|
มูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป ขอมอบรางวัลเกียรติคุณแด่นาย "สุชาติ สวัสดิ์ศรี" ในโอกาสร้อยปี "ศรีบูรพา"(๓๑ มีนาคม ๒๕๔๘) และร้อยปี "ดิเรก ชัยนาม"(๑๘ มกราคม ๒๕๔๘) เป็น ๑๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน) เพราะเห็นว่า ถ้านายสุชาติไม่ได้ร่วมเป็นกรรมการตัดสินรางวัลเกียรติคุณ ๑๐๐ ปีศรีบูรพา เขาน่าจะได้รับเกียติคุณดังกล่าว ไม่ว่าจะในฐานะนักคิดนักเขียน
หรือนักหนังสือพิมพ์ แม้จนนักต่อสู้เพื่อสันติ ทั้งๆ ที่บุคคลผู้ได้รับรางวัลทั้งสามนั้น จะเป็นคนที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในสัง คม ที่น่าสงสัยก็คือไม่มีใครที่สมควรแก่เกียรติคุณดังกล่าวยิ่งกว่ าทั้งสามคนนี้ละหรือ และที่น่าสงสัยกว่านี้ก็ตรงที่องค์ประกอบและคุณสมบัติของคณะกรรมการตัดสินรางวัล โดยที่กรรมการแต่ละคนได้ใช้วิจารณญาณมากน้อยเพียงใด ใช้อคติหรือสติปัญญาเป็นแนวทางของการตัดสิน แต่นี่ก็คล้ายๆ กับรางวัลอื่นๆ โดยมาก ไม่ว่าจะศิลปินแห่งชาติ หรือซีไรต์ ในฐานะนักคิดนักเขียน นายสุชาติมีผลงานที่แหลมคมและไม่เคยผลิตงานกึ่งดิบกึ่งดีออกมาเ ลยก็ว่าได้ ในฐานะนักหนังสือพิมพ์ เขายืนหยัดในทางเสรีภาพแห่งการแสดงออก จนนิตยสารที่เขาเป็นบรรณาธิการถูกยึดเอาไป โดยนักวิชาการจอมปลอม (สังคมศาสตร์ปริทัศน์) หาไม่นายทุนก็สู้กับการขาดทุนไม่ไหว (โลกหนังสือ) โดยไม่รวมถึงการที่ต้องอำลาจากเวทีของบานไม่รู้โรยไป โดยเขาได้ต่อสู้เพื่อสันติภาพ อิสรภาพ และเสรีภาพตลอดมา โดยอยู่นอกแวดวงของทางราชการหรือสถาบันกระแสหลักอย่างยากที่คนซ ึ่งตาไม่มีแววจะเข้าใจได้ ความเป็นอิสรชนของเขา ไปพร้อมกับความไม่มั่นคงในชีวิต หากเขามีลูกและเมียที่เข้าใจเขา และเจริญรอยตามเขา ในสังเวียนแห่งวรรณกรรม โดยที่เขาเองก็หันมาแสวงหาเอกลักษณ์ใหม่ในทางจิตรกรรมอีกด้วย นับว่าเป็นผู้ใฝ่ในทางความงามนั้น ไปพร้อมกับจุดยืนในทางความดีและความจริง อย่างยากที่จะหาใครในยุคร่วมสมัยที่จะดำเนินวิถีชีวิตไปได้เช่นนี้ นอกไปจากนี้แล้ว มูลนิธิฯ ยังได้เลือกให้เขาเป็นปาฐกไปแสดงบรรยายเกียรติคุณของศรีบูรพา (นอกเหนือการอุทิศตนของเขากับภรรยาเขา ที่ช่วยชำระงานพิมพ์ของศรีบูรพาอย่างไม่หวังผลใดๆ ยิ่งกว่าใครๆ ในระยะหลังนี้) และนายดิเรก ชัยนาม ที่กรุงลอนดอน เมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคมนี้ เนื่องในโอกาสชาตกาลครบศตวรรษของท่านทั้งสอง (นายดิเรก ก็เป็นคนอาภัพ ที่ไม่ได้รับการยกย่องกิตติคุณเท่าที่ควรคล้ายๆ นายสุชาติด้วยเหมือนกัน) และเป็นการฉลองการประกาศวันสันติภาพครบ ๕ รอบนักษัตรอีกด้วย ด้วยเหตุผลสั้นๆ ดังได้แสดงมา มูลนิธิฯ จึงใคร่ขอมอบรางวัลเกียรติคุณแด่นาย สุชาติ สวัสดิ์ศรี เป็นเงินหนึ่งแสนบาท ในโอกาสเปิดงานแสดงภาพเขียนของเขา ณ ศูนย์ศิลปจามจุรี ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับสำนักงานเก่าของ สังคมศาสตร์ปริทัศน์เอาเลยก็ว่าได้) ณ วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๔๘ อนึ่ง ขอเรียนเพิ่มเติมให้ทราบว่า มูลนิธิฯ เป็นหน่วยงานแรกที่มอบรางวัลวรรณกรรมดีเด่นแด่นายอังคาร กัลยาณพงศ์ เป็นเงินสี่หมื่นบาท แต่ พ.ศ. ๒๕๑๕ (ซึ่งเทียบกับเงินในบัดนี้ก็คงเกินกว่าสี่แสนบาท) โดยที่เวลานั้นนายอังคารยังไม่ได้รับรางวัลหนึ่งใดเอาเลย ยังการมอบรางวัลให้นักเขียนอีก ๓ คนนั้นเล่า ก็เป็นการท้าทายแนวคิดหลักของกองทุนศรีบูรพาด้วยซ้ำไป เช่นแด่นายเปลื้อง วรรณศรี กับ นายสุพจน์ ด่านตระกูล ในปี ๒๕๓๙ และนายทวีป วรดิลก ในปี ๒๕๔๗ ทั้งนายเปลื้องและนายทวีป ได้รับรางวัลจากมูลนิธิฯ ไปไม่ทันไร ก็ตายจากไป นับว่ามูลนิธิได้สนองคุณนักเขียนที่สำคัญทันตาเห็นของเขาทั้งคู่ ส่วนนายสุพจน์ ด่านตระกูลนั้น ต่อมายังได้รับรางวัลบุคคลดีเด่นด้านประชาธิปไตย ในโอกาสฉลอง ๗๐ ปี แห่งการอภิวัตน์ของสยาม ในปี ๒๕๔๕ อีกด้วย (นายสัมผัส พึ่งประดิษฐ์ ก็ได้รับรางวัลนี้ด้วย) ตามที่บรรยายมาทั้งหมดนี้ เชื่อว่าท่านทั้งหลายคงเห็นดีเห็นงามด้วย อย่างน้อยนายสุชาติ สวัสดิ์ศรีก็มีคุณค่าทางด้านนักคิด นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ และนักต่อสู้เพื่อสันติภาพ ไม่ด้อยไปกว่าบุคคลทั้ง ๓ ที่ได้รับรางวัลไปเมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายนนี้เลย "ส.ศิวรักษ์" เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่แสดงความคิดเห็นได้ กรุณาเข้าสู่ระบบหรือสมัครสมาชิก Powered by AkoComment 2.0! |