+ + + + + ยินดีต้อนรับสู่ www.semsikkha.org + + + + + + + + + + ยินดีต้อนรับสู่ www.semsikkha.org + + + + +
ปฏิทินกิจกรรม
พฤศจิกายน 2008 ธันวาคม 2008
สัปดาห์ที่ 44 1
สัปดาห์ที่ 45 2 3 4 5 6 7 8
สัปดาห์ที่ 46 9 10 11 12 13 14 15
สัปดาห์ที่ 47 16 17 18 19 20 21 22
สัปดาห์ที่ 48 23 24 25 26 27 28 29
สัปดาห์ที่ 49 30
Login Form
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
เครือข่ายของเรา
Baandin.org
Sulak-sivaraksa.org
suan-spirit.com
siambaandin
semsikkhalai
สำนักพิมพ์เสมสิกขาลัย
สถาบันต้นกล้า
เสขิยธรรม
มันตรานิวาส
ป๋วยเสวนาคาร
ตัวกูของกู มิวสิค
wechange555.com
INEB
เคล็ดไทย

สนใจแลกลิงค์




จิตวิวัฒน์ : เกิด-ดับ เกิด-ดับฯลฯ...สำคัญที่ช่วงระหว่าง PDF พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย ประสาน ต่างใจ   

ในวิทยาศาสตร์แห่งยุคใหม่ว่าด้วยความซับซ้อนที่มีลักษณะเป็นพลวัตรของการโผล่ปรากฏ (emergent) แล้วเคลื่อนที่ไปเป็นวัฏจักร หรือไม่เป็นเส้นตรง (non-linear dynamics) สู่ความล่มสลายเพื่อการโผล่ปรากฏของสิ่งใหม่วงจรใหม่นั้น ยังเป็นบริบทที่สำคัญที่สุดต่อวิวัฒนาการของสรรพสิ่งสรรพปรากฏการณ์ของโลกและจักรวาล - รวมทั้งวิวัฒนาการของชีวิต ของมนุษย์ และสังคมของมนุษย์ ด้วยกลไกของทฤษฏีโกลาหลไร้ระเบียบ - ทุกวันนี้ นับได้ว่าเป็นหัวใจของความเข้าใจวิวัฒนาการธรรมชาติที่เราทุกคนต่างล้วนซึมซับรับทราบกันเป็นอย่างดี นั่นคือระบบแห่งการจัดองค์กรตัวเองที่เป็นไปเองอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่มีเหตุผลและตรรกียะที่เราจะนำมาใช้เพื่ออธิบายมันอย่างสมบูรณ์ได้ แม้ว่าเราอาจทำความเข้าใจวิวัฒนาการของชีวิตในระดับย่อยทางด้านชีวเคมีได้ส่วนหนึ่ง

 โดยอาศัยทฤษฏีว่าด้วยการกระจายสารเคมี (dissipative theory) ของ อิลยา ปริโกจิน (Ilya Prigogine) ที่นำหลักของการเกิดอะโตรปี (atrophy) มาทำความเข้าใจ แต่เราไม่สามารถหาสิ่งที่กำหนดหรือควบคุมให้กระบวนการจัดองค์กรตัวเองทำเช่นนั้นได้ เราจึงต้องนำเอาพระเจ้าหรือธรรมะที่พระพุทธเจ้าหมายถึงธรรมชาติในระดับต่างๆ หรือ "ตถาตา" ความเป็นไปเช่นนั้นเองมาใช้อธิบาย ซึ่งจะว่าไปแล้วนั่นคือพื้นฐานของพระไตรลักษณ์ ความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของชีวิต - ทั้งรูปและนาม หรือกายและจิต กับสิ่งทั้งหลายในวัฏสงสาร - กับความทุกข์ และความไม่ใช่ตัวตน หรืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา การเกิดขึ้นและดับไป เกิดขึ้นและดับไป ฯลฯ อันเป็นสัทธรรมความจริงแท้ที่เป็นสากล โดยมีการไหลเลื่อนเปลี่ยนแปลงที่เชื่อมโยงกันกับทั้งหมดอยู่ในช่วงระหว่างการเกิด-ดับนั้นๆ - เด็ดดอกไม้จึงต้องสะเทือนไปถึงดวงดาวจริงๆ - สุดแล้วแต่ว่า "ช่วงระหว่าง" ที่อยู่หลังการเกิดและอยู่หน้าการดับของสิ่งที่กำลังเกิด-ดับนั้นๆ จะเป็นอะไรหรือสิ่งใด และสิ่งนั้นๆ มีความหยาบและละเอียดอย่างไร โดยที่ "ช่วงระหว่าง" ก็คือรากเหง้าของสภาวะโลกแห่งกาย โลกียกามหรือสังสารวัฏในทางศาสนา หรือโลกสามมิติบวกหนึ่งมิติของที่ว่างกับเวลา (รวมเป็นสี่มิติ) ในทางวิทยาศาสตร์ นั่นคือโลกแห่งกายและจิตรู้ โลกที่มนุษย์และมวลชีวิตทั้งหลายทั้งปวงอยู่กับมันในขณะนี้

ดังนั้น พื้นฐานของสรรพสิ่งสรรพปรากฏการณ์ของโลกและจักรวาลที่มีอยู่ทั้งหมด จากละเอียดที่สุด เช่น สสารระดับอนุภาค อาทิ อิเล็คตรอน กระทั่ง ควาร์ก (quark) หรือชีวิตที่เล็กละเอียดจนมองไม่เห็น เช่น ไวรัสหรือแบคทีเรีย หรือว่าใหญ่เท่าช้างหรือปลาวาฬ กระทั่งใหญ่กว่านั้นคือภูเขา ดวงจันทร์ หรือโลกกายภาพทั้งโลกเอง ต่างล้วนต้องผ่านกระบวนการเกิด-ดับ หรือผ่านการเกิดที่กำลังรอคอยการดับลงไปมาทั้งนั้นเหมือนๆ กัน เพียงแต่ช้าหรือเร็วเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่นอิเล็คตรอนนั้นจะเกิดขึ้นและดับไปถึง ๑๐ ยกกำลัง ๒๒ ครั้งต่อวินาที ซึ่งอาจจะตรงกับที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเพียงดีดนิ้วหรือกระพริบตาหนึ่งครั้งจะมีจำนวนของอนุปรมาณูที่ต้องเกิด-ดับๆ ไปถึงพันๆ เท่าของล้านๆๆ ครั้ง ในขณะที่เชลล์เม็ดเลือดจะเกิด-ดับไปภายใน ๑๒๐ วัน หรือมนุษย์จะมีอายุหรือเกิด-ตายไปภายใน ๑๐๐ ปีเป็นอย่างมาก ในขณะที่ภูเขาใหญ่ เช่น ภูเขาหิมาลัย อาจดำรงอยู่ได้นับล้านๆ ปี สิ่งที่ใหญ่กว่านั้น เช่น โลกกายภาพอาจจะดำรงอยู่ได้อีกหลายพันล้านปี แต่ทั้งหมดจะต้องมีการเกิด-ดับเป็นเนื้อหาสาระอย่างเดียวกันทั้งนั้น และช่วงระหว่างของการเกิด-ดับของสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวง โดยเฉพาะของมนุษย์แต่ละคนที่สัมพันธ์กับโลกและจักรวาลแห่งรูปกายนั้นเอง ที่เราจะต้องเรียนรู้ให้ได้อย่างแจ่มกระจ่าง หาไม่แล้ว จะเป็นปัญหาหรือสร้างปัญหาอย่างที่เราท่านกำลังประสบและรับรู้กันอยู่ในทุกวันนี้

สิ่งที่ทำให้มนุษย์ (และสังคมของมนุษย์) เกิดปัญหาหรือสร้างแต่ปัญหา เป็นเพราะว่ามนุษย์ไม่รู้สัทธรรมความจริงแท้หรือปรมัตถสัจจะ หากรู้แต่สมมติสัจจะด้วยจิตรู้หรือจิตสำนึก (วิญญาณขันธ์) รู้เพียงเรื่องของรูปกายหรือสสารวัตถุ แล้วสรุปว่านั้นคือความจริงแท้ทั้งหมด ทั้งๆ ที่รูปกายทั้งหมดเป็นความจริงเพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น เมื่อรู้แต่เพียงเช่นนั้น มนุษย์เราจึงอยู่กับอวิชชาที่คิดว่าเป็นวิชชา และสร้างแต่ปัญหาซ้อนปัญหาขึ้นมาตามวันและเวลาที่ผ่านไป จนกระทั่งเมื่อเริ่มจะรู้สึกตัว ทุกสิ่งทุกอย่างก็สายไปพอแรง

ชีวิตสัตว์โลกที่มีความรู้สึกทุกชีวิต รวมทั้งมนุษย์แต่ละคนล้วนเกิดขึ้นมาอย่างมีความหมาย และจะต้องประกอบขึ้นด้วยนาม-รูป หรือจิต-กาย เสมอไป ไม่ทีทางแยกออกจากกันได้ ดังนั้น การที่มนุษย์แยกกายหรือรูปออกจากจิตหรือนามด้วยอวิชชาในช่วงหลังการเกิด คือช่วงระหว่างการสืบเนื่องและการเปลี่ยนแปลง รอคอยการดับและการเกิดใหม่ที่ไม่ใช่สิ่งเดิม แต่ยังคงแบกพลังงานที่กระทำไว้ในขณะเดิมเอาไว้ - โดยมีความเชื่อที่ยึดมั่นว่ามนุษย์หรือสัตว์โลกทั้งหลายมีแต่รูปหรือกายเท่านั้น จึงผิดไปจากธรรมชาติ ส่วนจิตรู้หรือจิตสำนึกที่คิดว่าเป็นเพียงผลผลิตของกาย (สมอง) ดังที่นักประสาทวิทยาศาสตร์เชื่อ (Epiphenomenon) ทำให้ความเชื่อความยึดมั่นดังกล่าวกลายมาเป็นองค์ความรู้หรือวิทยาศาสตร์ "สมัยใหม่" ที่เราท่านอยู่กับมันในวันนี้ นั่นคือรากเหง้าของความล่มสลายทั้งปวงที่กำลังเริ่มต้นเกิดขึ้นกับมนุษยชาติในปัจจุบัน

อยากจะเน้นให้เราเข้าใจกันอย่างเป็นเอกภาพว่า เท่าที่ผู้เขียนรู้และเข้าใจ ในทางพุทธศาสนานั้น การไม่รู้ความจริงแท้หรืออวิชชานั้น เป็นคนละเรื่องกับสิ่งที่เราส่วนใหญ่รู้และเข้าใจ อวิชชาในความหมายของพุทธศาสนานั้นจะหมายถึงความไม่รู้หรือไม่เข้าใจอย่างสมบูรณ์ ซึ่งหากว่าเราพิจารณาปฏิจจสมุปบาทให้ถ่องแท้ จะเข้าใจดีว่าคำว่าอวิชชาคืออะไร? ความจริงที่หมายถึงนั้น โดยความหมายที่แท้จริงแล้วจะเป็นคนละเรื่องกับความจริงที่เราได้รับมาจากประสาทสัมผัสภายนอกทั้งห้า คือ หู ตา จมูก ลิ้น และกายสัมผัส รวมทั้งความจำได้หมายรู้จากประสาทสัมผัสภายนอกในอดีตที่ผ่านไปแล้ว ดังนั้น อวิชชาในที่นี้จึงหมายถึงความไม่มีหรือความไร้ซึ่งปัญญา ปัญญาอันเป็นภาวนามยปัญญาที่ได้จากการปฏิบัติจิตหรือสมาธิ

ฉะนั้น คำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่องของความจริงไม่ว่าในที่ใด ย่อมหมายถึงสัทธรรมความจริงแท้หรือภาวนามยปัญญา ไม่ได้หมายถึงปัญญาการวิเคราะห์วิจารณ์โดยสติปัญญา หรือเชาวน์ปัญญาแบบที่ได้อ่านหรือฟังผู้อื่นมา หรือกระทั่งวิเคราะห์ด้วยสติปัญญานั้นๆ (สุตมยปัญญาและจินตามยปัญญา) ดังนั้น โยนิโสมนัสสิการจึงมีสองระดับเสมอ คือ โลกียะโยนิโสมนสิการ การวิเคราะห์ด้วยสติปัญญาหรือเชาวน์ปัญญาธรรมดาๆ (intelligence) กับโลกุตระโยนิโสมนสิการ (wisdom or spiritual intelligence) ตัวอย่างเช่น ในกาลามสูตร การที่พระพุทธองค์สอนว่าอย่าปลงใจเชื่อในสิ่งหนึ่งสิ่งใดทั้ง ๑๐ ข้อจนกว่าเราจะนำข้อมูลเหล่านั้นมาคิดและวิเคราะห์ค้นหาจนเข้าใจ - ข้อมูลเหล่านั้นเป็นความจริงหรือไม่จริง เป็นกุศลหรือเป็นอกุศลอย่างไร - ด้วยตนเอง ในที่นี้ การนำมาคิดและวิเคราะห์จนเข้าใจด้วยตนเองนั้น ตามที่ผู้เขียนเข้าใจ คือ โยนิโสมนสิการที่มีสองระดับดังกล่าว ดังนั้น การปลงใจเชื่อในสิ่งหนึ่งสิ่งใดเราจึงต้องวิเคราะห์ทั้งสองระดับ คือทั้งความจริงทางโลก และหากเป็นไปได้ ทั้งความจริงที่เป็นปรมัตถ์

นอกจากนี้ จากการค้นคว้าหาอ่านจากหนังสือมากมายโดยนักเขียนที่เป็นนักวิทยาศาสตร์แห่งยุคใหม่ โดยเฉพาะนักฟิสิกส์และนักจักรวาลวิทยา ผู้เขียนเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่า จักรวาลนั้นเดิมทีก่อนที่จะมีบิ๊ก-แบ็ง พลังงานจิตปฐมภูมิหรือจิตหนึ่ง (หรือพระจิตของพระเจ้า) ที่มาจากศักยภาพของความเต็ม หรือความว่างทางแควนตัม หรือสุญญตา (quantum vacuum ซึ่งมี zero-point energy) นี้เอง ที่เป็นต้นตอของนามและรูปหรือจิตกับกายที่ให้ความเป็นทั้งหมดแก่โลกและจักรวาล (เฉพาะกับจักรวาลนี้ เนื่องด้วยจักรวาลเองมีจำนวนเป็นอนันต์) จักรวาลนี้จึงอาจเรียกว่าเป็นจักรวาลแห่งจิต หรือจักรวาลแห่งสัทธรรม หรือจักรวาลแห่งปรากฏการณ์ก็ได้ นั่นคือต่างมีสภาวะไม่เที่ยงแท้หรือดำเนินไปโดยมีการเกิด-ดับ เกิด-ดับ เรื่อยๆ ไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดของพลังงานปฐมภูมิ ที่สำหรับในโลกแห่งกายหรือจักรวาลแห่งปรากฏการณ์ พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า "อนุปรมาณู" ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์กายภาพ ได้แก่อนุภาคทั้งหมด เช่น อิเล็คตรอน โปรตอน ฯลฯ รวมทั้งควาร์ก เพียงแตกต่างกันที่มวล หรือประจุไฟฟ้า หรือพลังงานที่ตนมีหรือถืออยู่เท่านั้น แต่จะมีการเกิด-ดับ เกิด-ดับ ฯลฯ ไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เช่นเดียวกับสรรพสิ่งสรรพปรากฏการณ์ทั้งหลายทั้งปวงที่ละเอียดน้อยกว่าหรือหยาบกว่า หรือใหญ่เท่าสัตว์โลกและมนุษย์ หรือมหึมา เช่น ดวงจันทร์ โลก หรือดวงอาทิตย์ ไล่ต่อไปกระทั่งกาแลคซี่ มหากาแลคซี่ กระทั่งตัวจักรวาลเอง ทุกสิ่งที่กล่าวมานั้น ต่างก็อยู่กับสภาพเกิด-ดับ เกิด-ดับ เช่นเดียวกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพียงแต่การเกิดและการดับ ช้าหรือเร็ว ช้ามากๆ หรือเร็วมากๆ หรือจะช้าอย่างยิ่ง โดยที่มีช่วงระหว่างการเกิดก่อนที่จะมีการดับแต่ละครั้งยาวนานนับเป็นร้อยเป็นพันล้านปี ทั้งนี้ขึ้นกับความใหญ่โตของมวลและสภาพทางด้านกายภาพอื่นๆ ของสิ่งนั้นๆ อย่างไรก็ดี สิ่งใดที่มีความหยาบใหญ่กว่า "อนุปรมาณู" หรืออนุภาค สิ่งนั้นๆ ในรายละเอียดจะประกอบขึ้นด้วยอนุภาค หรืออนุปรมาณูจำนวนน้อยหรือมากเป็นเนื้อใน เกิดไล่ขึ้นไปตามลำดับ จากอนุภาคเป็นอะตอม จากอะตอมเป็นโมเลกุล เป็นเซลล์ เป็นอวัยวะต่างๆ ที่รวมเป็นชีวิตนั้นๆ ทุกๆ สิ่งมีการเกิด-ดับ เกิด-ดับ ฯลฯ ไล่ขึ้นไปตามลำดับ อนุภาคก็เช่นนั้น สสารวัตถุก็เช่นนั้น และชีวิตก็จะต้องเป็นไปเช่นนั้น

            ฉะนั้นเอง สำหรับมนุษย์กับสังคมแล้ว มนุษย์แต่ละคนจึงมีแต่ "ช่วงระหว่าง" เท่านั้นที่สำคัญอย่างที่สุด เพราะมนุษย์เกิดขึ้นในโลกนี้ด้วยความหมายหรือมีหน้าที่ มนุษย์นั้นได้มีวิวัฒนาการผ่านสิ่งต่างๆ มาแล้วอย่างสูงยิ่ง โดยเฉพาะวิวัฒนาการทางกายภาพที่ผู้เขียนเชื่อว่าวิวัฒนาการของรูปกาย (เพื่อให้จิตหรือนามที่อยู่ภายในสามารถวิวัฒนาการสูงยิ่งตามไปด้วย) ได้จบสิ้นลงอย่างสมบูรณ์แล้ว เพียงแต่ยังรอคอยวิวัฒนาการทางจิตที่ยังไม่สมบูรณ์ให้สมบูรณ์ตามไปด้วย ช่วงระหว่างการเกิด-ดับของมนุษย์แต่ละคนพร้อมทั้งมนุษยชาติโดยรวมทั้งสังคมและเผ่าพันธุ์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เราเกิดมาเพื่อเดินทางและเรียนรู้ตลอดเวลาด้วยรูปกายของเรา เราได้เรียนรู้โลกแห่งกายมาหมดสิ้นแล้ว แต่ในเรื่องของจิตภายใน เราเพิ่งผ่านครึ่งทางมาเมื่อไม่นานมานี้เท่านั้น เรายังต้องเดินทางอีกยาวไกลจึงจะสามารถมีจิตวิวัฒน์สูงขึ้นไปได้ ซึ่งเราต้องผ่านการทดสอบที่สำคัญปิ่มว่าเสี่ยงกับการสิ้นสูญของเผ่าพันธุ์จากภัยพิบัติที่จะเกิดชึ้น ช่วงระหว่างการเกิด-ดับของมนุษย์แต่ละคน - รวมทั้งสังคมโดยรวมจากระดับจิตแต่ละระดับ - จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งด้วยประการนี้เอง//.

ประสาน ต่างใจ

แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์

สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ตีพิมพ์ใน มติชนรายวัน ๒๔พฤศจิกายน ๒๕๕๐

ความคิดเห็น

เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่แสดงความคิดเห็นได้
กรุณาเข้าสู่ระบบหรือสมัครสมาชิก

Powered by AkoComment 2.0!

ลงนามกำลังใจ
สมัครสมาชิกเว็บไซต์
ติดต่อเรา
เพื่อนบ้าน
กระดานสนทนา
ข่าวฝากประชาสัมพันธ์
Email 4 Staff
หนังสือแนะนำ
สินค้าน่าสนับสนุน
ช่วยคนชราธิเบตพลัดถิ่น
ภาพความหมาย
healthpilos_resize.jpg
ปักหมุดประกาศ

Image ปาจารยสาร ฉบับ "การศึกษาทางเลือก การเดินทางเพื่อกลับไปจุดเดิม? 
||
สมัครสมาชิก || บอร์ดชาวปาจารยสาร || 
ปีที่ 32 ฉบับที่ 6 กรกฎาคม-สิงหาคม 2551
- การศึกษาเพื่อการครอบงำ
- บทเรียนแห่งการปฏิรูปการศึกษา
- สู่การศึกษาทางเลือก
- ทางเลือกของทางเลือก
- แพทย์แผนทิเบตศาสตร์แห่งอดีต เพื่อรักษาปัจจุบัน
- ศานตินิเกตัน สถาบันชีวิต
- เวียตนามในความทรงจำนักปั่น
  

 อยากอ่านติดต่อไปที่ โทรศัพท์ 02- 8603527 หรืออีเมล์

Image สารเพื่อนเสม  ข่าวสารองค์กรเครือข่าย มูลนิธิเสฐียรโกเศศ - นาคะประทีป จดหมายข่าวราย 2 เดือน ปีที่ 4 ฉบับที่ 32 พฤศจิกายน-ธันวาคม 2551
+ จุดเปลี่ยน / กฤตยา ศรีสรรพกิจ
+ ช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิต / วารุณี ไม้ตราวัฒนา
+ ในอ้อมกอดของขุนเขาและเหล่ากระบวนกร / พูลศรี ไชยประสิทธิ์
+ วัยเด็ก ..ต้นไม้แห่งความทรงจำ : นาทีชีวิต ตอน 2
+ Tokyo Tower : แม่ครับ...ผมรักแม่/ จากบทภาพยนตร์
+ สุนทรียสนทนา / วิทยากร โสวัตร  
 อ่านสารเพื่อนเสม
 

Image ร่วมทำบุญเพื่อช่วยเหลือคนชราธิเบตพลัดถิ่นในอินเดีย ที่อาศัยอยู่ในบ้านพักคนชรา อายุตั้งแต่ ๗๐ ปีขึ้นไปได้มีโอกาสเข้าฟังธรรมจากองค์ทะไลลามะและแสวงบุญ ณ เมืองพุทธคยาในบั้นปลายของชีวิต รายละเอียดเพิ่มเติม

สถิติ
ผู้เยี่ยมชม: 3158542
   หน้าแรก