+ + + + + ยินดีต้อนรับสู่ www.semsikkha.org + + + + + + + + + + ยินดีต้อนรับสู่ www.semsikkha.org + + + + +
ปฏิทินกิจกรรม
พฤศจิกายน 2008 ธันวาคม 2008
สัปดาห์ที่ 44 1
สัปดาห์ที่ 45 2 3 4 5 6 7 8
สัปดาห์ที่ 46 9 10 11 12 13 14 15
สัปดาห์ที่ 47 16 17 18 19 20 21 22
สัปดาห์ที่ 48 23 24 25 26 27 28 29
สัปดาห์ที่ 49 30
Login Form
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
เครือข่ายของเรา
Baandin.org
Sulak-sivaraksa.org
suan-spirit.com
siambaandin
semsikkhalai
สำนักพิมพ์เสมสิกขาลัย
สถาบันต้นกล้า
เสขิยธรรม
มันตรานิวาส
ป๋วยเสวนาคาร
ตัวกูของกู มิวสิค
wechange555.com
INEB
เคล็ดไทย

สนใจแลกลิงค์




สรรสาระ : จากยะลาถึงกทม... ว่าด้วยสันติวิธี และการเมืองเรื่อง "พื้นที่" PDF พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย จันจิรา สมบัติพูนศิริ   

สันติวิธีสากล และศูนย์ข่าวสารสันติภาพ มูลนิธิเพื่อการศึกษาประชาธิปไตยและการพัฒนา

ที่หน้าประตูมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา รถราและยานพานหนะจำนวนหลายกระหยิบมือ ถูกเจ้าหน้าที่โบกให้จอด การจราจรที่ปกติไม่ใคร่จะแออัดเพราะสถานการณ์อันไม่ปกติ ก็ดูติดขัดคล้ายบริเวณแยกราชประสงค์แถวกรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่ทหาร ทหารพราน ตำรวจ หน่วยจู่โจม และหน่วยชื่อย่ออื่นๆอีกมากมายที่ผู้เขียนจำชื่อเต็มไม่ได้ เดินกันให้ขวักไขว่ ราวกับว่าประชาชนน่าจะอุ่นใจหากปืนไรเฟิลของพี่ๆเจ้าหน้าที่แกว่งไกวอยู่ใกล้ๆ... ผู้เขียนเองไม่พ้นถูกขอให้ลงจากยานพานะซึ่งมีผู้อนุเคราะห์ขับมาส่ง หลังจากเจ้าหน้าที่ตรวจกระเป๋าแล้ว ผู้เขียนก็ไถลกายผ่านเครื่องตรวจจับแอลกอฮอล์ เอ้ย... เครื่องตรวจระเบิด  ครั้นเมื่อเข้ามายังบริเวณมหาวิทยาลัย ผู้เขียนก็อัศจรรย์ใจอย่างสาหัสกับจำนวนเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจพร้อมอาวุธครบมือ (แว่วมาว่ามีประมาณ 1,200 ถึง 1,400 นาย) เพราะไม่แน่ใจว่าตัวเองมางาน "มหกรรมสันติวิธี" หรือปฏิบัติการซ้อมรับมือกลุ่มก่อการร้าย

 

 

เมื่อสืบเสาะถึงที่มาของระบบตรวจเข้มเหล่านี้ ผู้เขียนจึงถึงบางอ้อว่างานนี้ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ. สุรยุทธ์ จุลา-นนท์ มาเป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถานำ จึงไม่น่าแปลกใจที่บรรยากาศช่วงเช้าของงานวันแรกจึงดูราวกับปฏิบัติการซ้อมรบ... โชคดีที่ได้งานขายสินค้าโอทอปด้านหน้าช่วยบันดาลบรรยากาศให้คึกคัก แม้ผู้เขียนยังไม่อาจเชื่อมโยงได้ว่าสินค้าโอทอปเป็นเครือญาติฝ่ายใดกับสันติวิธีก็ตาม นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการเปิดตัวและแสดงผลงานขององค์กรรัฐ และไม่สังกัดรัฐ รวมถึงกลุ่มประชาสังคมรากหญ้าที่ทำงานด้านสันติวิธี มีภาพวาดเกี่ยวกับสันติภาพและสันติวิธี มีเวทีเสวนาเรื่องสันติวิธีจำนวนมากกกกก มีการแสดงบนเวทีด้านหน้าที่เกี่ยวโยงกับสันติวิธี มีชาชักสันติวิธี ข้าวยำสันติวิธี และไม้เกาหลังยี่ห้อ "สันติวิธี"... เสียดายที่ไม่มีการประกวด Academy Nonviolence (AN) มาแข่งกับ Academy Fantasia (AF)

แม้ว่างานนี้ผู้เขียนจะรู้สึกสำเริงสำราญใจไปกับ "สันติวิธี" (จนกลับไปนอนละเมอเพ้อพบด้วยวิธีสันติ) แต่ในฐานะผู้สนใจและนักเรียน "สันติวิธี" สิ่งที่ผู้เขียนเห็นว่างานมหกรรมสันติวิธีครั้งที่สามนี้มีคุณค่ายิ่งนัก คือ "การสร้างพื้นที่แห่งการผ่านพบ" (Space of encounter)[1] นั่นคือ สถานที่ (place) ที่ใช้จัดงาน - มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา - ได้กลายสภาพจากสถานที่ทางกายภาพเป็นพื้นที่ทางสังคม (social space) ซึ่งเอื้อให้ผู้คนที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความขัดแย้งรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งปกติไม่ใคร่จะโคจรมาเจอกัน ได้มาอยู่รวมกัน แม้อาจไม่พูดคุย แต่ก็ผ่านพบกัน

เจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะฝ่ายปฏิบัติการะดับล่างที่ถูกระดมมากว่าพันนาย ปกติได้ยินนโยบายสันติวิธีจากนายเท่านั้น แต่อาจไม่แน่ใจว่าไอ้สันติวิธีนี่หน้าตามันเป็นอย่างไร มีหูตาจมูกปากเหมือนมนุษย์เดินดินทั่วไปหรือไม่ อย่างน้อยในงานนี้พวกเขาได้เดินลาดตระเวนผ่านบอร์ดนิทรรศการเกี่ยวกับสันติวิธี หยุดมองบ้าง หยุดอ่านบ้าง ทำหน้าเบ้ไม่เห็นด้วยบ้าง บางคนก็(แอบ)หยุดฟังพวกนักปฏิบัติการสันติวิธีคุยกัน ถึงแม้ไม่ตั้งใจรู้จักสันติวิธี แต่อย่างน้อยก็ได้ผ่านพบกับมัน

ชาวบ้านทั้งไทยพุทธและมาเลย์มุสลิมได้พูดคุยพบปะ เล่าเรื่องราววารทุกข์สุขๆดิบๆสู่กันฟัง เรื่องลูกชายจะแต่งงานก็อาจเป็นเรื่องใหญ่ในการสนทนาที่กลบความสำคัญของงานสันติทัพพี...เอ้ย...สันติวิธี บางคนที่ไม่เอ่ยปากพูดคุยด้วยเพราะเป็นคนแปลกหน้า และระดับความไว้วางใจที่ลดต่ำ แต่ยังถือว่าเป็นโอกาสดีที่ได้ผ่านพบกัน ณ พื้นที่นี้

บรรดาNGOsที่มักออกแถลงการณ์ประนามเจ้าหน้าที่รัฐ ก็ได้เห็นมิติความเป็น "มนุษย์ปกติ" ของเจ้าหน้าที่ตัวเล็กตัวน้อย ซึ่งบ้างก็พร่ำบ่นคิดถึงบ้าน บ้างก็ปลีกตัวออกไปสร้างงานศิลปะในลักษณะที่งานซึ่งทำอยู่ไม่อำนวยให้แสดงพรสวรรค์ด้านนี้มากนัก และบ้างก็ปรบมือหัวร่อไปกับการแสดงบนเวที... ภาพเช่นนี้คงไม่ได้เห็นกันง่ายๆ หากมิใช่พื้นที่แห่งการผ่านพบ

นักศึกษาบางคนที่ถูกเพ่งเล็งจากเจ้าหน้าที่รัฐว่าอาจเป็นแนวร่วมกับฝ่ายผู้ก่อการก็เข้าร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับสันติวิธี เจ้าหน้าที่หลายนายไม่ใคร่ละวางความระแวงสงสัยจึงส่ง "สายลับ" มาร่วมกิจกรรมกับนักศึกษาเหล่านี้ด้วย แม้ว่าจบงานนี้ ชื่อของนักกิจกรรมวัยกระเตาะอาจยังคงอยู่ใน blacklist ของเจ้าหน้าที่ แต่มหกรรมสันติวิธีคงเป็นหนึ่งในไม่กี่พื้นที่ที่เขาเหล่านี้ไม่ถูกจับหรือตามล่าเมื่อ "ผ่านพบ" กับเจ้าหน้าที่รัฐ  ส่วนเจ้าหน้าที่เองอย่างน้อยก็ได้มีประสบการณ์ผ่านพบกับแง่มุมแบบนักเคลื่อนไหวด้านสังคมของเยาวชนในพื้นที่ ซึ่งมิใช่ "ผู้ก่อสถานการณ์รุนแรง" เสมอไป

...

 จากยะลากลับมากรุงเทพฯ สันติวิธียังคงเป็นอะไรที่...ฮิตติดดาว... พันธมิตรฯขอแจมใช้สันติวิธี รัฐบาลน้าหมักก็อยากร่วมขบวนรถไฟสันติวิธีด้วย หากเทียบความดังของสันติวิธีกับพี่บี้ เดอะสตาร์ เป็นไปได้ว่าพี่บี้ อาจถูกบี้แบบแต๊ดแต๋... กระนั้นก็ดี เหตุปะทะระหว่างพันธมิตรฯและนปช.เมื่อวันที่ 2 กันยายน ส่งผลให้สังคมไทยตั้งคำถามกับตัวตนของสันติวิธี ผู้คนเริ่มไม่แน่ใจว่าการพกปืนผาหน้าไม้ (กอล์ฟ) ของทั้งพันธมิตรฯ และนปช. (แม้จะอ้างว่าเพื่อป้องกันตัว) และการยั่วยุต่อกัน จนนำไปสู่การปะทะ เป็นสันติวิธีที่หลืบไหน ท่ามกลางการใช้ความรุนแรงในนามสันติวิธี กลุ่มคนที่ได้ชื่อว่าเป็น "พลังเงียบ" เริ่มส่งเสียงไม่เห็นด้วยกับสัญญาณการระบาดของความรุนแรงดังกล่าว หนึ่งในนั้นคือบรรดานักปฏิบัติการสันติวิธีที่ผู้เขียนรู้จักมักคุ้นอยู่บ้าง ซึ่งรวมตัวรวมหัวกันเพื่อประกาศ "พื้นที่สันติ"

อันที่จริงแนวคิดในตอนแรกคือการจัดตั้ง buffer zone เพื่อกันไม่ให้เกิดการปะทะระหว่างพันธมิตรฯและนปช.อย่างเมื่อวันที่ 2 กันยา รวมถึงโน้มน้าวให้ทั้งสองฝ่ายปลดอาวุธ แต่ยังสามารถดำเนินการประท้วงต่อไปได้... เมื่อผู้เขียนได้ฟังแนวคิดในหนแรกก็รู้สึก "ปอดแหก" ขึ้นมาตะหงิดๆ ด้วยกลัวว่าศพที่คั่นอยู่ระหว่างการปะทะของคนสองกลุ่มที่ไม่เห็นอีกฝ่ายเป็น "คน" อาจดูอุจาดตาเมื่อปรากฏบนหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่ง ประกอบกับยังนึกไม่ออกว่ากิจกรรมนี้จะช่วยลดอุณหภูมิการเมืองได้อย่างไร

"เอาก็เอาวะ!" เป็นเพียงวลีเดียวที่ทำให้ความอยากรู้อยากเห็น ออกหมัดแบบพี่สมจิตรน๊อคชนะความปอดแหก จนพาสองขามายังอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ในบ่ายวันศุกร์ที่ 5 กันยายน ได้... เมื่อสองขาพามา สองตาก็กวาดมองไปทั่วห้องประชุม คะเนได้ว่ามีอาสาสมัครราว 30 คน กำลังวางแผนเดินขบวนเพื่อเปิดพื้นที่สันติบริเวณหน้าที่ทำการกองทัพบก ณ จุดที่เกิดนองเลือด เข้าใจว่า "พลังปอดแหก" ของผู้เขียนมีรังสีลี้ลับแรงกล้า จนกลายเป็นว่าในที่สุดแนวคิดการจัดตั้ง buffer zone โดยภาคประชาชนอาจต้องพักไว้ก่อน กิจกรรมหลักตอนนี้คือปฏิบัติการสันติวิธีเชิงสัญลักษณ์ เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการใช้อาวุธและความรุนแรงในการต่อสู้ทางการเมือง และเรียกร้องให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายคำนึงถึงผลกระทบของความรุนแรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์...

หากใครเดินผ่านไปมาบนท้องถนนราชดำเนินเมื่อบ่ายวันที่ 5 กันยา คงเห็นคนจำนวนหนึ่งเดินถือป้ายผ้าสีขาว "พื้นที่สันติ" แจกแผ่นสติกเกอร์ "ไม่เอาความรุนแรง" และพักหอบแฮ่กๆเป็นระยะเนื่องด้วยวัยวุฒิที่เพิ่มขึ้นแปรผกผันกับสภาพร่างกาย ระหว่างทาง ประชาชนรอบข้างทั้งให้กำลังใจและเย้าแหย่ (อาแปะคนหนึ่งแกยื่นสติกเกอร์ "ไม่เอาความรุนแรง" ให้เพื่อน แล้วเอ่ยแกมหยอกว่า "อ่ะ... เอาไปให้เมียที่บ้าน") ในที่สุดพวกเราก็มาถึงหน้าที่ทำการกองทัพบก ด้วยความร่วมมือของพี่ๆตำรวจจราจรและหน่วยควบคุมฝูงชนที่เข้าใจดีว่าพวกเรามาด้วยเจตนาสันติ แม้ดูหน้าแล้วบางคนอาจยังฉงนว่าไอ้พวกนี้แบกป้ายผ้าเดินมาตั้งไกล แถมยังมีกล้วยไม้สีขาว จะมาไหว้เจ้าที่หรือไร... 

สายฝนเริ่มโปรยปราย อาสามัครทั้งหมดยืนล้อมรอบป้ายผ้า "พื้นที่สันติ" เป็นวงกลม นารี เจริญผลพิริยะ (หรือที่รู้จักกันในหมู่ชาวบ้านว่า "คุ้งบางกรวย") นักปฏิบัติการและนักฝึกอบรมสันติวิธีผู้คร่ำหวอดในวงการ ให้สัญญาณแรกจากระฆังประจำกาย พวกเราทั้งหมดยืนสงบนิ่ง (ยกเว้นลิงค่างอย่างผู้เขียนที่ยังคงรัวชัตเตอร์กล้องถ่ายรูปต่อไป) เมื่อเสียง "กริ๊ง" ครั้งที่สองดังขึ้น ทีมงานจึงโปรยดอกกล้วยไม้สีขาวที่เตรียมมา พร้อมกับสายฝนที่ยังคงตกพรำ  ดอกกล้วยไม้สีขาวเข้าครอบครองพื้นที่ตรงกลางวงกลม ราวกับกำลังเปลี่ยนความทรงจำของความรุนแรงและความตาย ณ ที่นี้ ให้กลายเป็นความหวังที่ทุกฝ่ายจะเห็นคุณค่าของชีวิต... หลังจากนั้นพี่นารี จึงกล่าวไว้อาลัยแต่คุณณรงค์ศักดิ์  กรอบไธสง ผู้ตกเป็นเหยื่อในเหตุปะทะเมื่อวันที่ 2 กันยา และย้ำเตือนให้เห็นว่าการใช้ความรุนแรงในการเปลี่ยนผ่านความขัดแย้งทางการเมืองรังแต่จะนำมาซึ่งความสูญเสีย

แม้ว่าเป้าหมายของกิจกรรมครั้งนี้คือการประกาศเจตนารมย์ของประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับความรุนแรง รวมถึงการกำหนดให้พื้นที่ที่เกิดการปะทะไปแล้วหรือมีแนวโน้มจะเกิดการปะทะ เป็นพื้นที่สันติ[2] ผู้เขียนกลับเห็นว่า ในอีกทางหนึ่งปฏิบัติการครั้งนี้เป็นปฏิบัติการแย่งชิงความหมายของพื้นที่ นั่นคือ การประกาศว่าการปะทะบริเวณหน้ากองทัพบกมิใช่ความยิ่งใหญ่ หรือชัยชนะของคู่กรณีไม่ว่าฝ่ายไหน แต่เป็นความพ่ายแพ้... พ่ายแพ้ในการพิทักษ์ชีวิตผู้เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองของฝ่ายตน พ่ายแพ้ที่ปล่อยให้ความเกลียดชังเข้าครอบงำจิตใจตน พ่ายแพ้ที่ไม่มิอาจโอบอุ้มสันติวิธี (ที่แต่ละฝ่ายอ้าง) ให้เป็นพลังอันชอบธรรมในการต่อสู้ทางการเมืองได้... ปฏิบัติการโดยคนธรรมดาไม่มากกว่า 30 คน ต่างหากกลับกลายเป็นพลังกู่ก้องให้กับผู้คนในสังคมได้รู้ว่า ต่อจากนี้ พื้นที่ไร้ความรุนแรง จะขยายจากบริเวณซึ่งเกิดการปะทะเมื่อวันที่ 2 กันยา ไปยังที่อื่นๆของประเทศ ตลอดจนความขัดแย้งจะต้องไม่นำไปสู่ความเกลียดชังและการลดทอนความเป็นมนุษย์ของฝ่ายตรงข้าม

จากยะลาถึงกทม... หลายคราผู้เขียนลังเลต่อการปลาบปลื้มกับสันติวิธีที่นับวันจะกลายเป็น cliché แห่งชาติ สันติวิธีที่เป็นวลีโก้เก๋ซึ่งทำให้การจัดนิทรรศการและการเสวนาทางวิชาการดูอินเทรนด์ไม่หยอก รวมถึงสันติวิธีที่แยกไม่ออกระหว่างการนั่งประท้วงกับการใช้ปืนปะทะ แต่ก็อีกหลายคราที่ผู้เขียนยังคงเชื่อว่าสันติวิธีเป็นพลังซึ่งเปิดพื้นที่-ทางออกอันสร้างสรรค์ให้กับสังคมการเมือง

ประสบการณ์จากมหกรรมสันติวิธีที่ยะลาแสดงให้เห็นว่าที่จริงแล้ว "งานสันติวิธี" อาจมิใช่เพียงการออกร้าน นิทรรศการและมหรสพทางวิชาการ แต่อาจรวมนัยที่ลึกซึ้งกว่านั้น นั่นคือการสร้างพื้นที่แห่งการผ่านพบ ซึ่งเอื้อให้เกี่ยวกับข้องกับปัญหาความขัดแย้งรุนแรง ได้มาอยู่ในสถานที่เดียวกัน เปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ตลอดจนเป็นแรงบันดาลใจในการก้าวข้ามความเป็นศัตรูต่อกัน... เรื่องราวจากนักปฏิบัติการสันติวิธีเพื่อสร้างพื้นที่สันตินั้น ช่วยให้เห็นถึงการต่อสู้เพื่อแย่งชิงความหมายของพื้นที่ และช่วงชิงความทรงพลังของสันติวิธี กล่าวคือ การพลิกฟื้นพื้นที่ที่เคยเกิดเหตุการณ์นองเลือดนับเป็นปฏิบัติการสันติวิธี ขณะเดียวกันสันติวิธีชนิดที่เห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ถือเป็นสันติวิธีที่ทรงพลังยิ่งกว่าแบบที่ผูกตนเองอยู่กับความเกลียดชัง... และนี่คือพื้นที่ทางเลือกซึ่งเปิดให้กับการมองสันติวิธีในฐานะ "ทางเลือก" เพื่อออกจากกับดักแห่งความรุนแรง


 


[1] ผู้เขียนหยิบยืมคำแปล encounter มาจากหนังสือ ผ่านพบไม่ผูกพันธ์ (Unattached encounter) ของอาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล (2550, กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์สามัญชน)

[2] ล่าสุดกลุ่มทำกิจกรรมเดียวกันที่บริเวณตัวเมืองจังหวัดนทบุรี เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน 2551 ที่ผ่านมา โปรดดู "ปฏิบัติการสร้างพื้นที่สันติ หวังป้องกันเหตุปะทะ รุกพื้นที่เมืองนนท์", ประชาไทย, 8 กันยายน 2551, สืบค้นจาก http://www.prachatai.com/05web/th/home/13560,%20เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2551.

ความคิดเห็น

เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่แสดงความคิดเห็นได้
กรุณาเข้าสู่ระบบหรือสมัครสมาชิก

Powered by AkoComment 2.0!

ลงนามกำลังใจ
สมัครสมาชิกเว็บไซต์
ติดต่อเรา
เพื่อนบ้าน
กระดานสนทนา
ข่าวฝากประชาสัมพันธ์
Email 4 Staff
หนังสือแนะนำ
สินค้าน่าสนับสนุน
ช่วยคนชราธิเบตพลัดถิ่น
ภาพความหมาย
ran03.jpg
ปักหมุดประกาศ

Image ปาจารยสาร ฉบับ "การศึกษาทางเลือก การเดินทางเพื่อกลับไปจุดเดิม? 
||
สมัครสมาชิก || บอร์ดชาวปาจารยสาร || 
ปีที่ 32 ฉบับที่ 6 กรกฎาคม-สิงหาคม 2551
- การศึกษาเพื่อการครอบงำ
- บทเรียนแห่งการปฏิรูปการศึกษา
- สู่การศึกษาทางเลือก
- ทางเลือกของทางเลือก
- แพทย์แผนทิเบตศาสตร์แห่งอดีต เพื่อรักษาปัจจุบัน
- ศานตินิเกตัน สถาบันชีวิต
- เวียตนามในความทรงจำนักปั่น
  

 อยากอ่านติดต่อไปที่ โทรศัพท์ 02- 8603527 หรืออีเมล์

Image ร่วมทำบุญเพื่อช่วยเหลือคนชราธิเบตพลัดถิ่นในอินเดีย ที่อาศัยอยู่ในบ้านพักคนชรา อายุตั้งแต่ ๗๐ ปีขึ้นไปได้มีโอกาสเข้าฟังธรรมจากองค์ทะไลลามะและแสวงบุญ ณ เมืองพุทธคยาในบั้นปลายของชีวิต รายละเอียดเพิ่มเติม

Image สารเพื่อนเสม  ข่าวสารองค์กรเครือข่าย มูลนิธิเสฐียรโกเศศ - นาคะประทีป จดหมายข่าวราย 2 เดือน ปีที่ 4 ฉบับที่ 32 พฤศจิกายน-ธันวาคม 2551
+ จุดเปลี่ยน / กฤตยา ศรีสรรพกิจ
+ ช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิต / วารุณี ไม้ตราวัฒนา
+ ในอ้อมกอดของขุนเขาและเหล่ากระบวนกร / พูลศรี ไชยประสิทธิ์
+ วัยเด็ก ..ต้นไม้แห่งความทรงจำ : นาทีชีวิต ตอน 2
+ Tokyo Tower : แม่ครับ...ผมรักแม่/ จากบทภาพยนตร์
+ สุนทรียสนทนา / วิทยากร โสวัตร  
 อ่านสารเพื่อนเสม
 

สถิติ
ผู้เยี่ยมชม: 3164583
   หน้าแรก arrow สิกขาปริทัศน์ (บทความ) arrow สรรสาระ : จากยะลาถึงกทม... ว่าด้วยสันติวิธี และการเมืองเรื่อง "พื้นที่"