอามาอ่านกันในกลุ่มยุวชนสยามด้วย กุลชีพเป็นคนเดียวที่ถามว่าเอามาจากไหน ผมโกหกอ้อมแอ้มว่าเอามาจากภาษาอังกฤษ เพราะตอนนั้นมีงานเขียนของเหมาเป็นป๊อคเก็ตบุ๊คอ่านกันอยู่ในหมู่พวกเราที่พอรู้ภาษาอังกฤษแล้วและบทนี้ก็อยู่ในหนังสือนั้น ต่อมาผมจึงได้อ่านงานอื่นๆ ของเหมาอีก จำได้ว่าพอหลังจาก ๑๔ ตุลาคม ๑๖ แล้ว เราก็เริ่มศึกษากันเป็นกลุ่ม มีรุ่นพี่ "ชั้นบน" ขึ้นไปอีกจากสายจัดตั้ง ลงมาเป็นติวเต้อให้ ผมไม่รู้จักชื่อจริง และเราทุกคนใช้ชื่อจัดตั้ง ในหน่วยย่อยของเรา ครูลัทธิเหมาที่ว่านี้เป็นคนน่ารักและสนุก มีอารมณ์ขัน คล้ายๆผู้รู้แบบจีนโบราณ ชีวิตในหน่วยจัดตั้งนี้ผมถือว่าเป็นช่วงที่ดีที่สุดในชีวิตสมัยหนุ่มสมัยนั้น ผมสนุกกับการได้เรียนความคิดและวิธีคิดแบบวิภาษวิธีมาก ทั้งๆ ที่ก็สรุปไม่ได้ว่ามันคืออะไรกันแน่ มันเป็นเหมือนคำศักดิ์สิทธิ์อะไรสักคำ ที่เราต้องไขรหัสเข้าไปเข้าใจให้ได้ ผมชอบตรรกะอย่าง "จักรวรรดินิยมอเมริกาเป็นเสือกระดาษในทางยุทธศาสตร์ แต่เป็นเสือจริงในทางยุทธวิธี" เป็นต้น ผมชอบซักชอบถามเมื่อครูจากจัดตั้งคนที่มาสอน จำได้ว่ายังขำแบบทึ่งเมื่อครูอธิบายถึงการแตกดับของโลกและจักรวาลด้วยวิภาษวิธีได้ด้วย ทำนองว่าแม้โลกนี้จะถูกทำลายไป แต่ก็จะเกิดโลกใหม่ขึ้นได้ จำได้ว่าได้ถามพี่เขาในทำนองว่า "โอ้โฮ ใช้ได้ถึงขนาดนั้นเชียวหรือครับ" แต่ในใจก็นึกว่านี่ก็เป็นวิธีคิดคล้ายๆ อภิปรัชญาที่ลัทธิมากซ์โจมตีนี่นา นานมากหลังจากนั้น จึงได้รู้ว่าสมมติฐานของมากซ์ก็เป็นอภิปรัชญาสกุลหนึ่งในทางวิชาการปรัชญา กลุ่มจัดตั้งของเรา เวลาเจอกันส่วนมากก็จะเจอกันตามบ้านสมาชิกที่สะดวก ตอนเย็นๆ บางวันก็ค้างด้วยกัน จำได้ว่าช่วงหนึ่ง คงเพราะเห็นพวกเราเหนื่อยกันมาก เพราะเป็นช่วงหลัง ๑๔ ตุลาคม ๑๖ แล้ว พวกเราจึงมีงานทำกันมากมายไม่ได้หยุดหย่อน ครูลัทธิมากซ์เลยชวนเราออกไปเช่าบังกะโลเล็กๆ ที่บางแสนกันสองสามวัน เรียนลัทธิมากซ์และพักผ่อนไปด้วย ผมเรียนการทำโยคะโดยเอาหัวตั้งก็จากครูคนนี้เป็นครั้งแรก เข้าใจว่าโดยอาชีพแกเป็นครูสอนภาษาจีนในโรงเรียนจีนในกรุงเทพนี่เอง แต่เคยไป "ชนบท" หมายถึงไปเยี่ยมฐานที่มั่นของพ.ค.ท. ในเขตสู้รบด้วย นอกจากนี้ ครูยังสอนว่าถ้าไปต่างจังหวัดและหนาวให้นอนในฟางข้าว จะอุ่นมาก เรื่องที่ผมไม่สนิทใจเมื่ออยู่ในกลุ่มศึกษาใต้ดินนี้ก็คือ รู้สึกว่าอิทธิพลของจีนมากเกินไป เมื่อเมืองจีนวิพากษ์หลิวเฉาชี เราก็วิพากษ์ด้วย พูดง่ายๆ คือกระแสปฏิวัติวัฒนธรรมในจีนได้เข้ามาในพ.ค.ท. ด้วย นอกจากนี้ หลัง ๑๔ ตุลา ๑๖ ผมยังเริ่มเห็นต่างจากกลุ่มทางพี่สุเทพ-อนุช ที่เริ่มออกหนังสือพิมพ์และเคลื่อนไหวแบบซ้ายจัดมากขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ ในหน่วยของเรา ผมได้วิพากษ์การใช้ภาษาไทยแบบปักกิ่งที่กลุ่มนี้เอามาใช้ในหนังสือพิมพ์เหล่านั้น ครูลัทธิมากซ์คนนี้ก็เห็นด้วย แกว่า มันเป็นภาษาวิชาการภายใน เวลาเสนอกับภายนอกควรใช้ภาษาที่คนทั่วไปใช้ เสียดายที่เชื่อมกับครูคนนี้ไม่ได้อีกแล้ว เพราะพี่สุเสียชีวิตเสียแล้ว ไม่งั้นอยากรู้เหมือนกันว่าแกยังใช้วิภาษวิธีมองสิ่งต่างๆอยู่หรือเปล่า แต่มันไม่ใช่เฉพาะเรื่องภาษาเท่านั้น หลัง๑๔ ตุลาคม ๑๖ แล้ว นับวันกระแสแนวโน้มการเคลื่อนไหวจะแรงขึ้นเรื่อยๆ ผมจำได้ว่าทางอาจารย์สุลักษณ์ ได้เตือนว่าถ้าไม่ระวังจะถูกปราบใหญ่ คนจะตายกันมาก ผมเคยไปเยี่ยมที่บ้าน แกเอาจดหมายเตือนของมอคต้า ลูบีสมาให้ดูด้วย เขาเตือนว่าถ้าไม่ระวังอาจจะเกิดโศกนาฎกรรมใหญ่แบบอินโดนีเซีย คนนี้เป็นเพื่อนแกชาวอินโดนีเซีย ที่เขียนเรื่องจาการ์ตายามสนธยา และถูกซูฮาโต้จับขังคุกนานนักหนา หลัง ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ผมเห็นอาจารย์ทำอะไรน้อยลง และไม่พยายามมีบทบาทมาก นอกจากจะถูกลดบทบาทลงเรื่อยๆ เพราะกระแสของพ.ค.ท. แล้ว เข้าใจว่าแกก็คงพอจะคาดการณ์ว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ได้ด้วย ตอนนั้นแกแปล มนุษย์ที่แท้-มรรควิธีของจางจื้อแล้ว ผมยังรู้สึกแปลกใจและทึ่งว่าคนที่เคยเด่น เคยดังมาก่อน กลับสามารถลดบทบาทลงได้ ค่อนข้างสอดคล้องกับคติเต๋าของจางจื้อ ต่อมาผมเจอพี่สุเทพ จึงปรารภเรื่องจดหมายของม๊อกต้า ลูบิสนี้ แต่พี่สุเทพเห็นตรงข้าม แกเห็นว่าถ้าปราบ ก็จะเป็นแบบเมืองจีน ที่พอรัฐฝ่ายขวาปราบใหญ่ ปัญญาชนก็จะพากันเข้าป่า และร่วมกับขบวนการคอมมิวนิสต์ งานปฏิวัติก็จะสำเร็จโดยง่าย นี่เองที่เป็นปัญหาทางศีลธรรมที่ผมรับไม่ได้ ผมเอาเรื่องนี้เข้ามาคุยในหน่วยของเรา เราก็เห็นพ้องต้องกันว่าเป็นหลักที่ใช้ไม่ได้ เพราะต้องปกป้องรักษาชีวิตคน ในแง่หนึ่งลัทธิมากซ์ที่ผมรู้จักเป็นลักษณะแก่ศีลธรรมมาก ทั้งในเรื่องส่วนรวมและส่วนตัว สำหรับผมในตอนนั้น คำสอนของเหมาคือคำสอนด้านจริยธรรมของการปฏิวัติเพื่อสร้างสังคมใหม่นั่นเอง ไม่รู้หรอกว่าชีวิตส่วนตัวของแกออกจะเหลวๆอยู่มากโดยเฉพาะเมื่อวัยชรา คนที่มีอำนาจ มีชื่อเสียงในวัยหนุ่ม แต่พอแก่แล้วเลอะ เพราะปล่อยวางไม่ได้ จึงจมไม่ลง รับความเจ็บ ความแก่ และความตายไม่ได้ ก็มีไม่น้อยในโลกนี้ เข้าทำนองของคำโบราณว่า ต้นตรงปลายคด พวกเราที่มีบทบาทแข็งขันในสังคม ต่างก็ตกอยู่ในชตากรรมนี้ได้ทั้งนั้น ถ้าประมาท เรื่องที่เป็นความขัดแย้งทางความคิดในหน่วยจัดตั้งเกิดขึ้นจริงจังครั้งแรก เมื่อผมได้รับเอกสารชี้นำชิ้นหนึ่ง ที่วิพากษ์แนวทางซ้ายจัดที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนั้น และผมเห็นด้วยมาก แต่ปรากฏในภายหลังว่าเป็นงานเขียนของอำนาจ ยุทธวิวัฒน์ ซึ่งพ.ค.ท. ตอนนั้นถือว่าเป็นคนที่ขายตัวให้กับรัฐ และจำเป็นต้องวิพากษ์งานชิ้นนี้ว่าใช้ไม่ได้ ไม่ว่าครูลัทธิมากซ์ของผมจะมีความสามารถในการใช้ตรรกะอย่างไร แต่ใจผมก็ไม่เห็นด้วย และเห็นว่าข้อเขียนนั้นมีน้ำหนักมาก มาถึงตอนนั้น ผมได้ขยายจัดตั้งของผมเองดังกล่าวมาแล้ว ผมจึงเอาเรื่องนี้เข้ามาในหน่วยด้วย เพื่อนสองคนคงงงไปเหมือนกัน เมื่อมีความขัดแย้งแบบนี้ขึ้น แต่ต่อมาภายหลัง เพื่อนคนหนึ่งก็เข้าป่าไป และอีกคนก็บวชและได้อยู่ด้วยกันระยะหนึ่ง แต่เรื่องที่ผมขัดแย้งมากจนตั้งคำถามกับระบบจัดตั้งเองก็คือ เรื่องคอรัปชั่นภายในระบบประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์ เรื่องมีอยู่ว่า ผมถูกสอนว่าพ.ค.ท. เป็นขบวนการปฏิวัติของคนจน เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถทำได้ ก็ขอให้ช่วยกันบริจาคให้พรรค ผมมีเงินทองเหลือจากการใช้จ่ายติดกระเป๋าก็มักจะมอบให้พรรคเวลาประชุมหน่วย แต่มองย้อนกลับไปจากตอนนี้ท่าทางผมตอนนั้นคงจนกรอบ เสื้อผ้าขะมุกขะมอม พี่ๆ ก็ไม่ค่อยยอมรับเงินบริจาคของผมเท่าไร แล้ววันหนึ่งพี่สุก็ปรารภในกลุ่มว่า การบริจาคแบบนี้ในอีกหน่วยหนึ่ง ที่สมาชิกเป็นกรรมกร ปรากฏว่าได้มอบเงินให้หน่วยเหนือขึ้นไป หัวหน้าหน่วยเหนือขึ้นไปดันอมไว้เสียเอง ไม่ยอมส่งต่อ จนเผอิญมีความสัมพันธ์ขวางอย่างไม่ตั้งใจเกิดขึ้น เรื่องจึงแดงออกมา ระบบแบบนี้คนที่อยู่หน่วยล่างตรวจสอบคนที่อยู่หน่วยบนไม่ได้เลย เมื่อผมได้ยินครั้งแรกก็ยังไม่ถึงกับโวยวายมากมาย รู้สึกว่าเออ เป็นเรื่องผิดพลาดอย่างหนึ่งเท่านั้น แก้ไขภายในกันได้ แต่ว่าไปแล้วประเด็นมันไม่ได้หลุดออกไปจากความคิดกันได้ง่ายๆ มันกลับมาวนเวียนอยู่เสมอและทำให้เริ่มตั้งคำถามกับตัวระบบจัดตั้งเองทั้งระบบ ผมเข้าใจว่าคนหนุ่มสาวอย่างผมตอนนั้นอุทิศตัวให้กับขบวนการปฏิวัติ ก็เพราะเชื่อว่าจะนำไปสู่สังคมใหม่ที่ดีงามได้ นิทานปฏิวัติอย่าง "จางสือเต๊อะ" ที่สอนให้เสียสละอย่างไม่เห็นแก่ตัว หรือเรื่องลุงโง่ย้ายภูเขา ต่างก็เสริมเรื่องการเสียสละ และยิ่งกว่านั้นก็ให้ลดตัวตนด้วย ทั้งในขบวนการก็มีการวิพากษ์คนที่เป็นวีรชนเอกชนกันจริงจัง สำหรับผมวีรชนเอกชนก็คือคนที่ทำดีแล้วติดดี นึกว่าตนวิเศษกว่าตนอื่นนั่นเอง ผมเองก็เป็นมาก และเป็นความรู้สึกผิดอยู่เสมอที่ตัวเองมีอัตตาวาทุปาทานมาก พยายามได้วิพากษ์ตนเองบ่อยๆ ด้วยหวังว่าจะนำไปสู่สังคมใหม่ที่ดีงามกว่า เมื่อเรื่องคอรัปชั่นที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความสงสัยเสียแล้วว่า การอุทิศตัวของเราจะนำไปสู่สังคมที่ดีกว่าจริงหรือเปล่า นี่เป็นประเด็นทางหลักการที่ผมแก้ไม่ตกหนึ่งในสองประเด็นที่ทำให้ผมตัดสินใจออกจากขบวนการฝ่ายซ้ายในที่สุด อีกประเด็นหนึ่ง เป็นเรื่องที่ผมเถียงกับสันติสุข เมื่อครั้งผมได้รับการจัดตั้งจากพี่สุนั้น ผมถามว่าควรจัดตั้งใหญ่และสันติสุขหรือไม่ พี่สุว่าเอาไว้ก่อน เพราะสองคนนี้ความคิดออกจะเสรีมากไป นอกจากนั้นผมเข้าใจว่าที่พี่สุไม่ได้ให้ดึงสองคนนี้เข้าจัดตั้ง เพราะที่มหิดล เพื่อนสองคนนี้ก็สนิทสนมเสวนาอยู่กับสายจัดตั้งใหญ่ที่เป็นนักเรียนแพทย์รุ่นพี่สองคนอยู่แล้ว และเขาทั้งสองก็มักจะมาพูดให้ผมฟังเสมออย่างชื่นชมถึงนักเรียนแพทย์รุ่นพี่สองคนนั้น จำได้คลับคลายคลับคราว่า พี่จำรัสกับพี่พงษ์พัฒน์ แต่แล้วระหว่างที่ผมวุ่นวายอยู่กับงานเคลื่อนไหวอยู่นั้นเอง ก็ได้ยินข่าวการจัดตั้งกลุ่มอหิงสาขึ้น โดยมีสองคนนี้เป็นหลัก นอกจากนั้น นิตย์ จันทรมังคศรีเพื่อนสวนกุหลาบอีกคนที่เคยเคลื่อนไหวด้วยกันที่จุฬาฯ และชัยวัฒน์ เยาวพงษ์ศิริ ที่เคยเป็นกำลังหลักอุทิศตัวให้กับหนังสือพิมพ์อธิปัตย์ของนักศึกษาฝ่ายซ้ายอย่างจริงจังก็ไปร่วมด้วย เรียกได้ว่าการจัดตั้งกลุ่มอหิงสานี้สั่นสะเทือนทั้งวงการเคลื่อนไหวเลยทีเดียว หรืออย่างน้อยก็ในแวดวงของจุฬาฯ ที่ผมเกี่ยวข้องด้วย ผมก็ถูกเสนอกลายๆ จากแวดวงพรรคพวกให้ไปเจรจากับเพื่อนกลุ่มนี้ และผมเองก็สนใจด้วย เพราะสนิทกันมานาน นอกจากนั้นก็แลกเปลี่ยนเสวนามาด้วยกันเกือบตลอดเวลา พูดได้ว่าผมเป็นมนุษย์สองหน้า แม้ผมจะอยู่จัดตั้งแล้ว แต่อีกหน้าหนึ่งของผมก็ยังเป็นนักแสวงหา อ่านหนังสือหลากหลาย และสนใจความคิดของเพื่อนๆ สายนี้ด้วย จะเรียกว่าเป็นสายซ้ายใหม่ที่เน้นมนุษยนิยมก็ได้ มองย้อนไปตอนนี้ก็คงบอกยากว่าหน้าไหนจริงหน้าไหนปลอม แม้ตอนนั้นบอกตนเองชัดเจนว่าเราเป็นซ้ายสายตรงจากจัดตั้ง แต่ดูเหมือนจะเป็นด้านของเหตุผลและความคิด มากกว่าด้านหัวใจ แต่ตอนนั้นก็เด็กเกินไปกว่าจะรู้เท่าทันตนเอง หรือถ้ามองอีกมิติหนึ่งอาจจะบอกว่าผมต้องเดินทางเส้นนั้นเพื่อเข้าไปเรียนรู้อะไรที่สำคัญของชีวิตก็ได้ โดยการสั่งการของจิตใต้สำนึก หรือนอกสำนึกก็แล้วแต่ ผู้ใหญ่คนสำคัญที่เป็นหลังพิงให้กลุ่มอหิงสาคือ อาจารย์สุลักษณ์ และนิโคลัส เบ็นเหน็ด ผมไปคุยกับกลุ่มนี้หลายครั้ง เถียงกันจริงจังด้วยท่าทีที่เป็นมิตรมากกว่าเป็นศัตรู และผมคงมีท่าทีที่เรียนรู้อยู่ด้วย แต่ก็เถียงและถามจากแง่มุมของลัทธิมากซ์เท่าที่ผมเข้าใจในเวลานั้นด้วย จุดแตกหักทางความคิดเกิดขึ้นเมื่อสันติสุขถามผมว่า จะประกันได้อย่างไรว่าจีนจะไม่เป็นลัทธิแก้แบบโซเวียตที่เราโจมตีอย่างรุนแรง ตอนนั้นอะไรที่ไม่ดีสำหรับสังคมนิยมเราก็ยกให้โซเวียตหมด เพราะเหมารณรงค์ต่อต้านโซเวียต พอโดนสันติสุขถามแบบนี้ ผมอึ้ง ตอบไม่ได้ และไม่ตอบ แต่เอากลับไปคิด และคิดมากมาย เชื่อมกับประเด็นที่เห็นการคอรัปชั่นในระบบจัดตั้ง สองประเด็นนี้เป็นเรื่องแตกหักทางความคิด ที่แก้ไม่ตกทางตรรกะสำหรับผมเอง ทำลายความมั่นใจว่าการอุทิศตัวของเรานั้นจะนำไปสู่สังคมใหม่ที่ดีกว่า และนี่ทำให้ผมลาออกจากขบวนการในที่สุด แต่นี่เป็นแต่ด้านความคิดเท่านั้น ผมจำได้ว่าตอนนั้นผมมีเรื่องขัดแย้งในหัวใจมากมายหลายเรื่องด้วย และเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกนี้ย่อมเป็นปัจจัยสำคัญของการตัดสินใจออกจากขบวนการด้วย |
หลายประเด็น เขียนโดย watboon เปิด 2008-07-13 09:02:33 1.มูลค่าส่วนเกิน ควรเป็นของกรรมกร ดังนั้นกรรมกรควรเป็นใหญ่ เป็นผู้ควบคุมทุน ทางปฏิบัติ กิจการทุกอย่างจะเป็นของรัฐ เมื่อเป็นเช่นนี้ ปรากฏว่า คนขี้เกียจ ขาดแคลนอาหาร(เหมือนในเกาหลีเหนือ) ตัวแทนรัฐ/พรรคคอมฯ มีการทุจริต ไม่มีการตรวจสอบ กลายเป็นเผด็จการ 2.เรื่องพี่สุไม่จัดตั้งใหญ่กับสันติสุขเพราะมีแนวคิดเสรีเกินไป สะท้อนถึงความคับแคบของการนำลัทธิมาร์กมาใช้ กลัวว่าคนที่เสรีจะทำให้ความเชื่อต่อลัทธิมาร์กสั่นคลอน พูดประสาชาวบ้านคือพวกเสรีนั้นควบคุมยาก ไปๆมาๆ การยึดถือลัทธิมาร์กก็ทำให้คน/ผู้ปกครองคิดแบบทหาร เน้นการควบคุมและการบังคับโดยอ้างอุดมการเพื่อให้คนทำตาม เรื่องที่คนไม่คิดตาม/ไม่เห็นด้วยกับแนวทางกับอุดมการณ์ จึงไม่เอาคนนั้นมาเป็นพวก มีอยู่ทั่วไป เช่น ผมคิดว่าน่าจะมีกลุ่มคนที่ยึดมั่นในแนวทางของพุทธทาส หรือ แนวทางของสันติอโศก ถ้าคนไหนคิดต่าง ปฎิบัติต่างไปจากที่เขายึดถือ ผู้ที่ยึดมั่นเหล่านี้ส่วนหนึ่งก็จะปฎิเสธคนต่างอุดมการณ์/แนวคิด โดยการไม่คบหา หมั่นไส้ฯลฯ ระดับความรุนแรงในการปฎิเสธขึ้นอยู่กับแนวคิดของอุดมการณ์นั้นด
้วย ...สันติอโศกน่าจะปฎิเสธคนอื่นแรงกว่าแนวทางพุทธทาส แต่ก็ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลเช่นกัน ท่านส.ศิวรักษ์ จะปฏิเสธคนเลวอย่างชัดเจนตรงไปตรงมา |
เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่แสดงความคิดเห็นได้ กรุณาเข้าสู่ระบบหรือสมัครสมาชิก Powered by AkoComment 2.0! |