|
เรื่องขัดแย้งในใจสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ก็คือความขัดแย้งกับเพื่อนร่วมขบวนการในจุฬาฯ โดยเฉพาะเพื่อนที่จัดตั้งพรรคจุฬา-ประชาชนมาด้วยกัน เป็นทั้งเรื่องอำนาจและแนวคิด อาจรวมเรื่องบุคลิกที่ต่างกันด้วย
ดังผมได้เล่าแล้วว่าเพื่อนๆจากสวนกุหลาบที่อยู่วิศวะได้เข้าไปยึดฝ่ายวิชาการของสจม. และเริ่มชวนผมเข้าเกี่ยวข้องด้วยแต่ต้นปี ๒๕๑๖ ปีนั้นประสาร ไตรรัตน์วรกุลจากวิศวะเป็นนายกสโมสรนิสิตฯ เข้าใจว่าคนที่มาชวนไปทำคือแหลม (ณัฐวุติ-ในปัจจุบัน) ตอนนั้นแสงชัย ตั้งครัช จากคณะวิศวะเหมือนกันได้เป็นประธานฝ่ายวิชาการ สจม. แหลมที่อยู่วิศวะด้วยกันก็มาชวนผมไปช่วยงานฝ่ายนั้น แหลมนี่เป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนด้วยกันมาหลายปีแต่สวนกุหลาบ แต่เขาไม่รอสอบชั้นม.ศ. ๕ พออยู่ชั้นม.ศ. ๔ เขาก็สอบเทียบได้ชั้นม.ศ. ๕ แล้วสอบเข้าคณะวิศวะได้เลย ในห้องถือว่าเขาเป็นคนเรียนเก่ง แต่เพื่อนตั้งฉายาให้ว่าเวียตกง ไม่ใช่เพราะเขามีแนวคิดซ้ายอะไร แต่เพราะเขาเป็นคนท่าที่ยียวนกวนประสาท จากยวนก็กลายเวียตกง ผมแปลกใจที่แหลมมาสนใจสังคม แต่เข้าใจว่าน่าจะเป็นอิทธิพลจากพี่ธีรยุทธ บุญมี ที่เป็นรุ่นพี่สวนกุหลาบที่เรียนเก่งและเรียนวิศวะเหมือนกัน การเคลื่อนไหวต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นของธีรยุทธในปี ๒๕๑๔ นั้นถือว่ามีผลสะเทือนในสังคม และทำให้ทำมีนักเรียนวิศวะอีกหลายคนมาสนใจงานทางสังคม แม้ตอนนั้นผมและเพื่อนๆจะไม่ค่อยเชื่อในความจริงใจของพี่ธีรยุทธมากนักก็ตาม เรารู้สึกว่าเขามีความเป็นนักการเมืองมากไป คือเคลื่อนไหวทุกครั้งเขาต้องได้คะแนนนิยมเข้าตัว และทำให้เราเลือกข้างพี่เสกฯ เมื่อผู้นำนักศึกษามีสองขั้ว แต่ผมจำได้ว่าทางรุ่นพี่ในจัดตั้งที่มาสอนลัทธิมากซ์ ให้คะแนนว่าธีรยุทธเป็นนักเคลื่อนไหวที่รู้จักจังหวะทางสังคมดีกว่าพี่เสกฯอะไรทำนองนี้ น การเข้าไปเกี่ยวข้องกับเพื่อนที่วิศวะนี่เองทำให้เกือบเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นโดยไม่ตั้งใจ จำได้ว่าวันนั้นไปอยู่แถวตึกจักรพงษ์ที่เป็นที่ทำการของสจม. สมัยนั้น แต่ไม่เจอแหลม ผมกับว๊องจึงไปตามหาเขาที่คณะวิศวะ แล้วไปเจอถนนสายที่ไม่ให้น้องใหม่เดิน เราขบถในคณะมาแล้ว เรื่องระเบียบเกี่ยวกับน้องใหม่ทั้งหลายที่เราเห็นว่าไร้สาระเต็มทน เพราะเหตุผลที่ให้กันก็คือ เพื่อจะได้ฝึกลงให้กับรุ่นพี่ เวลาออกไปทำงานในระบบราชการหรือธุรกิจต่างๆจะได้ปรับตัวได้ง่าย ดังนั้น ทั้งๆ ที่ใจสั่นๆ ผมก็ชวนว๊องให้ฝืนเดินถนนสายนั้น เพราะที่ที่เราจะไปนั้นต้องเดินผ่านจริง ๆ แม้ว๊องจะห้ามไม่ให้เดิน ผมก็ยังฝืนเดินไปได้หลายก้าว แต่ในที่สุดก็ถอยกลับ เพราะว๊องฉุด ผมนึกในใจว่าว๊องนี่ไม่หนุนเราต่อสู้เลย แต่แค่ไม่กี่ก้าวก็ได้เรื่อง เพราะไม่กี่วันต่อมา รุ่นพี่หลายคนที่คณะครุศาสตร์ที่เคยเป็นไม้เบื่อไม้เมาก็มาหาผมที่ตึกจักรฯ แล้วบอกว่าไม่ต้องกลัว ถ้าถูกพวกวิศวะมารังแก พวกเขาทุกคนจะช่วยเอง ผมก็งงเป็นไก่ตาแตกอยู่พักหนึ่ง จึงพอจะจับความได้ว่า มันกลายเป็นเรื่องศักดิ์ศรีระหว่างคณะไปเสียฉิบ นี่เองเป็นเหตุให้ต่างคณะยกพวกตีกัน ผมจำไม่ได้แล้วว่าได้แสดงท่าทีอย่างไรออกไปกับรุ่นพี่ทีมนั้นบ้าง แต่รู้สึกว่าต่อมาช่องว่างกับรุ่นพี่ในคณะน้อยลงไป ประสบการณ์จากยุวชนสยามบางอย่างในการจัดการศึกษาให้นักกิจกรรม ผมได้เอามาใช้ที่นี่สจม.ด้วยเช่นการเชิญคนมาพูดให้ฟังเป็นระยะเพื่อเพิ่มความรู้ให้พวกเรา คนที่จำได้สองคนคืออาจารย์ประพันธ์พงศ์ เวชชาชีวะ และ อาจารย์ไมตรี อึ้งภากรณ์ ที่จำได้อาจจะเพราะว่าผิดหวังกับทั้งสองคนนี้ คนแรกรู้สึกไม่มีอะไรลึกซึ้ง คนหลังเป็นฝ่ายต่อต้านสังคมนิยมอย่างผิดคาด จากที่ตึกจักรฯ นี่เองที่ผมได้เพื่อนสนิทต่างคณะออกไปอีกหลายคน คนที่สนิทที่สุดต่อมาก็ได้แก่ทศพล จากคณะนิติศาสตร์และเจี๊ยบ ชาญวิทย์ แต่เจี๊ยบคงสนิทกันหลัง๑๔ ตุลาคม ๑๖ แล้ว ทศนั้นมาช่วยกันทำหนังสือ เขาทำงานด้านจัดรูปเล่ม ออกแบบปก เอาต้นฉบับเข้าโรงพิมพ์ ก่อน๑๔ ตุลา ๑๖ เราได้เอาหนังสือใต้ดินหรือกึ่งใต้ดินมาพิมพ์กันหลายเล่ม ที่จำได้ก็คือ จนกว่าจะพบกันอีก ของกุหลาบ สายประดิษฐ์ มหาวิทยาลัยของฉัน อัตชีวประวัติของ แมกซิม กอร์กี้ พอหลังหลัง ๑๔ ตุลาแล้ว ผมได้รวบรวมบทความของสุรพงษ์ ชัยนามจากสังคมศาสตร์ปริทัศน์ ให้ชื่อว่า ใครคือซ้าย มาพิมพ์ ต่อมาเมื่อ จึงได้พิมพ์ จีน - แผ่นดินแห่งการปฏิวัติตลอดกาล อันเป็นหนังสือแปลจากงานของนักวิชาการยุโรปนิยมจีน แต่เป็นฉบับที่แปลจากภาษาจีนอีกที แต่นี่ผ่านมาทางจัดตั้ง แต่ไม่ได้เป็นจัดตั้งสายผมโดยตรง แต่ก็พอรู้ว่ามาจากสายไหน นอกจากนั้นอาจจะมีหนังสือเกี่ยวกับปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษอีกเล่มที่ผมเป็นคนเขียนคำนำด้วย ที่จำได้เพราะสมัยเมื่อบวชแล้ว ได้เห็นเขาเอามาพิมพ์อีก และเห็นคำนำของตัวเองด้วย ยังขำอยู่ในใจว่า เราเห็นวิภาษวิธีดั่งวิธีการทางวิทยาศาสตร์ไปเลย อีกเล่มที่จำได้เพราะเป็นปัญหาก็คือ ผมเอาเรื่องความรักของอิริค ฟรอมมาพิมพ์ สตรีที่ผมใช้ชีวิตร่วมด้วยในระยะนั้นเป็นผู้แปล และผมช่วยตรวจทานด้วย จึงใช้นามปากกาทั้งสองคนร่วมกัน แต่ตอนนั้นความรักเริ่มขมเสียแล้ว และจำได้ว่า ตอนจะพิมพ์เล่มนี้ เพื่อนชื่อโต จากคณะรัฐศาสตร์ มาพูดทักท้วงทั้งๆ ที่ไม่รู้จักหนังสือเล่มนี้ด้วยซ้ำ ทำให้ผมดื้อพิมพ์ และคงเป็นเหตุหนึ่งของความขัดแย้งในภายหลังด้วย เขียนมาถึงตอนนี้ทำให้นึกได้ว่า ช่วงนั้นมีหนังสือแนวซ้ายใหม่ทำนองนี้ออกมาอีกสองสามเล่มโดยคนแปลคนเดิม คือเรื่องของฟ๊านท์ ฟานอน และ เปาโล แฟร์ และโรงเรียนตายแล้ว ของใครจำไม่ได้เล่มแรกเป็นอิทธิพลจากสังคมศาสตร์ปริทัศน์ สองเล่มหลังน่าจะอาจารย์สุลักษณ์ เป็นคนนำเข้ามาเผยแพร่ ต่อมาคนแปลถูกโจมตีจากแวดวงอาจารย์สุลักษณ์ว่าแปลไม่ดี แต่เล่มแรกนั้นผมรับผิดชอบด้วยในแง่ที่ว่า เราพยายามบิดให้เข้ากับแนวคิดฝ่ายซ้าย อีกเล่มที่เป็นปัญหาและไม่ได้พิมพ์ในที่สุดคือ ความคิดทางการเมืองของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ตอนนั้นหลัง ๑๔ ตุลาคมใหม่ ๆ ผมเป็นคนหนึ่งที่นิยมชมชื่นและเห็นอกเห็นใจพี่เสกดังได้กล่าวแล้วว่าใหญ่เป็นตัวเชื่อมแต่ต้น แต่ความคิดนี้ถูกต่อต้านมาก อาจจะเป็นเรื่องศักดิ์ศรีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ก็ได้ แต่การแบ่งพรรคแบ่งพวกแบบนี้ไม่ได้อยู่ในญาณผมเลย ในที่สุดเรื่องนี้ก็พับไปและทำให้ผมอึดอัดมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนทำหนังสือนี่สนุก เพราะผมจะไปนอนที่โรงพิมพ์เจริญวิทย์กับทศพลเป็นประจำ ก็นอนบนกองกระดาษนี่แหละ บางทีก็ไปนอนบ้านมนัสที่อยู่ใกล้ๆ ็ จากหนังสือที่พิมพ์นี้ ทำให้เห็นได้ว่าภาพต่อสาธารณะของผม ออกไปทางซ้ายใหม่ที่ให้เสรีภาพทางการคิด มากกว่าซ้ายจัดตั้ง แม้สมัยนั้นอาจารย์สุลักษณ์จะเห็นว่าหนังสือเหล่านี้ทำให้ชนชั้นปกครองยิ่งหวาดผวา เพราะแม้แต่จุฬาฯ ที่เป็นแหล่งเพราะอนุรักษ์นิยมก็มากลายเป็นซ้ายไปด้วย อย่างไรก็ตามในใจผมนั้น เมื่อมองย้อนกลับไปตอนนี้ ผมคงตีความซ้ายสายเหมาไปทำนองซ้ายใหม่มากกว่า แต่ตอนนั้นผมคงบอกตัวเองว่าเรามีสองหน้า หน้าจริงเราคือซ้ายจัดตั้ง แต่เผอิญซ้ายจัดตั้งของผมให้เสรีภาพทางความคิด เพื่อต่อสู้ทางความคิดนั่นเอง แต่แนวโน้มของขบวนการทั้งหมด ออกไปในทางซ้ายจัดที่คับแคบลงทุกที รวมทั้งที่จุฬาฯด้วย ผมจำได้ว่ายังนินทากับเพื่อนชื่อเกียรติศักดิ์ มหาวนา ว่าเวลาอ่านหนังสือเสียงใหม่ หรือบทความของพี่อนุช หรือพี่สุเทพนั้น พออ่านบรรทัดแรกก็รู้แล้วว่าจะสรุปว่าอะไร คือเป็นงานโฆษณาชวนเชื่อชั้นหยาบนั่นเอง และทั้งขบวนการก็ถือแนวทางนี้เป็นหลัก ผมก็สรุปในใจว่าจัดตั้งที่ผมสังกัดนั้น เป็นเสียงส่วนน้อยในขบวนการของพรรคคอมมิวนิสต์ในตอนนั้น งานบนดินนั้นหลังจากทำงานกับผ่านวิชาการส.จ.ม.อยู่ปีหนึ่งแล้ว ปีการศึกษาต่อมามีการเลือกตั้งในจุฬาฯ มีทั้งเลือกตัวแทนนิสิตในสภา และเลือกกรรมการและนายกโดยตรง พวกเราจึงตกลงตั้งพรรคจุฬาฯประชาชนขึ้น จำได้ว่าตอนนั้น ผมเห็นชื่อนี้ไม่ได้เรื่องเลย เพราะมันไม่ถูกกับหลักภาษา ฟังดูไม่ได้ความ แต่มองในแง่ว่าเก๋ไก๋ยอมฟังดูเก๋ไก๋ ผมเสนอชื่อมีคำว่าธรรมะอะไรอยู่ด้วย ดูเหมือนจะเป็นพรรคธรรมบุตร อะไรทำนองนี้ ทำให้พรรคพวกส่ายหัวกันตามๆกันไป นี่คงเป็นอิทธิพลฃสวนโมกข์ที่ยังตกค้างอยู่ เมื่อแข่งขันเลือกตั้ง พวกเราได้สามตำแหน่งในกรรมการบริหารเป็นผู้หญิงหมด มีเล็ก สุวรรณา จงสถิตวัฒนา ติ่ง สุภาวดี หาญเมธี และอุษา ตันติเวชกุล เราส่งเกรียงขึ้นชิงตำแหน่งนายก แต่ไม่ได้ คนที่ได้เป็นดูเหมือนจะเป็นอภัยชน วัชรศิลป์ ที่ออกไปทางขวามาก ต่อมาไม่นาน ผมไปบุกเบิกงานใหม่ คือสอนหนังสือกรรมกรแถวสมุทรปราการตอนเย็น ตอนนี้จำไม่ได้แล้วว่าเป็นมาอย่างไรจึงไปเริ่มงานนี้ อาจจะเป็นเพราะความคิดเรื่องให้ปัญชาชนไปประสานกรรมกรชาวนาก็ได้ นี่น่าจะเป็นปี ๒๕๑๗ แล้วที่ผมไปเริ่มงานนี้ อาจจะเป็นครึ่งปีหลังด้วย และอาจจะเพื่อหนีความขัดแย้งในจุฬาฯด้วยก็ได้ แต่เป็นงานที่จัดตั้งสนับสนุนดี แม้ไม่ได้เป็นคนบอกให้เราไปทำก็ตาม การได้เรียนรู้โลกของคนงานก็ทำให้ผมเห็นปัญหาคนจนใกล้ชิดยิ่งขึ้น เห็นการเอารัดเอาเปรียบและกดขี่มากขึ้น เพิ่มไฟของการปฏิวัติให้เข้มข้น หวังว่าจะลดทอนความขัดแย้งต่างๆลงได้บ้าง แต่แม้งานนี้ก็ถูกเพื่อนในจุฬาฯวิจารณ์อีกจนได้ ทำให้อึดอัดเป็นกำลัง แต่ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถรับแนวทางของกลุ่มอหิสาด้วย หลังจากไปเยี่ยมเพื่อนที่เป็นกรรมกรกลับมาครั้งหนึ่ง ผมได้เขียนไว้ว่า "นายทุนปฏิบัติต่อเขาจนเขาลืมความเป็นคนของตนเอง ความซื่อต่อชีวิตที่สังคมบ้านนอกอบรมสั่งสอนมา ทำให้เขาเป็นทาสที่ซื่อสัตย์ของระบบกินแรงแห่งนาคร ฉันได้ฟังได้สัมผัสความปวดร้าวครั้งใด ฉันนึกถึงเพื่อนที่เชื่อในอหิงสายิ่งนัก เขาจะทำให้นายทุนเลิกใช้ความรุนแรงได้อย่างไรนะ" ๓๑ ตุลาคม ๑๗ เมื่อความคิดไม่ตรงกัน มีอคติต่อกัน ทุกอย่างก็เป็นปัญหาหมด และเรื่องอำนาจก็เป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา แต่เรื่องอำนาจนี่ยังเป็นเรื่องที่พูดกันน้อยเกินตราบเท่าทุกวันนี้ คนที่กุมการนำของขบวนการนักศึกษาในจุฬาฯ ตอนนั้นก็กันทุกอย่างไม่ให้แนวคิดแบบผมได้มีบทบาทเลย เข้าใจว่าแม้ผมจะไปสอนหนังสือกรรมกร แต่ผมคงยังเกี่ยวข้องกับการทำหนังสือในจุฬาฯอยู่ แต่ตอนนั้นผมก็มองเห็นเป็นปัญหาตัวบุคคลมากกว่าขบวนการ พอผมออกจากขบวนการ ผมก็ได้เขียนระบายความในใจออกไปในทางมองเพื่อนกลุ่มนั้นในทางลบมาก แม้จะไม่ได้เผยแพร่ในวงกว้าง แต่ก็ได้อ่านกันในวงการพอสมควร คนที่เป็นเป้าของผมก็คือ เกรียง อ้วน โต ผมเข้าใจว่าผมคงมีความอิจฉาอยู่ด้วย ที่เพื่อนเหล่านี้เด่นดังกว่า ในสามคนนี้ สำหรับสมัยนั้นผมรู้สึกใกล้กับเกรียงมากว่าคนอื่น รู้สึกนับถือและมีความเป็นเพื่อนกันอยู่ เพราะตอนนั้นเขาพร้อมจะเสียสละจริงจัง เขาเคยพูดกับผมอย่างจริงใจเมื่อฝ่ายรัฐเริ่มใช้ความรุนแรงกับนักศึกษามากขึ้นว่า เขายินดีเดินออกไปให้พวกนี้ยิง ถ้านั่นจะทำให้สังคมดีขึ้นได้ ผมยังเคยเป็นนักเขียนผี เขียนกลอนในนามเขาตอนที่พวกเราส่งเขาขึ้นสมัครเป็นนายก สจม. เมื่อมองย้อนไปตอนนี้ ถ้าผมเป็นฝ่ายคุมการนำ ผมก็คงไม่ดีกว่า หรืออาจจะเลวกว่าด้วยซ้ำก็ได้ เพราะเข้าใจว่าสมัยนั้นผมก็ทำร้ายเพื่อนพ้องน้องพี่ในนามของความดีงามแบบซ้ายๆ มากมาย แต่จะไปโทษความเป็นซ้ายก็ไม่ได้ เพราะซ้ายบางคนก็ไม่ได้ทำร้ายคนอื่น ต้องโทษความเป็นคนอัตตาแรงหรือภาษาพระที่เรียกว่ากิเลสหนาปัญญาหยาบของเราแหละมากกว่า เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่แสดงความคิดเห็นได้ กรุณาเข้าสู่ระบบหรือสมัครสมาชิก Powered by AkoComment 2.0! |