+ + + + + ยินดีต้อนรับสู่ www.semsikkha.org + + + + + + + + + + ยินดีต้อนรับสู่ www.semsikkha.org + + + + +
ปฏิทินกิจกรรม
พฤศจิกายน 2008 ธันวาคม 2008
สัปดาห์ที่ 44 1
สัปดาห์ที่ 45 2 3 4 5 6 7 8
สัปดาห์ที่ 46 9 10 11 12 13 14 15
สัปดาห์ที่ 47 16 17 18 19 20 21 22
สัปดาห์ที่ 48 23 24 25 26 27 28 29
สัปดาห์ที่ 49 30
Login Form
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
เครือข่ายของเรา
Baandin.org
Sulak-sivaraksa.org
suan-spirit.com
siambaandin
semsikkhalai
สำนักพิมพ์เสมสิกขาลัย
สถาบันต้นกล้า
เสขิยธรรม
มันตรานิวาส
ป๋วยเสวนาคาร
ตัวกูของกู มิวสิค
wechange555.com
INEB
เคล็ดไทย

สนใจแลกลิงค์




ความหลังครั้งยุวชนสยาม ตอนที่ ๑๘ ความแปลกแยกของคนหนุ่ม PDF พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย ประชา หุตานุวัตร   
เรื่องราวที่เล่ามาทั้งหมดนี้ เป็นช่วงครึ่งหลังของปี ๒๕๑๔ จนถึงปลายปี ๒๕๑๗  ก่อนที่ผมจะมาอยู่กลุ่มอหิงสา  และบวชเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๑๘   รวมๆ แล้วก็ประมาณสามปีกว่าๆ เท่านั้น  แต่ช่วงนั้นคงเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หรือช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของชีวิต และมีอิทธิพลต่อความรู้สึกว่าตนเป็นใคร หรือต่อการสร้างอัตตาตัวตนทั้งในด้านที่เป็นคุณและโทษจนทุกวันนี้

ผมเล่ามาแล้วว่าผมเริ่มต้นชีวิตนักกิจกรรมด้วยความรู้สึกแปลกแยกจากชีวิตนักเรียนที่มุ่งเรียนแข่งเพื่อให้ได้ที่หนึ่งประเทศไทย  มาสู่ความรู้สึกมันกับการได้ทำกิจกรรมที่เราและเพื่อนๆ ได้คิดเอง กำหนดเอง และเรียนรู้จากที่เราคิดเราทำนั้น  ความมันที่ว่านี้มันเป็นทั้งความรู้สึกตื่นเต้นและท้าทาย ผนวกกับความรู้สึกว่าเรากำลังทำอะไรเพื่อสังคม ก็ทำให้รู้สึกซ้อนขึ้นไปอีกว่าชีวิตเรามีคุณค่า น่าภูมิใจ รวมๆแล้วทำให้ชีวิตมีความตื่นเต้นมีรสชาติอร่อย เผ็ดมันยิ่งนัก

ยิ่งกว่านั้น การได้อ่านหนังสือที่เพื่อนในกระแสหลักไม่ได้อ่านกัน และเรื่องที่อ่านนั้นมันเปลี่ยนแผนที่ชีวิตของเราให้กว้างขวางออกไป ทำให้เรารู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของคนหนุ่มสาวอันยิ่งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ทั้งในเอเชียอย่างข่าวคราวของนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติฟิลิปปินส์ หรือขบวนการเซนกากูเรนของญี่ปุ่น ในละติน อเมริกา อย่างเช กูวารา และ คาสโตร  หรืออยันเด้ในชิลี   ในอาฟริกาอย่างแทนซาเนียของไนเยียเร่ หรือในตะวันตกอย่างการปิดมหาวิทยาลัยและเปิดสอนกันเองอย่างนักศึกษาในฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา ทั้งหมดนี้ย่อมให้ความมั่นใจอย่างใหม่ ผมเขียนไว้ประมาณเดือนกันยายน ๑๖ ว่า "ในวัยหนุ่มแน่นนั้น ข้าพเจ้าเป็นเหมือนลูกศร ที่พุ่งสู่เป้าหมายอย่างอัตโนมัติ โดยไม่คำนึงถึงสิ่งใดทั้งสิ้น นอกจากเป้าหมายนั้นเท่านั้น" คงเป็นข้อความที่ผมลอกมาจากที่อื่น เพราะได้วงเล็บไว้ท้ายข้อความว่า ไม่รู้ไปลอกมาจากไหน

แม้ก่อน ๑๔ ตุลาคม ๑๖ เราจะเป็นส่วนน้อยนิดในมหาวิทยาลัย แต่ความรู้สึกว่าเป็นฝ่ายถูก เราเป็นพลังของอนาคตนั้นมาแรง เพราะเรามีทฤษฎีหรือคำอธิบายต่างๆ มากมายมาประกอบการกระทำของเราด้วย แม้ตอนนั้นเราจะรู้เรื่องลัทธิมากซ์เพียงเลาๆ ก็ตาม แต่พอหลัง ๑๔ ตุลาคม ๑๖ เรากลายเป็นเหมือนวีรชนของยุค คนที่เคยไม่เห็นด้วยกับเรา หันมาเข้าขบวนการอย่างมากมาย จนเราต้องปรับค่ายฝึกกำลังคนมาคัดสรรและสร้างคนที่มีคุณภาพ ในจุฬาฯตอนนั้นเราเรียกค่าย "พัฒนาบุคลิกภาพ" สร้างผู้ปฏิบัติงานรุ่นใหม่ขึ้นมากมาย แม้จะมีคนที่มีคุณภาพใหม่ๆเข้ามามาก  แต่ผมก็เริ่มวิตกเพราะคนเข้าขบวนการ เพราะต้องการความเด่นดังและอยากมีชื่อเสียงก็มีมากขึ้นด้วย  ตอนนั้นไม่รู้ว่านี่เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของการเคลื่อนไหวทางสังคม และเป็นขั้นที่คานธีเตือนว่าต้องระวังที่สุด

ในครุศาสตร์เองปีต่อๆ มา มีนักกิจกรรมสอบเข้ามาเรียนมากขึ้นทุกปี จนเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวที่เข้มแข็งมากคณะหนึ่งของจุฬาฯ ผมสนิมกับรุ่นน้องกลุ่มหนึ่งหลายคนโดยเฉพาะที่สอบเข้ามากจากสตรีมหาพฤฒาราม ความคึกคักเข้มแข็งหลัง ๑๔ ตุลาคมนี้ ในด้านหนึ่งได้สร้างความมั่นใจอย่างใหม่ขึ้นในหมู่พวกเรา

ความมั่นใจอันนั้นน่าจะมีส่วนทำให้ผมเป็นคน"ก้าวร้าว"   ที่ใส่เครื่องหมายคำพูด เพราะตอนนั้นผมมองตนเองเป็นคนสุภาพอ่อนโยนเสมอ แต่พร้อมจะเถียงทุกคนไม่ตกฟาก ถ้าเห็นว่าตนเองเป็นฝ่ายถูก อย่างตอนบอกอาจารย์สอนภาษาอังกฤษว่าการเรียนน่าเบื่อและตนเรียนมาหมดแล้ว  ก็คงไม่มีความน่ารักเอาเลย หรือตอนเขียนอรรถาธิบายให้กับการแต่งตัวแบบ ๕ ย.ในเชิงการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมแล้ว ถูกคณบดีประชุมสุข เรียกเข้าไปคุย แล้วพาดพิงถึงความคิดเปาโล แฟร์ ผมก็คงท่าทางเป็นศัตรูมากกว่ามิตร  เป็นต้น ยิ่งหลัง ๑๔ ตุลาคม ๑๖ ด้วยแล้ว ท่าทางก้าวร้าวคงหนักขึ้น อย่างตอนรุ่นพี่ที่คณะครุศาสตร์ให้ขึ้นพูดในที่ชุมนุม ตอนนิสิตปิดคณะเพื่อขอให้ครูบาอาจารย์ปฏิรูปการเรียนการสอนใหม่ ก็คงออกกร้าวมาก จำได้ว่ามนัสพูดนิ่มกว่า และเวลาคณบดีตอบ แกบอกชัดเจนว่าขอตอบมนัส

อย่างไรก็ตามเวลาคุยกับอาจารย์ที่เรามีความเคารพเลื่อมใสอย่างอาจารย์สุมน อาจารย์สุลักษณ์ หรือ อาจารย์ระวี เราก็พร้อมจะฟัง แม้จะเถียงมากมายไม่หยุดหย่อน แต่ความเมตตา ความเข้าอกเข้าใจของครูบาอาจารย์เหล่านี้ก็คงดึงด้านสุภาพของตนเองออกมาได้ ตอนนั้นพวกเราถือคติว่าต้องให้การศึกษาพ่อแม่และครูบาอาจารย์ด้วย เพื่อให้มีความคิดที่ก้าวหน้า ฉะนั้นในแง่หนึ่งเราก็เข้าไปรับความเมตตาอย่างไม่รู้ตัว ในอีกแง่เราก็บอกกับตนเองว่าเราไปให้การศึกษาครูบาอาจารย์ กลับบ้านก็พยายามคุยกับพ่อแม่ จนได้เรื่อง

วันหนึ่งขณะที่กำลังคุยให้แม่ฟังเรื่องไปทำงานเพื่อสังคมอย่างนั้นอย่างนี้ แม่ย้อนกลับมาว่า "มึงยังต้องขอเงินกูใช้ อย่ามาคุยเรื่องทำงานเพื่อสังคมให้กูฟังดีกว่า" แม่ผมเวลาอารมณ์เสียก็เปลี่ยนสรรพนามจากแม่ลูกมาเป็นมึงกูได้ทันใจ นับแต่วันนั้นมา ผมก็ไม่ขอเงินจากทางบ้านใช้อีกเลย นิสัยหยิ่งจองหองแบบนี้ก็มาจากแม่นั่นเอง

นิสัยอีกอย่างก็เกิดขึ้น คือรับของที่เพื่อนให้อย่างไม่กระดาก รู้สึกว่าเราทำงานเพื่อสังคม เพราะฉะนั้นรับของที่จำเป็นใช้ได้ ไม่รู้ไปเอาคตินี้มาจากไหน จำได้ว่าเพื่อนที่เรียนมาด้วยกันสมัยสวนกุหลาบร่วมกับเพื่อนอีกกลุ่มทำหนังสือประเภทย่อตำราสำหรับนักเรียนที่เรียนม.ศ.๕ แล้วได้เงินเหลือ เอามาให้เราใช้ตั้งหนึ่งหมื่นบาท เราก็รับได้อย่างสนิทใจ

 ปุ๋งเป็นเพื่อนสนิทมากรุ่นน้องอีกคนหนึ่ง ที่เราใช้สรรพนามเอ็ง-ข้ากันตลอด เห็นเสื้อผ้าผมโทรมมาก ก็ซื้อผ้ามาให้ตัดกางเกงใหม่ นี่เราก็ไม่เคยลืม เมื่อมาได้อาจารย์สุมนเป็นที่ปรึกษาแล้ว วันดีคืนดีท่านก็ยื่นเสื้อเชิ้ตให้สองตัว แทนที่จะรู้สึกอายที่ได้รับของเหล่านี้ กลับรู้สึกภูมิใจเสียอีก กลับไปเยี่ยมแม่ ไปคุยให้แม่ฟังว่ามีครูซื้อเสื้อให้ แม่ก็อารมณ์เสียอีก เราก็หน้าจ๋อยไป แต่ก็เข้าใจแม่ได้ ว่าแม่คงรู้สึกเสียหน้าที่ลูกต้องไปรับของจากใครต่อใคร เพราะแม่เป็นคนหยิ่ง ไม่ยอมง้อใคร และก็ผมก็ได้นิสัยนี้มาไม่น้อย  เลยไม่ขอเงินแม่ใช้  

ต่อมามีคนแนะนำให้ผมไปขอทุนการศึกษาจากมูลนิธิ จอห์น เอฟ เคเนดี้   จำได้ว่าไม่มากมายอะไร แต่ผมก็อยู่ได้สบายๆ เพราะไม่ได้ใช้อะไรนอกจากค่ากิน และแบ่งจ่ายค่าเช่าบ้านที่เช่าร่วมกับเพื่อนๆ  โดยต่อจากบ้านพี่เสก  ก็มาเช่าบ้านแถวดินแดง ในซอยศูนย์กลางเทวา เพราะตอนนั้นคุ้นกับพี่จำเนียรที่ทำงานอยู่ที่นั่นแล้วยังมีเงินส่งพคทด้วยเล็กๆน้อยๆ

เรื่องพี่จำเนียรนี้ควรได้เล่าไว้สักหน่อย สมัยนั้นแกเป็นมือหนึ่งทางด้านการจัดตั้งคนยากจนให้ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อสิทธิและความชอบธรรม ผมเข้าใจว่าพี่เสกเคยไปเรียนวิชานี้ที่สำนักเดียวกันครั้งหนึ่งที่มาเลยเซีย เป็นวิธีการของพวกแร้ดีคอลที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ เอาความคิดเรื่องการมีส่วนร่วมเข้ามาเผยแพร่ในหมู่คนทำงานกับคนยากคนจน สมัยหนึ่งผมได้คุยกับแกมาก ได้แลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างสนุก เมื่อผมอึดอัดที่งานในจุฬาฯ มีปัญหามาก เพราะผมพยายามใช้กระบวนการอย่างมีส่วนร่วมมากเกินไป แกก็เป็นคนเตือนว่า การมีส่วนร่วมต้องใช้อย่างพอดีๆกับการนำ เคยตามแกไปดูการจัดตั้งชาวสลัมแห่งหนึ่งที่ถูกโรงงานปล่อยน้ำเสียออกมาทำให้เหม็นกันไปทั้งหมู่บ้าน แกเข้าบ้านโน้น ออกบ้านนี้ ไม่นานชาวบ้านก็มานั่งคุยกัน และครั้งที่สองที่แกไปชาวบ้านก็พร้อมที่จะไปยื่นจดหมายกับหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ผมเห็นความสามารถในการจัดตั้งแบบนี้แล้ว รู้ว่าไม่ใช่ทักษะของตนเองอย่างแน่นอน เพราะผมคงใจอ่อนเกินไป โอบอุ้มชาวบ้านมากเกินไป

อย่างไรก็ตามในท่าทางก้าวร้าวมั่นใจตนเองมากของนักเคลื่อนไหวอย่างผมนั้น ผมจำได้ว่าลึกลงไปก็มีความไม่มั่นใจแฝงอยู่มาก อาจจะเกิดจากเราเป็นชนกลุ่มน้อย แต่งเนื้อแต่งตัวไม่เหมือนคนอื่น ดังได้กล่าวแล้วว่าเวลาเดินไปในคณะรู้สึกว่าถูกมอง แต่จริงๆ อาจจะไม่มีใครสนใจเรามากนักก็ได้ แต่เพราะเรารู้สึกตนเองเป็นศูนย์กลางมาก  ก็ทำให้รู้สึกไปเองแหละมาก ผมจำได้ว่าแปลกใจตนเองเหมือนกันเวลาเดินไปไหนมาไหนมักรู้สึกว่าตัวเองถือดาบกวัดแกว่งอยู่ในใจ เที่ยวฟันโน่นฟันนี่เสมอๆ คงเป็นโทสะที่ซ่อนตัวอยู่มากในจิตใต้สำนึกตามหลักชาวพุทธ หรือเป็นกลไกป้องกันตนเองตามหลักจิตวิทยากระมัง

อีกสาเหตุหนึ่งของความไม่มั่นใจในตนเองอาจจะเกิดจากความรู้สึกว่าตนเองรู้ไม่พอ รู้ไม่จริงโดยเฉพาะเกี่ยวกับทิศทางและอุดมการณ์ที่ตนเองยึดถือ ยิ่งหลัง ๑๔ ตุลาคม ๑๖ แล้ว มีการประท้วงกันเกือบทุกวัน ทั้งกรรมกรและนักศึกษา ผมรู้สึกว่าไม่เข้าใจสังคมไทยเลย รู้สึกทุกอย่างวุ่นวายไปหมด อยากศึกษา อยากเข้าใจสังคมมากขึ้น โรคนี้แก้ไม่หายแม้หลังจากได้อ่านงานลัทธิมากซ์ ความคิดเหมามาพอสมควรแล้ว  เวลาอ่านก็จะมีคำถามไม่หยุดหย่อน ยิ่งมีแหล่งความรู้จากทางซ้ายใหม่เข้ามาเป็นตัวขัดตัวถ่วงความรู้ด้านนี้จากสายพรรค ก็ยิ่งเพิ่มวิจิกิจฉา ทำให้สับสนทางความคิดอยู่เสมอ แม้จะมีความมั่นคงทางจิตวิทยาเพราะอยู่จัดตั้งของพรรคแล้วก็ตาม และทำให้รู้สึกว่าต้องศึกษาและให้การศึกษาอยู่เสมอ 

ยิ่งหลัง ๑๔ ตุลาคม ๑๖ ยิ่งรู้สึกว่าคนที่คุมขบวนการส่วนมากพูดถึงสังคมนิยมทั้งๆ  ที่ไม่มีความรู้พอ  เข้าใจว่าเพราะทัศนคติแบบนี้เอง ทำให้ตัวเองอยู่ค่อนมาทางด้านทำหนังสือหนังหาเสมอ เพื่อนในขบวนหลายคนคงคิดว่าถ้าทุกคนคิดอย่างนี้หมด คงไม่มีใครลงมือทำงานปฏิวัติเป็นแน่ จนทุกวันนี้ความรู้ว่าตนเองรู้ไม่พอก็ไม่ได้หายไปไหนเลย แต่สำหรับตอนนั้นวัยยี่สิบต้นๆ ย่อมมีส่วนทำให้ขาดความมั่นใจตนเองและสับสนอย่างมากมายด้วย  แม้จะมีความพยายามสังเคราะห์แนวคิดหลากหลายมาเป็นของตนก็ไม่ประสบความสำเร็จ หรือออกมากระท่อนกระแท่นมาก บันทึกสั้นๆ ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของความไม่สุกงอมทางความคิดในตอนนั้น

                ม่ว่าคุณจะเรียกตนเองว่านักปฏิวัติ

                หรือคุณจะเชื่อคำสอนของเจ้าชายสิทธัตถะ

                ไม่ว่าคุณจะเชื่อในพระเจ้าหรือคาล มากซ์

                คุณจะเป็นฮิวแมนิสต์ หรือเหมาอิสต์

                คุณฝันอย่างไรก็ได้ แล้วเราจะร่วมมือกัน

                ผมขออย่างเดียวคุณเชื่อในประชาชน

                และคุณต้องมองคนมีชีวิต

                นักสันติวิธีหรือนักปฏิวัติ

                เราจะร่วมมือกันถ้าคุณมีความรักที่แท้จริง

                ความรักที่พร้อมจะสะท้อนด้านของความแค้นออกมา

                เพื่อปกป้องความรัก

                                                ๖ มิ.ย. ๑๗ (ให้นิตย์ ให้เกรียง ให้ใหญ่ ให้เสก)

เหตุหนึ่งที่ผมพอใจและยกย่องชีวิตในหน่วยจัดตั้งเล็กๆ ของเรามาก ก็คงอาจเป็นเพราะรุ่นพี่ที่มาให้การศึกษาลัทธิมากซ์คนนั้น ยินดีตอบคำตามเกือบทุกอย่าง ย่อมตอบสนองตัณหาด้านนี้ของผมได้ แต่นี่ก็เป็นการมองย้อนไป และอาจจะเพราะเหตุนี้ด้วยที่ต่อมาเมื่อผมออกจากขนวนการฝ่ายซ้ายแล้ว จึงพอใจกับการได้มาเป็นศิษย์หาของอาจารย์สุลักษณ์และท่านอาจารย์พุทธทาสด้วย เพราะสองท่านนี้ยอมให้ซักอย่างถูกอกถูกใจเสมอ และเป็นต้นธารของความรู้ที่ขยายออกไปได้ไม่สิ้นสุดปัญญาของเรา

อีกเหตุหนึ่งของความสับสนหรือความไม่ปกติสุขสมัยนั้น อาจจะเพราะเราเน้นการทำงานมากเกินไป จนเอาค่าของชีวิตไปแขวนไว้กับการงานทั้งหมด เดือนพฤษภาคม ๑๖ ผมเขียนไว้ว่า "อีกแล้วชีวิตกู งานมากฉิบ ทำอะไรก็ไม่รู้" จำได้ว่ามีช่วงหนึ่ง อาจจะเป็นท้ายๆ หรือกลางๆ ของสามปีนั้น ที่ผมจะเดินไปเดินกลับระหว่างคณะครุศาสตร์กับตึกจักรพงษ์ อย่างไม่มีจุดหมาย พอเห็นตัวเองก็รู้สึกตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่านี่เป็นความแปลกแยกแน่ๆ อาจจะกล่าวได้ว่าทำกิจกรรมจนความหมายของชีวิตอยู่ที่การทำ จะเลิกทำก็ตอนหมดแรงนอนเท่านั้น อะไรปานนั้น พอไม่มีอะไรทำ ก็ทนไม่ได้ ทำให้ต้องเป็นคนที่มีอะไรวุ่นๆ อยู่เสมอ "ไม่ว่าง" กลายเป็นมนตราประจำตัวไป ทำให้เกิดเอกลักษณ์ว่าตนเองเป็นทำงานมาก คนขยัน คนเสียสละมากอะไรเทือกนั้น ยิ่งวันอาการแปลกแยกก็ยิ่งเป็นมากขึ้น โดยเฉพาะนับแต่กลางปี ๒๕๑๗ เป็นต้นไป ดังบันทึกสองสามตอนต่อไปนี้เป็นประจักษ์พยายานอยู่ ถึงความอ่อนล้า สับสน และความกระเสือกกระสนที่จะก้าวออกมาสู่ความชัดเจน แต่ดูไม่มีความหวังมากนัก

ลักษณะที่ต้องแก้ไขตนเอง

ไม่อาจหาความสุขขณะทำงานได้

พอทำอย่างหนึ่งก็อยากให้มันเสร็จเร็วๆ

จะไปทำอย่างอื่นอีก

งานไม่เป็นชิ้นเป็นอัน

ชอบแต่ฝันเฟื่อง

แต่พอทำจริงๆก็ทำไม่ได้มากมายนัก

แม้แต่การอ่านหนังสือก็ยังสับสน

เรานี่แย่จริงๆนะ

อยากเป็นผู้นำนักหรือ

ทุเรศ

คิดถึงสาวก็ยังไม่คิดในแง่รักเขา

เอ็งคิดแต่ว่ากลัวเขาจะไม่รักเอ็ง

ไอ้บ้า  

                                ๔ สิงหาคม ๑๗

คิดถึงการที่ประชาชนไทย

และเพื่อนมนุษย์ในโลกที่ ๓ต้องอดอย่างหิวโหย

แล้วรู้สึกละอายใจ

ที่เสียเวลาให้กับการรักตนเอง

..................................

จงสละทุกสิ่งของชีวิต

มอบให้ประชาชนและมนุษยชาติเถิด

จงมีความรักอันถูกต้อง

จงให้อภัยเพื่อนพ้องร่วมชตากรรมเดียวกัน

จงอย่าอิจฉา

จงมีความรักที่เต็มเปี่ยม

จงช่วยเหลือกันให้กล้าแกร่งในอุดมการณ์

จงจับมือกันเข้าให้แน่น

แล้วเราจะกอดคอกันเดินไป

ใจเย็นๆ

คิดนานๆ

รักคนให้มากๆ

รักหน้าตัวเองน้อยๆหน่อย

                                ๖ ส.ค. ๑๗

เห็นหนังสือเรียนเอียนที่สุด

เบื่อหน่ายอย่างบอกไม่ถูก

ต้องการเวลาอยู่กับตัวเองอีก

แต่จริงๆเราก็หยุดไม่ได้

เย็นนี้ประชุม

ติดต่อที่เกษตร

สารคาม

ละคร

หยุด หยุด หยุด

กำลังทำอะไร อะไร อะไร

ความมุ่งมั่นที่เป็นพักๆ

ความร้อนละอุที่เป็นละลอก

ความผลัดวันประกันพรุ่ง

ความผัดผ่อน ขี้เกียจ

การหาข้อแก้ตัวให้ตนเอง

การคิดแต่จะทำแล้วไม่ทำ

นี้คือลักษณะเราในขณะนี้

น่าอาย น่าอาย

                        ๑๙ กันยายน ๑๗

มองย้อนไปตอนนี้ก็เป็นโรคจิตอย่างหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย มาถึงตอนนั้นพลังพื้นฐานของชีวิตคงร่อยหรอเต็มที ตอนนั้นถ้าจะดูหนังฟังเพลงที่ไม่ใช่เรื่องเพื่อชีวิตก็จะรู้สึกผิด รู้สึกเป็นคนไม่ดีอะไรเทือกนั้น จำได้ว่าก่อนจะออกจากขบวนการนั้น ความรู้สึกผิดที่ฝรั่งเรียก guilt feeling นั้นออกมาครอบงำชีวิตมากๆ เห็นในบทบันทึกข้างบนนี้  มาหายไปก็ต่อเมื่อบวชแล้วนั่นแหละ

อีกสาเหตุหนึ่งของความรู้สึกผิดอาจจะมาจาก การที่ก่อนจะมาเป็นซ้ายได้อ่านงานของท่านอาจารย์พุทธทาสมาก่อน จึงทำให้รู้เรื่องอัตตาและการทำงานของอัตตาพอสมควร แต่ส่วนหนึ่งของลัทธิเหมานั้นเน้นการละความคิด "วีรชนเอกชน" ซึ่งน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการละอัตตาวาทุปนาทานนั่นเอง แต่ก็ละไม่ได้เสียที อย่างถ้าได้เถียงกับมนัสในที่ประชุมเมื่อไร เป็นเถียงไม่ยอมหยุดทุกที พอเหตุการณ์ผ่านไปก็จะมารู้สึกว่าตัวเองแย่ที่อัตตาใหญ่ ระยะหลังเวลามีความขัดแย้งกับเพื่อนร่วมขบวนการในพรรคจุฬา-ประชาชน  ในทางภายนอกก็โทษเพื่อนว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ในแต่ภายในก็รู้ว่ามันมาจากอัตตาของเราเองด้วย และเรื่องแบบนี้มันน้อยเสียเมื่อไร ยังได้บันทึกไว้ตอนหนึ่งว่า "คติที่นึกได้ในใจวันนี้ คนที่พูดถึงอีโก้ วิเคราะห์เรื่องอีโก้ น้อยคนนักจะวิเคราะห์อีโก้ของตนเองได้ อย่างมหาเสถียรพงษ์ ใหญ่ และ ประชา"  ทั้งชีวิตตอนนั้นยังไม่มีอารมณ์ขันอีกด้วย ความรู้ว่าตัวเองผิด เป็นคนไม่ได้เรื่องก็มากขึ้นเรื่อยๆ ยังจำได้ว่าครั้งหนึ่งไปร่วมเดินขบวน มีประวัติเหมาออกมาแล้ว ซื้อมาอ่านแล้วก็ถามตัวเองว่า เฮ้ย เราจะเป็นประธานเหมาได้อย่างไรวะ แล้วก็ด่าตัวเองว่า เฮ้ย ลืมเรื่องจางสือเต๊อะแล้วหรือ ต้องคิดแต่รับใช้นะ อย่าคิดเป็นใหญ่ แล้วผมก็ทะเลาะกับตนเองในทำนองนี้บ่อยๆ

                ความอิจฉา

                เกาะอยู่ในหัวใจ

                มันบินมากับความภูมิใจในตัวเอง

                มันมากับความอยากเป็นเลิศเหนือคนอื่นทางปัญญา

                มันมากับความคิดว่าตัวเองแก้ปัญหาของกลุ่มได้

                มันมากับการผูกขาดทางปัญญา

                มันมากับความกระหายในอำนาจ

                มันมากับ "ตัวเอง" "ตัวกู" "ของกู"

                ไปเสีย ไปเสีย ไปเสีย

                                                ๓๐ มิ.ย. ๑๗ (ให้ตัวเอง)

               

นอกจากนี้อีกส่วนที่ทำให้รู้สึกผิดมากๆ ก็คือการต่อสู้กับราคะจริตของคนเอง ดังได้กล่าวมาแล้วว่าระยะทำกลุ่มยุวชนสยามใหม่ๆ รู้สึกว่าเราชอบผู้หญิงพร้อมกันหลายๆ คน ตอนนั้นไม่ได้เป็นสังคมนิยมอะไร ก็ไม่รู้สึกผิด รู้สึกดีด้วยซ้ำที่ได้ประกาศออกไป แต่พอมาเป็นสังคมนิยมเข้า จริยธรรมทางเพศของลัทธิเหมาลัทธิมากซ์ก็คือผัวเดียวเมียเดียว นี่ย่อมเพิ่มความขัดแย้งในใจเป็นอย่างมาก   อย่างไรก็ตาม ผมคงไม่ได้ใกล้ชิดกับใครจนถือว่าเป็นแฟนเลยจน    ปี ๑๖ แล้วกระมัง และทุกข์สาหัสของการมีแฟนก็เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก

มองย้อนไปตอนนี้ก็เป็นความไร้เดียงสาหรือเป็นอวิชชาของตนเอง ที่เห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็ก และพยายามหลอกตัวเองตลอดว่าไม่สำคัญ ทั้งยังนแยกไม่ออกระหว่างความรัก ความชอบ และความใคร่ แต่นี่ก็เป็นการตั้งข้อสังเกตเมื่อเวลาห่างออกมาถึงกว่า๓๐ ปี และก็ไม่พ้นเป็นสมมติฐานอันหนึ่งเท่านั้น ตอนนั้น เมื่อเพื่อนๆ ต่างมีแฟนกันมากขึ้น มันก็เกิดเป็นแรงผลักกลายๆ ว่าเราก็รู้สึกว่าต้องมีแฟนกับเขาบ้าง

รายแรกสุด เป็นเพื่อนรุ่นน้องศึกษานารี ที่ไปสอบเข้าได้เรียนต่อที่ศิลปกรทับแก้ว ผมไปๆมาๆอยู่หลายรอบ ตอนนั้นพอดีท่านมหาเสถียรพงษ์สึกหาลาพรตแล้ว และไปสอนอยู่ที่ทับแก้วด้วย แต่ไปแล้วก็ดูจะไม่มีไฟสานต่อ ตอนหลังก็จางๆห่างหายไป คงเป็นความชอบที่ไม่ถึงกับเป็นความรักนั่นเอง

วันดีคืนดี เพื่อนร่วมงานที่ใกล้ชิดคนหนึ่งบอกว่าเธออาจจะรักเราก็ได้ เราก็ตอบรับเฉยเลย  แล้วก็เป็นแฟนกัน แม้จะไม่ถึงกับได้เสียกันแต่ก็ใกล้ชิดกันมาก และรู้สึกว่าไม่ได้รัก จนเพื่อนรู้สึกได้ และบอกเราว่าเราไม่ได้รักเธอ ตอนนั้นผมยังถือคติแบบกามูว่าถ้าไม่รู้สึกรัก เราก็จะไม่บอกรัก พอเพื่อนบอกว่าเราไม่ได้รัก เราก็ตอบแบบอัตโนมัติว่า รัก แล้วก็รู้ว่าตัวเองโกหก และเพื่อนก็รู้ว่าเราโกหก ความเคารพตัวเองก็ลดลงไป ทีนี้ก็รู้สึกผิดมากที่จะเลิกเป็นแฟนกัน เพราะได้ใกล้ชิด ถูกเนื้อต้องตัวกันแล้วนี่ ก็รู้สึกรับผิดชอบ  ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะตั้งแต่อยู่ม.ศ.๕ แล้วที่พี่แดงบอกว่าไม่ชอบโกมลเป็นการส่วนตัว ทั้งๆ ที่เป็นเพื่อนเรียนรุ่นเดียวกัน เพราะพี่โกมลมาจีบเพื่อนพี่แดงแล้วทิ้งไป นี่ก็เกิดความสับสนขึ้น ดีแต่ได้เพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งบอกว่า เมื่อถ้าเป็นเธอ เธอไม่ต้องการให้แฟนเธออยู่กับเธอเพราะความรู้สึกรับผิดชอบ เธอเองก็มีความสุขเมื่อยามได้ประเล้าประโลมกัน เธอไม่ต้องการความรับผิดชอบ เธอต้องการความรัก ตอนนั้นคุยกันตรงขอบสระน้ำจุฬาฯ ฟังเพื่อนคุยแล้วอยากเข้าไปกอด แต่ไม่กล้า แต่นั่นก็ยังไม่สามารถคลายความลังเลได้

ในที่สุดก็ต้องหาที่ปรึกษา แล้วก็ตกแบบลักษณ์คลาสสิกอีก กล่าวคือปรึกษาไปปรึกษามา ผมก็กลายมาเป็นแฟนกับเพื่อนรุ่นพี่ที่ผมปรึกษาด้วย  ทั้งๆ ที่ขณะนั้นตัวเองก็ชอบผู้หญิงอีกคนอย่างจริงจังดูดดื่ม แต่ไม่กล้าจีบหรือจีบไม่เป็น เลยไม่กล้ายอมรับกับตนเองว่ารักเขา แต่แล้วก็เอาเรื่องเขามาฝันเป็นตุเป็นตะครึ่งค่อนชีวิต ขณะเดียวกันตอนนั้นตนเองก็คงหว่านเสน่ห์ที่มีอยู่อย่างจำกัดกับสาวอื่นๆ อีกหลายคน ประเภทไม่พูดแต่ "ทำตาเยิ้ม" ในเครื่องหมายคำพูดนี้เป็นคำที่เจี๊ยบ  ชาญวิทย์ด่าผม แต่ให้ตายสิ ตอนนั้นไม่รู้สึกว่าตัวเองทำอาชญากรรมเลย และเพื่อนด่าแล้ว ก็ยังไม่ค่อยรู้สึก เข้าใจว่ายังติดมาถึงตอนบวช เพราะครั้งหนึ่งบวชแล้วนี่แหละ เพื่อนคนหนึ่งแลบลิ้นใส่ให้ แต่ตอนนั้นก็ยังงงๆ มองย้อนก็เห็นได้ว่าเราคงพยายามก่ออาชญากรรมอีก เลยเจอแบบนั้น

แฟนคนที่สองนี่ก็แบบเดียวกันอีก คือชอบแต่ไม่ได้รัก แต่ตอนนั้นแยกไม่ออก พออยู่ด้วยกันสักพักก็ทนกันยาก แต่นี่ผมได้เขียนไว้ใน "ความรักในชีวิตขบถ" แล้ว  ตอนนี้จึงขอเล่าเพียงแต่ว่า พอเกิดความขัดแย้งครั้งที่สองนี้ ผมอยู่จัดตั้งเรียบร้อยแล้ว ก็เอาเรื่องเข้าปรึกษาจัดตั้ง พี่สุไม่ได้ให้ความเห็นอะไรชัดเจน เข้าใจว่าพี่สุเข้าใจสภาพดีพอสมควร  แต่รุ่นพี่ที่เป็นติวเตอร์ลัทธิเหมาฟันธงว่าต้องเลือกแฟนที่อยู่ด้วยกันแล้ว นี่เป็นคำแนะนำที่ปฏิบัติยากมาก และได้เพิ่มความขัดแย้งสับสนและความรู้สึกผิดในใจอย่างมากมายมหาศาล ย้ำความรู้สึกว่าเราเป็นชาวสังคมนิยมที่ดีไม่ได้

ระหว่างคนที่หนึ่งกับที่สองนี้ ผมยังมีช่วงเล็กๆที่ทำท่าจะรักชอบกับเพื่อนร่วมงานอีกคนหนึ่งที่เรียนที่อักษรศาสตร์ แต่นั่นเธอมีวุฒาภาวะกว่า พอคบไม่นานเธอก็รู้ว่าไม่ใช่ความรัก เธอก็บอกให้เป็นเพื่อนกันดีกว่า ไม่งั้นจะเสียทั้งเพื่อนทั้งไม่ได้เป็นแฟนกันด้วย ยังขอบคุณเธอจนทุกวันนี้

ช่วงที่ผมสับสนมากๆนี้ เพื่อนที่ใกล้ชิดที่สุดและรู้เรื่องผมมากที่สุดก็คือเจี๊ยบชาญวิทย์ บางวันผมถึงกับเดินในกรุงเทพฯเหมือนคนเสียสติ บางที่ก็นั่งตามฟุตบาทเหมือนคนบ้า ตอนนั้นอยู่บ้านดินแดงด้วยกัน กับเพื่อนอีกหลายคน รวมทั้งรุ่นพี่ที่ผมนับถืออย่างครองศักดิ์ จุฬามรกตด้วย แต่คนที่ผมแบ่งปันความสับสนด้วยดูเหมือนมีเจี๊ยบคนเดียว พอเขาออกจากป่า เราก็ยังสนิทกันเหมือนเดิม แม้ผมจะเห็นว่าความคิดเขาออกจะคร่ำไปหน่อยก็ตาม

เหตุการณ์เหล่านี้เกิดกลางปี ๒๕๑๗ และถ้ามองวิเคราะห์ตามหลักจิตวิทยากัน  นอกเหนือจากเหตุผลทางการเมืองที่กล่าวมาแล้ว นี่น่าจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผมออกจากขบวนการฝ่ายซ้ายในปีต้นต่อมาด้วย เขียนมาถึงตอนนี้ทำให้นึกถึงคติของนักเคลื่อนไหวยุคปัจจุบันที่ว่า เรื่องส่วนตัวกับเรื่องการเมืองนั้นว่ากันถึงที่สุดแล้วก็เป็นเรื่องเดียวกันนั่นเอง จะแยกกันให้เด็ดขาดนั้นยากมาก

ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของความสับสนใจช่วงนั้นที่ผมได้บันทึกไว้แบบกลอนเปล่า

                ความรัก กามารมณ์

                สวยงามและน่าเกลียด

                ฉันรัก และฉันเกลียด

                อย่าเรียกร้อง อย่าต้องการ อย่าปรารถนา

                ปล่อยให้มันเป็นอย่างที่มันอยากเป็น

                อย่าเรียกร้อง อย่าต้องการ อย่าปรารถนา

                งานจะต้องก้าวไปข้างหน้า

                ไม่มีวันหยุดสำหรับนักปฏิวัติ

                                                ๔ มิ.ย. ๑๗

               

                ไม่อยากเรียกร้อง ไม่อยากต้องการ ไม่อยากปรารถนา

                แต่ก็ต้องการ เรียกร้อง และปรารถนา

                ฉันอยากเดินผ่านความรักไป

                แต่ฉันสะดุดกามารมณ์หกล้ม

                ฉันไม่อยากมีความขัดแย้งเรื่องนี้

                แต่ฉันก็พบกับมันจนได้

                วันนี้ฉันเริ่มสงสัยว่าถูกไหม ที่ละเลยมัน

                วันนี้ฉันเริ่มสงสัยว่า ฉันจะต้องหาคำตอบให้มัน

                ได้โปรดเถิดมันเป็นอะไรกันแน่

               

                มันเป็นไปตามธรรมชาติของมนุษย์

                มันเป็นสิ่งที่เราต้องเอาชนะหรือเปล่า

                มันเป็นสิ่งที่เราต้องกำจัดหรือเปล่า

                ก็จิตใจในไม่ได้จำกัดให้รักใครคนใดคนหนึ่งมิใช่หรือ

                                                                ๑๕ มิ.ย. ๑๗

                ดอกไม้มีหลายดอก

                ฉันมีสิทธิเลือกเอาหนึ่ง

                ฉันขอเลือกเอาดอกที่โน้มมาสู่ประชาชน

                ถ้ามีหลายดอกที่โน้มมาสู่ประชาชน

                ฉันจะเลือกดอกที่รู้จักค่าของตัวเอง

                                                                ๑๘ มิ.ย.๑๗

               

                บ่อยครั้งที่เราคิดถึงสิ่งที่ควรเป็น

                เราคิดถึง "ดอกไม้ของประชาชน"

                เราคิดถึง "ความรักโดยปราศจากความเป็นเจ้าของ"

                แต่ที่เป็นอยู่จริงๆ เรายังมีความรักเพราะเธอเป็นผู้หญิง

                เรายังผิดหวังที่เธอไปเที่ยวพัทยา

                เรามีสิทธิที่จะคิดว่าเธอทำไม่ถูก

                แต่เราทำไมต้องหนักใจ

                กักมันไว้ทำไม

                ปล่อยไปซิ

                ความรักโดยปราศจากความเป็นเจ้าของอยู่ไหน

                                                ๓๐ มิ.ย. ๑๗ (ให้กับความบ้าของตัวเอง)

                การจะหาคนรักฉันนั้นไม่ยากเลย

                แต่การที่ทำให้ฉันรักใครสักคนนั้นยากนัก

                เคยรู้สึกว่าการมีคนรักนั้นมันทำให้อบอุ่น

                การถูกรักทำให้เราไม่เหงา

                ถูกรักทำให้เรามีความสุข

                แต่มาถึงบัดนี้

                คนรักฉันมีอยู่

                แต่ฉันยังคงเหงา

                ฉันยังไม่รู้สึกอบอุ่น

                ฉันยังไม่รู้สึกมีความสุข

                เพราะฉันรักคนอื่นไม่เป็น

                ฉันได้แต่หวังว่า

                ความรักกำลังจะงอกงามขึ้นบนผืนนาแห่งหัวใจ

                เธอกำลังสอนให้ฉันรู้จักรักใครสักคน

                และรักเพื่อนมนุษย์ทั้งมวล

                เธอ...

                                                                ๒๕ ก.ค. ๑๗

                งานไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวังนัก

                มีอะไรอยากทำผุดขึ้นมาเสมอ

                รู้สึกว่าสุขภาภจิตไม่ค่อยดีนัก

                ความทุกข์ไม่ได้เกิดจากความยากลำบากในการทำงาน

                ความทุกข์เกิดจากการเลือกและการตัดสินใจ

                หัวใจยื่นแขนออกไปสัมผัสกับความรัก

                แต่หวาดๆไม่ค่อยกล้า

                ..................................

                เสียงพูดดีๆทางโทรศัพท์ทำให้เด็กชายประชายิ้ม

                ฮะ ฮะ ฮะ

                อะไรกันโว๊ยชีวิต

                เราชอบใครเพราะเราชอบตัวเองกระนั้นหรือ

                เรารักใครเพราะเราต้องการการยอมรับกระนั้นหรือ

                ทำไมต้องรัก ทำไมต้องชอบ

               

                โอ โลกเอย

                ความอิจฉาหึงหวงมันทำไมมากนักหนา

                เดินโฉบไปเฉียดมา

                ฉันเอือมระอาเต็มที่แล้วหนา

                อยากขัดเกลาหัวใจให้สะอาด

                แต่ความสะอาดเป็นอย่างไรหนอ

                ตลอดเวลาของการทำงาน

                เราเสียเวลาให้กับการหยุดมากเหลือเกิน

                ตอนนี้กำลังจะหยุดอีก

                งานที่กองอยู่ข้างหน้าทำไมไม่ทำ

                เราคิดถึงตัวเองมากเกินไป

                                                ๓๑ ก.ค. ๑๗

                ร่มเงาของจามจุรี

                สายลมอ่อน

      และความเงียบ

      บางครั้งเป็นเพื่อนที่ดี

      แต่บางทีก็เป็นกระจกที่หน้ากลัว

      สะท้อนให้เห็นความอ่อนแอของตนเอง

      ความหวังไม่ใช่การรอคอยที่เลื่อนลอย

      ตราบที่ฉันต่อสู้

      ความหวังจะขับเคลื่อนฉันให้ก้าวไปข้างหน้า

      และถ้าฉันต่อสู้ด้วยความหวัง

      ฉันย่อมคอยได้

      หวังคือหวังให้หัวใจนี้รักมนุษย์

      ต่อสู้คือต่อสู้กับตนเอง

     รอคอยคือรอคอยความสำเร็จ

     แม้เราจะพยายามเก็บซ่อนอะไรบางอย่าง

    แต่ก็ไม่สามารถซ่อนจากสายตาของหัวใจ

    ใจเย็น รอคอย เฝ้ามอง

    ไม่แก่งแย่ง ไม่แข่งขัน

    ปล่อยให้มันเป็นไป

    อย่างที่หัวใจปรารถนา

                                              ๓ ส.ค. ๑๗

เมื่อฉันได้สัมผัสกับโลกของความปวดร้าวของคนทุกข์ยากครั้งใด

ฉันคิดถึงเพื่อนที่เชื่อในอหิงสายิ่งนัก

เขาจะทำให้นายทุนเลิกใช้ความรุนแรงได้อย่างไรกันนะ

ท่ามกลางเกลียวคลื่นของการต่อสู้

นกยังส่งเสียงร้องไพเราะ

ตะวันยังฉายแสงอบอุ่นในยามเช้า

หัวใจยังรอเวลาของการพักผ่อน

ท่ามกลางเกลียวคลื่นของการต่อสู้

ศัตรูที่ยิ่งใหย่ปรากฏขึ้นในตัวเรา

หยุด ลุก ไป รุก สู้ หยุด ลุก

เพื่อนมีส่วนช่วยให้เรา ลุก สู้ หยุด

ท่ามกลางเกลียวคลื่นของการต่อสู้

หยาดเหงื่อและเสียงหอบหายใจคือรางวัลที่ชื่นใจที่สุด

แต่ฉันก็ได้สัมผัสกับความน่ากลัวอย่างขรึมของน้ำตา

ก้อนหินหยุดกลิ้งชั่วคราว

เพื่อซาบซึ้งกับชีวิต

ท่ามกลางเกลียวคลื่นของการต่อสู้

หัวใจปีติเหมือนความสว่างของดวงจันทร์

สำนึกฉายลึกลงไปยังโลกของประชาชน

ฉันเห็นเลือด ปืน และการปฏิวัติ

                                           ๓๑ ตุลาคม ๑๗

นกกระจอกสองตัวที่หน้าต่าง

สลัดขนจนเม็ดฝนกระเซ็นมาโดนหลังฉัน

อากาศตอนเช้าสดใส

หลังฝนตกใหม่ๆ

หัวใจฉันสงบเย็น

บ้านมีชีวิตชีวา

เมื่อเพื่อนที่เต็มไปด้วยชีวิตมาอยู่ด้วย

ช่องว่างคงจะหายไป

ทุกคนคงจะรวมเป็นหนึ่ง

แล้วแยกออกเป็นทุกๆคน

                                                ๔ พ.ย. ๑๗

ช่วงปลายเดือนตุลาคมปีหนึ่งเจ็ดนั้น ดูเหมือนเริ่มมีข้อเสนอให้นักเคลื่อนไหวในเมืองเข้าป่า นั่นคงเป็นที่มาของความหวัง ที่ดูจะเด่นชัดขึ้นอีกครั้ง และทำให้ผมเขียนเรื่องเลือด ปืน การปฏิวัติอะไรเทือกนั้น แต่ดูเหมือนความสดใสมีชีวิตชีวานี้อยู่ได้ไม่นานนัก ความสับสนก็กลับมาอีก และการวิสาสะกับเพื่อนในกลุ่มอหิงสาก็เบนชีวิตผมไปอีกทางหนึ่ง

ความคิดเห็น

เฉพาะสมาชิกเท่านั้นที่แสดงความคิดเห็นได้
กรุณาเข้าสู่ระบบหรือสมัครสมาชิก

Powered by AkoComment 2.0!

ลงนามกำลังใจ
สมัครสมาชิกเว็บไซต์
ติดต่อเรา
เพื่อนบ้าน
กระดานสนทนา
ข่าวฝากประชาสัมพันธ์
Email 4 Staff
หนังสือแนะนำ
สินค้าน่าสนับสนุน
ช่วยคนชราธิเบตพลัดถิ่น
ภาพความหมาย
799651_88221840_resize.jpg
ปักหมุดประกาศ

Image ร่วมทำบุญเพื่อช่วยเหลือคนชราธิเบตพลัดถิ่นในอินเดีย ที่อาศัยอยู่ในบ้านพักคนชรา อายุตั้งแต่ ๗๐ ปีขึ้นไปได้มีโอกาสเข้าฟังธรรมจากองค์ทะไลลามะและแสวงบุญ ณ เมืองพุทธคยาในบั้นปลายของชีวิต รายละเอียดเพิ่มเติม

Image ปาจารยสาร ฉบับ "การศึกษาทางเลือก การเดินทางเพื่อกลับไปจุดเดิม? 
||
สมัครสมาชิก || บอร์ดชาวปาจารยสาร || 
ปีที่ 32 ฉบับที่ 6 กรกฎาคม-สิงหาคม 2551
- การศึกษาเพื่อการครอบงำ
- บทเรียนแห่งการปฏิรูปการศึกษา
- สู่การศึกษาทางเลือก
- ทางเลือกของทางเลือก
- แพทย์แผนทิเบตศาสตร์แห่งอดีต เพื่อรักษาปัจจุบัน
- ศานตินิเกตัน สถาบันชีวิต
- เวียตนามในความทรงจำนักปั่น
  

 อยากอ่านติดต่อไปที่ โทรศัพท์ 02- 8603527 หรืออีเมล์

Image สารเพื่อนเสม  ข่าวสารองค์กรเครือข่าย มูลนิธิเสฐียรโกเศศ - นาคะประทีป จดหมายข่าวราย 2 เดือน ปีที่ 4 ฉบับที่ 32 พฤศจิกายน-ธันวาคม 2551
+ จุดเปลี่ยน / กฤตยา ศรีสรรพกิจ
+ ช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิต / วารุณี ไม้ตราวัฒนา
+ ในอ้อมกอดของขุนเขาและเหล่ากระบวนกร / พูลศรี ไชยประสิทธิ์
+ วัยเด็ก ..ต้นไม้แห่งความทรงจำ : นาทีชีวิต ตอน 2
+ Tokyo Tower : แม่ครับ...ผมรักแม่/ จากบทภาพยนตร์
+ สุนทรียสนทนา / วิทยากร โสวัตร  
 อ่านสารเพื่อนเสม
 

สถิติ
ผู้เยี่ยมชม: 3165774
   หน้าแรก