|
 ภาพจากเว็บทีวีบูรพา จากการเชื่อมของใหญ่ ทำให้ผมได้มารู้จัก และต่อมาสนิทสนมกับพี่เสก ถ้าผมจำไม่ผิด พอผมออกไปชนบทไม่นาน ใหญ่ก็ออกจากบ้านอีก และออกจากมหิดลฯด้วย และมาอยู่กับเสกสรรค์ ประเสริฐกุลพักหนึ่ง ถ้าวิเคราะห์ย้อนไปจากตอนนี้ ก็ต้องบอกว่าแนวคิดของพี่เสกก่อนเข้าป่านั้น เป็นแนวคิดที่ต่างจากแนวพรรคและมีลักษณะผสมผสานที่น่าสนใจมากสำหรับผมและเพื่อนอีกหลายคนที่ไม่ได้อยู่ในจัดตั้ง นอกจากความคิดทางการศึกษาใหม่แล้ว เขายังเสนอความคิดเรื่องซ้ายไทย ในสังคมศาสตร์ปริทัศน์ และเมื่อได้รับเชิญไปพูดที่วัดชลประทานรังสฤษฏ์ เขาก็พูดเรื่องพุทธสังคมนิยม อีกด้วย แม้ผมจะอยู่จัดตั้งแล้ว ความคิดในทำนองซ้ายใหม่ที่เข้ากับพุทธธรรมได้นี้ยังเป็นที่นิยมของผมอยู่
ก่อนเกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคา ๑๖ ไม่กี่วัน พี่สุบอกว่าอาจจะมีการปราบนักศึกษาเป็นการใหญ่ ให้เตรียมตัวหนีออกจากกรุงเทพฯ โดยให้ออกทางเรือ เพราะทางรถนั้นสันติบาลจะตามได้ เข้าใจว่าได้เล่าให้ผมฟังถึงสหายที่ถูกจับหรือถูกยิงตอนออกจากกรุงเทพฯ ทางรถเมล์ ตอนนั้นผมไม่น่าจะเป็นคนสำคัญถึงขนาดสันติบาลต้องการตัว แต่เข้าใจว่าทางพี่สุ หรือจัดตั้งที่อยู่เหนือขึ้นไปต้องการฝึกพวกเรา ผมจึงชวนมนัสเดินทางออกจากกรุงเทพฯทางเรือโดยนั่งเรือขึ้นไปเรื่อยๆ ได้พักตามวัดบ้างโดยไม่ได้ดูข่าวคราว ในวัดที่พักครั้งสุดท้าย เข้าใจว่าเหตุการณ์ในกรุงเทพฯเกิดยิงกันแล้ว ดูพระไม่ไว้ใจเราเท่าไร แต่ก็ยังให้มุ้งกางนอนที่ศาลา เรานั่งเรือมาถึงสิงหบุรีและติดสินใจพักในโรงแรมเล็กๆแห่งหนึ่ง ที่นี่เองที่เราได้เห็นหนังสือพิมพ์ลงข่าวใหญ่โตของวันที่ ๑๓-๑๔ ตุลาคม และมนัสชวนนั่งรถกลับกรุงเทพฯทันที มนัสคงเสียใจที่ตามผมไปและไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์สำคัญ ผมก็หน้าจืดๆหน่อยเมื่อตอบคนว่าไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์เวลาคนถามว่าอยู่ที่ไหน ตอน ๑๔ ตุลาคม เมื่อกลับมาแล้ว จึงได้พบเพื่อนในกลุ่มยุวชนสยาม ทั้งรุ่นเดียวกันและรุ่นน้องที่เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด จึงได้รู้เรื่องละเอียด ผมมารู้เมื่อ ๓๐ ปีให้หลังว่าพี่สาวผมที่บ้าน ออกตามหาตัวผม ร้องวิ่งตามถนนหนทางเป็นเวลาหลายชั่วโมง ขอดูที่เขามีศพวางไว้ กังวลว่าผมจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร พี่สมน้อยคนนี้เป็นคนที่เสียสละให้น้องๆได้เรียนโดยตัวเองต้องทำงานอยู่กับแม่เพื่อหาเงินให้เราเรียนกัน หลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๑๖ แล้วใหม่ๆ มีคนสนใจแนวคิดพี่เสกมากพอสมควร เขาได้รับการเชิญให้ไปพูดหลายแห่ง และมีแฟนประจำที่ตามไปฟังทุกเกือบทุกแห่งด้วย บางคนกลับมาบ่นให้ฟังว่าพูดซ้ำกันอยู่บ้าง นี่น่าจะเป็นเรื่องธรรมดา ตอนนั้นกำลังขายดี ผมเป็นคนหนึ่งที่ติดตามความคิดของพี่เสก แต่จากการอ่านมากกว่าการไปฟังพูด แล้วก็คงไปเยี่ยมที่บ้านบ่อยๆ ตอนใหญ่อยู่ ใหญ่เองก็เขียนบทความให้พี่เสกในหนังสือวิทยาสารที่พี่เสกเป็นบกด้วย จำได้ว่าใหญ่เขียนเรื่องความคิดของเปาโล แฟร์ลง พี่เสกเขียนแนะนำว่าอย่างเอ็นดูว่า ใหญ่เป็นนักแสวงหาที่สำลักเสรีภาพอะไรทำนองนี้ ผมรู้สึกว่าใหญ่สรุปความมาได้ดี ผมจำเหตุการณ์เฉพาะเจาะจงและเวลาที่แน่นอนไม่ได้ รู้แต่ว่าได้ไปอยู่บ้านแสงจันท์กับพี่เสกระยะหนึ่ง น่าจะเป็นช่วงหลัง ๑๔ ตุลาคมแล้ว ตอนนั้นใหญ่ออกไปแล้ว สมาชิกในบ้านเท่าที่จำได้ ก็มีสมาน เลือดดวงหัด เริงชัย พุทธาโร แหลม(วิศิษฐ์) นิรันดร สุขวัฒน์ วิชัย บำรุงฤทธิ์ จำได้ว่าเป็นชุมชนเล็กๆที่อบอุ่น และมีการคุยกันที่ประเทืองปัญญา พี่เสกวางตัวเป็นพี่ใหญ่ที่น่านับถือสำหรับพวกเรา ตอนนั้นพี่เสกดำริจะตั้งสหพันธ์นักศึกษาเสรีแห่งประเทศไทย แยกออกมาจากศูนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย คนที่ศรัทธาพี่เสกก็ตั้งกลุ่มนักศึกษาเสรีขึ้นมาเป็นสมาชิกตามมหาวิทยาลัยต่างๆ แหลมและผมก็ตั้งกลุ่มจุฬาฯ เสรีขึ้น ทำกิจกรรมสอดรับกัน หลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๑๖ ใหม่ๆ คนอยากทำกิจกรรมมีมาก ผมได้น้องๆ ในคณะครุศาสตร์หลายคน แหลมได้พวกวิศวะ และยังมีพวกรัฐศาสตร์มาร่วมอีกกลุ่มหนึ่ง จำได้ว่ากิจกรรมแรกที่ตื่นเต้นของจุฬาฯเสรีหลังจากกลับมาจากการเผยแพร่ประชาธิปไตยก็คือ การแจกใบปลิวขับไล่ทูตอเมริกันประจำประเทศไทยคนใหม่ที่มีประวัติทำงานให้ซีไอเอมาก่อน ผมจำได้ว่าพี่เสกนัดแนะให้ไปรับข้อมูลจากหม่อมราชวงศ์คนหนึ่ง เป็นข้อมูลภาษาอังกฤษ เราต้องมาแปลแล้วเขียนคำโจมตีเป็นภาษาไทย ผมก็แปลกใจที่คนเชื้อสายในวังทำไมมาหนุนงานแบบนี้ แต่ก็ไม่ได้ถาม เพราะเป็นแนวเดียวกับการชี้นำของจัดตั้งอยู่แล้ว เรื่องการเคลื่อนไหวให้ขับไล่ฐานทัพอเมริกัน และที่เป็นเรื่องเดียวที่จัดตั้งของผมชี้แนะให้นำไปเผยแพร่ในงานมหาวิทยาลัย นอกจากนั้นเราคิดเองทำเองทั้งหมด แต่หลังจากแจกใบปลิวไปแล้ว ได้ไปเจอคนให้ข้อมูลอีกครั้ง ถูกต่อว่าว่าใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสม นอกจากเขียน ช่วยทศเอาเข้าโรงพิมพ์ แล้ว ยังไปยืนแจกหน้าประตูรั้วจุฬาฯอีกด้วย พอสายๆถูกอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งในแผนกจิตวิทยาที่เคยสอนมนัสแต่ผมจำไม่ได้แล้ว เรียกไปทำนองสอบสวน ผมก็บอกไปว่าเพราะผมไม่เห็นด้วยกับการมีฐานทัพสหรัฐในไทย และรับว่าเป็นคนรับผิดของพิมพ์เอง อาจารย์ก็เงียบไป ระหว่างที่อยู่กับพี่เสกนั้น พวกเราหลายคนรวมทั้งที่ช่วยกันตั้งกลุ่มนักศึกษาเสรีแต่ไม่ได้มาอยู่บ้านแสงจันทร์ด้วย มีความคาดหวังจากพี่เสกก็คือ พี่เสกเคยสัญญาจะถ่ายทอดความรู้ให้อย่างเป็นระบบ ผมได้คุยกับนที ศรีบัณฑิต ที่เป็นประธานกลุ่มทางรามคำแหงก็คาดหวังอย่างเดียวกัน และเรารู้สึกผิดหวัง ที่ไม่เกิดขึ้นเสียที แม้เราจะได้เอกสารบางอย่างมาอ่าน ก็ไม่จุใจ ตอนหลังเข้าใจว่าเอกสารส่วนหนึ่งมาจากที่พี่เสกเรียนกับอาจารย์เสน่ห์ จามริก เมื่ออาจารย์เสน่ห์เปิดรัฐศาสตร์ศึกษาขึ้นเป็นหลักสูตรพิเศษ ผมยังไม่เห็นคนเขียนเรื่องนี้ออกมาเป็นเรื่องเป็นราว แต่ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด นักศึกษาหัวก้าวหน้าหลายคนได้รับการฝึกฝนมาจากหลักสูตรนี้ที่ทำให้เป็นนักคิดที่ลึกซึ้งกว่าเพื่อนร่วมสมัย ความผิดหวังนี้อาจจะเป็นเรื่องหนึ่งที่ทำให้ผมห่างพี่เสกออกมา เพราะผมฝันถึงขนาดว่าจะมีการเปิดชั้นเรียนกันเลย เข้าใจว่าหลายคนที่ทำงานสมัยนั้นก็คาดหวังเหมือนกับผม เพราะเราทำงานใหญ่โตถึงกับจะปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคม แต่เรารู้สึกว่าเราขาดความรู้ที่เพียงพอ แต่มองย้อนไปตอนนี้ ก็รู้สึกว่าเราออกจะคาดหวังพี่เสกมากเกินไป อีกปัจจัยหนึ่งที่อาจเข้ามาเกี่ยวข้องบ้างก็อาจจะเป็นเรื่องแฟนพี่เสกในตอนนั้น ที่เพื่อนผมจีบอยู่ก่อน แต่จีบไม่ติด ผมรู้สึกว่าผมพูดบางอย่างกับเพื่อน เพื่อนก็ไปพูดกับสาว จากสาวก็ไปถึงพี่เสก พี่เสกยังไม่ทันถามเรา ก็ตัดสินเราแล้ว แต่นั่นก็มักเป็นเรื่องเล็กๆหยุมหยิมๆ แต่เป็นเรื่องที่พี่เสกออกจะอ่อนไหว ระยะหลังๆก็รู้สึกว่าพี่เสกเป็นคนขี้ระแวงมากขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามมีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่สาวโกรธผมหัวพัดหัวเหวี่ยง เพราะเธอกำลังรู้สึกตัวว่าเป็นวีรสตรีจากการเคลื่อนไหว ๑๔ ตุลาคม ๑๖ ผมกำลังจัดอบรมอะไรสักอย่างกับกลุ่มนักกิจกรรมรุ่นน้อง หลัง ๑๔ ตุลาคม ๑๖ ใหม่ๆ เธอได้เข้ามาพูดให้กลุ่มฟัง ผมจำไม่ได้ว่าเธอพูดอะไร จำได้แต่ว่าไม่ค่อยเข้าท่า ผมคงสอยลงจากเวที หรือพูดอะไรสักอย่างที่ไม่น่าฟังเมื่อเธอพูดจบ เธอโกรธผมเป็นฟืนเป็นไฟ และเอาไปเขียนลงสังคมศาสตร์ปริทัศน์อย่างรุนแรง แต่พี่เสกดี พอเจอกันถามว่ามันเรื่องอะไรกัน แต่ก็ไม่ได้ต่อว่าอะไร ระหว่างที่ผมอยู่กับพี่เสกนี้ ผมเคยถามจัดตั้งว่ามีคนติดต่อพี่เสกหรือยัง ได้ความว่าไม่มีโดยตรง ผมเข้าใจว่าตอนพี่เสกสนใจแนวทางสันติวิธีมากกว่า จากงานเขียนหลัง ๑๔ ตุลาคม ใหม่ๆก็เห็นได้ชัดว่าพี่เสกสนใจการสร้างแนวร่วมอย่างกว้างขวาง และงานเขียนก็ไม่ได้ออกมาซ้ายจัดแม้แต่น้อย แต่ความเป็นผู้นำแบบพี่เสก มีลักษณะนักเลงแบบไทยๆ ถึงไหนถึงกัน กล้าได้กล้าเสีย ย่อมยากที่สังคมกระแสหลักจะรับได้ นอกจากนั้นลักษณะที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางมากก็สร้างศัตรูมากด้วย พอกระแสซ้ายจัดขึ้น ความเป็นผู้นำแบบนี้ก็กลายเป็นเป้าก่อน ก่อนคนที่เป็นตัวจริงของพคท. เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่แสดงความคิดเห็นได้ กรุณาเข้าสู่ระบบหรือสมัครสมาชิก Powered by AkoComment 2.0! |